คุณหรือเปล่า? กู้มาหมุน ยืมเงินอนาคตมาใช้ "คนไทยติดกับดักหนี้” เปิดปมอันตราย สัญญาณอันตรายเศรษฐกิจไทย

Share on Line Share on Facebook Share on X

 รายได้เท่าเดิม เพิ่มเติม คือ รายจ่าย สัญญาณเสี่ยง คนไทยเริ่ม “อยู่ไม่ไหว”?


ใครหลายคนกำลังเผชิญสถานการณ์เดียวกัน รายได้เท่าเดิม แต่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าครองชีพที่สูงขึ้นในทุกด้าน ทำให้เงินในกระเป๋าไม่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน สิ่งที่ตามมาจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ การกู้เงิน การใช้บัตรเครดิต หรือการหยิบยืมจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อประคองชีวิต


ภาพที่เกิดขึ้นคือ หนี้ที่เพิ่มขึ้นแบบไม่หยุด และกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ เพราะล่าสุด “หนี้ครัวเรือนไทย” กลับมาขยายตัวอีกครั้ง ซึ่งสะท้อนว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะรายบุคคล แต่กำลังลุกลามในระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ


หนี้ครัวเรือนไทยกลับมาเพิ่ม สัญญาณเล็ก แต่ความเสี่ยงใหญ่


ข้อมูลล่าสุดจาก ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 กลับมาขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.05% เมื่อเทียบรายปี ถือเป็นการกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้หดตัวต่อเนื่อง 3 ไตรมาส


ตัวเลขนี้อาจดูเล็กน้อยในสายตาคนทั่วไป แต่ในมุมเศรษฐศาสตร์ นี่คือ “สัญญาณเปลี่ยนทิศ” ที่สำคัญ เพราะหมายความว่า แนวโน้มหนี้ที่เคยลดลง กำลังกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง


ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ สิ้นปี 2568 ก็ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 86.7% ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับสูง และเป็นหนึ่งในความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย


กู้เพื่ออยู่ ไม่ได้กู้เพื่อลงทุน จุดเปลี่ยนที่น่ากังวล


คำถามสำคัญคือ หนี้เหล่านี้เกิดจากอะไร และคำตอบที่ได้ ไม่ใช่การกู้เพื่อลงทุน หรือสร้างธุรกิจ แต่คือ “การกู้เพื่อใช้ชีวิต” ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน


รายงานของ SCB EIC ชี้ชัดว่า หนี้ที่เพิ่มขึ้นมาจากสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเป็นหลัก โดยมูลค่าสินเชื่อกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเป็น 12.72 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 1.19 แสนล้านบาทจากไตรมาสก่อน


นี่คือหัวใจของปัญหา เพราะหนี้ลักษณะนี้ไม่ได้สร้างรายได้ในอนาคต และมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็น “หนี้เสีย” ในระยะต่อไป






สรุปข่าว

หนี้ครัวเรือนไทยกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง สะท้อนคนไทยต้อง “กู้เพื่อใช้ชีวิต” มากกว่าลงทุน รายได้ไม่ทันรายจ่าย บวกแรงกดดันจากพลังงานและตลาดแรงงาน ทำความเสี่ยงพุ่ง ผู้เชี่ยวชี้ต้องเร่งแก้ทั้งระยะสั้นและยาว ก่อนหนี้ดีจะกลายเป็นหนี้เสียทั้งระบบ

 รายได้เท่าเดิม เพิ่มเติม คือ รายจ่าย สัญญาณเสี่ยง คนไทยเริ่ม “อยู่ไม่ไหว”?


ใครหลายคนกำลังเผชิญสถานการณ์เดียวกัน รายได้เท่าเดิม แต่รายจ่ายกลับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ค่าครองชีพที่สูงขึ้นในทุกด้าน ทำให้เงินในกระเป๋าไม่เพียงพอสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน สิ่งที่ตามมาจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือ การกู้เงิน การใช้บัตรเครดิต หรือการหยิบยืมจากแหล่งต่าง ๆ เพื่อประคองชีวิต


ภาพที่เกิดขึ้นคือ หนี้ที่เพิ่มขึ้นแบบไม่หยุด และกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ เพราะล่าสุด “หนี้ครัวเรือนไทย” กลับมาขยายตัวอีกครั้ง ซึ่งสะท้อนว่า ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะรายบุคคล แต่กำลังลุกลามในระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ


หนี้ครัวเรือนไทยกลับมาเพิ่ม สัญญาณเล็ก แต่ความเสี่ยงใหญ่


ข้อมูลล่าสุดจาก ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 กลับมาขยายตัวเล็กน้อยที่ 0.05% เมื่อเทียบรายปี ถือเป็นการกลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หลังจากก่อนหน้านี้หดตัวต่อเนื่อง 3 ไตรมาส


ตัวเลขนี้อาจดูเล็กน้อยในสายตาคนทั่วไป แต่ในมุมเศรษฐศาสตร์ นี่คือ “สัญญาณเปลี่ยนทิศ” ที่สำคัญ เพราะหมายความว่า แนวโน้มหนี้ที่เคยลดลง กำลังกลับมาเพิ่มขึ้นอีกครั้ง


ขณะเดียวกัน สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ณ สิ้นปี 2568 ก็ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 86.7% ซึ่งยังถือว่าอยู่ในระดับสูง และเป็นหนึ่งในความเปราะบางของเศรษฐกิจไทย


กู้เพื่ออยู่ ไม่ได้กู้เพื่อลงทุน จุดเปลี่ยนที่น่ากังวล


คำถามสำคัญคือ หนี้เหล่านี้เกิดจากอะไร และคำตอบที่ได้ ไม่ใช่การกู้เพื่อลงทุน หรือสร้างธุรกิจ แต่คือ “การกู้เพื่อใช้ชีวิต” ไม่ว่าจะเป็นค่าอาหาร ค่าเดินทาง หรือค่าใช้จ่ายจำเป็นในชีวิตประจำวัน


รายงานของ SCB EIC ชี้ชัดว่า หนี้ที่เพิ่มขึ้นมาจากสินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนบุคคลเป็นหลัก โดยมูลค่าสินเชื่อกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเป็น 12.72 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 1.19 แสนล้านบาทจากไตรมาสก่อน


นี่คือหัวใจของปัญหา เพราะหนี้ลักษณะนี้ไม่ได้สร้างรายได้ในอนาคต และมีโอกาสสูงที่จะกลายเป็น “หนี้เสีย” ในระยะต่อไป






หนี้ไม่สร้างรายได้ ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ


เมื่อพิจารณาโครงสร้างสินเชื่อ จะเห็นภาพที่ชัดขึ้น สินเชื่อเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ แม้จะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่ยังอยู่ในระดับต่ำ ขณะที่สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และจักรยานยนต์ สินเชื่อเพื่อการศึกษา รวมถึงสินเชื่อเพื่อธุรกิจ กลับหดตัวลงต่อเนื่อง


โดยเฉพาะสินเชื่อเพื่อธุรกิจ ซึ่งเป็นหัวใจของการสร้างรายได้ในระบบเศรษฐกิจ กลับลดลง สะท้อนว่าการลงทุนใหม่ ๆ กำลังชะลอตัว


ในขณะเดียวกัน สถาบันการเงินเริ่มระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น สินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์ บริษัทบัตรเครดิต ลิสซิ่ง และสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งรวมกันคิดเป็นประมาณครึ่งหนึ่งของหนี้ครัวเรือน ยังคงหดตัว


สิ่งนี้สะท้อนว่า “ระบบการเงินเริ่มระวังความเสี่ยง” แต่ในอีกด้านหนึ่ง ประชาชนยังคงต้องการเงินเพื่อใช้ชีวิต


กู้ยาก แต่หนี้ยังเพิ่ม คนไทยหันไปพึ่งแหล่งเงินอื่น


แม้ธนาคารจะเข้มงวดมากขึ้น แต่หนี้ครัวเรือนยังเพิ่มขึ้น สาเหตุสำคัญคือ คนไทยยังคงมีความจำเป็นต้องใช้เงิน


เมื่อเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ยากขึ้น หลายคนจึงหันไปพึ่งแหล่งเงินอื่น เช่น สถาบันการเงินของรัฐ สหกรณ์ออมทรัพย์ และโรงรับจำนำ ซึ่งยังคงมีการเติบโตของสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง


แหล่งเงินเหล่านี้เข้าถึงง่ายกว่า และมีเงื่อนไขยืดหยุ่นมากกว่า โดยมีบทบาทสำคัญในการพยุงสภาพคล่องของประชาชนในช่วงที่รายได้ไม่เพียงพอ


อย่างไรก็ตาม การพึ่งพาเงินกู้ในลักษณะนี้มากเกินไป ก็อาจเพิ่มความเสี่ยงในระยะยาวเช่นกัน


แรงกดดันรอบด้าน งานหายยาก รายได้ลด ค่าครองชีพพุ่ง


SCB EIC ประเมินว่า ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยมีแนวโน้มเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจาก 2 ปัจจัยหลัก


ปัจจัยแรก คือ ตลาดแรงงานที่เปราะบาง เด็กจบใหม่หางานยากขึ้น อัตราการว่างงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มอายุ 15-24 ปี ที่การมีงานทำลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2


นอกจากนี้ การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมยังหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปี นับตั้งแต่ช่วง COVID-19 ขณะที่แรงงานภาคเกษตรจำนวนหนึ่งย้ายเข้าสู่ภาคบริการ แม้รายได้สูงขึ้น แต่หลายงานยังเป็นงานรายได้ต่ำ ส่งผลให้รายได้เฉลี่ยโดยรวมลดลง

น้ำมันราคาพุ่ง ดันเงินเฟ้อ ซ้ำเติมกำลังซื้อคนไทย


อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญ คือ ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง SCB EIC คาดว่า อัตราเงินเฟ้อไทยในปี 2026 จะเร่งขึ้นสู่ระดับ 3.2% จากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อราคาสินค้าและบริการ


ผลกระทบนี้จะกดดัน “รายได้ที่แท้จริง” ของแรงงาน ทำให้กำลังซื้ออ่อนแอลง แม้รายได้จะเริ่มฟื้นตัวกลับมาใกล้ระดับก่อน COVID-19


ในขณะเดียวกัน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลต่อภาคธุรกิจ ทำให้ความสามารถในการทำกำไรลดลง และอาจจำกัดการจ้างงานหรือการปรับขึ้นค่าจ้างในอนาคต


โดยกลุ่มแรงงานที่ได้รับผลกระทบมีประมาณ 2.6 ล้านคน หรือคิดเป็น 6.5% ของแรงงานทั้งหมด


ทางออกอยู่ตรงไหน แก้หนี้ต้องตรงจุดและยั่งยืน


ท่ามกลางความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น SCB EIC เสนอแนวทางแก้ไขทั้งระยะสั้นและระยะยาว เริ่มจากในระยะสั้น ภาครัฐควรออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพแบบมุ่งเป้า โดยเฉพาะด้านพลังงาน และควรเป็นมาตรการชั่วคราวที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ควบคู่กับการเร่งปรับโครงสร้างหนี้ และลดภาระของกลุ่มเปราะบาง เพื่อเพิ่มสภาพคล่องในช่วงที่รายได้ยังฟื้นไม่เต็มที่


ในระยะยาว การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนต้องแก้ที่ “ต้นตอ” คือ การเพิ่มรายได้ของประชาชน ผ่านการพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด การสร้างงานที่มีผลิตภาพสูง และการเปิดโอกาสให้เข้าถึงแหล่งรายได้ใหม่


รวมถึงการพัฒนาระบบสวัสดิการให้รองรับสังคมสูงอายุ และส่งเสริมวินัยทางการเงิน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับครัวเรือน


สัญญาณเตือนดังแล้ว ไทยกำลังอยู่ด้วยหนี้มากกว่ารายได้


ทั้งหมดนี้ คือ สัญญาณเตือนที่เริ่มดังขึ้นชัดเจน คนไทยจำนวนไม่น้อยกำลัง “อยู่ได้ด้วยหนี้” มากกว่า “อยู่ได้ด้วยรายได้” และหากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไปโดยไม่มีการแก้ไขที่ตรงจุด หนี้ที่มีอยู่วันนี้ อาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทยในวันข้างหน้า


คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “หนี้เพิ่มหรือไม่” แต่คือ “เราจะแก้ทันหรือไม่” และ “จะแก้อย่างไรให้ตรงจุด” เพื่อให้ทั้งระบบเศรษฐกิจ และชีวิตของผู้คน เดินต่อไปได้อย่างยั่งยืน