วิเคราะห์แนวโน้มหุ้นไทยพฤษภาคม 2569 โอกาสเกิด Sell in May

Share on Line Share on Facebook Share on X

รายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 29 เม.ย. 69 ได้สัมภาษณ์เจาะลึกมุมมองการลงทุนกับ คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ถึงแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกและทิศทางตลาดหุ้นที่ต้องจับตา

จับตา UAE เล็งออกโอเปก

คุณประกิตประเมินว่า หากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ถอนตัวออกจากกลุ่มโอเปก (OPEC) จะส่งผลให้ปริมาณซัพพลายน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมา UAE มีความขัดแย้งกับมติของกลุ่มที่ต้องการลดกำลังการผลิต และมีความต้องการที่จะผลิตน้ำมันในปริมาณที่มากขึ้นตามสไตล์ของประเทศ ปัจจุบัน UAE มีโควตาการผลิตอยู่ที่กว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมีกำลังการผลิตสำรอง (Spare Capacity) อีกราว 6 แสนบาร์เรล ขณะที่บริษัทน้ำมันแห่งชาติอย่าง Abu Dhabi National Oil Company ได้ระบุว่ามีศักยภาพในการผลิตถึง 4.85 ล้านบาร์เรล และมีเป้าหมายขยับขึ้นเป็น 5 ล้านบาร์เรลต่อวันในอนาคต

อย่างไรก็ดี ในระยะสั้นประเมินว่าสถานการณ์นี้จะยังไม่กดดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงแรงหรืออาจจะทรงตัว เนื่องจากผลกระทบจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโลกที่ถูกโจมตี ส่งผลให้น้ำมันหายไปจากระบบกว่า 1,000 ล้านบาร์เรล (คำนวณจากการหายไปวันละ 100 ล้านบาร์เรล เป็นเวลา 10 วัน) ดังนั้นราคาน้ำมันจะปรับฐานลงอย่างชัดเจนก็ต่อเมื่อเกิดการแตกหักภายในกลุ่มโอเปกอย่างแท้จริง

สรุปข่าว

"ประกิต สิริวัฒนเกตุ" ประเมินผลกระทบหาก UAE ถอนตัวจากโอเปก (OPEC) อาจหนุนให้ซัพพลายน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น พร้อมเตือนนักลงทุนเตรียมรับมือความเสี่ยง "Sell in May" ที่ส่อเค้ากดดันทั้งตลาดหุ้นต่างประเทศและหุ้นไทย แนะกลยุทธ์สู้ความผันผวนด้วยการเลือกลงทุน (Selective Buy) พักเงินในหุ้นกลุ่มปลอดภัย

รายการ WEALTH LIVE ประจำวันที่ 29 เม.ย. 69 ได้สัมภาษณ์เจาะลึกมุมมองการลงทุนกับ คุณประกิต สิริวัฒนเกตุ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เมอร์ชั่นพาร์ทเนอร์ จำกัด ถึงแนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกและทิศทางตลาดหุ้นที่ต้องจับตา

จับตา UAE เล็งออกโอเปก

คุณประกิตประเมินว่า หากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ถอนตัวออกจากกลุ่มโอเปก (OPEC) จะส่งผลให้ปริมาณซัพพลายน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมา UAE มีความขัดแย้งกับมติของกลุ่มที่ต้องการลดกำลังการผลิต และมีความต้องการที่จะผลิตน้ำมันในปริมาณที่มากขึ้นตามสไตล์ของประเทศ ปัจจุบัน UAE มีโควตาการผลิตอยู่ที่กว่า 3 ล้านบาร์เรลต่อวัน และมีกำลังการผลิตสำรอง (Spare Capacity) อีกราว 6 แสนบาร์เรล ขณะที่บริษัทน้ำมันแห่งชาติอย่าง Abu Dhabi National Oil Company ได้ระบุว่ามีศักยภาพในการผลิตถึง 4.85 ล้านบาร์เรล และมีเป้าหมายขยับขึ้นเป็น 5 ล้านบาร์เรลต่อวันในอนาคต

อย่างไรก็ดี ในระยะสั้นประเมินว่าสถานการณ์นี้จะยังไม่กดดันให้ราคาน้ำมันปรับตัวลงแรงหรืออาจจะทรงตัว เนื่องจากผลกระทบจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโลกที่ถูกโจมตี ส่งผลให้น้ำมันหายไปจากระบบกว่า 1,000 ล้านบาร์เรล (คำนวณจากการหายไปวันละ 100 ล้านบาร์เรล เป็นเวลา 10 วัน) ดังนั้นราคาน้ำมันจะปรับฐานลงอย่างชัดเจนก็ต่อเมื่อเกิดการแตกหักภายในกลุ่มโอเปกอย่างแท้จริง

ตลาดหุ้นเสี่ยงเผชิญ "Sell in May"

สำหรับภาพรวมตลาดหุ้นต่างประเทศ คุณประกิตมองว่ามีโอกาสสูงที่จะเกิดสภาวะเทขายในเดือนพฤษภาคม หรือ "Sell in May" โดยจะเห็นได้จากดัชนีกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (SOX) ของสหรัฐฯ ที่เพิ่งปรับตัวลดลงเป็นครั้งแรกในรอบ 18 วัน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ปรับตัวขึ้นมาอย่างร้อนแรงถึง 20% ซึ่งถือเป็นสัญญาณของการเข้าสู่โหมดพักฐาน

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญความเหนื่อยยาก เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติยังคงเทขายสุทธิอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิด "Sell in May and go away" ท่ามกลางแรงกดดันจากปัญหาเงินเฟ้อและภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตต่ำ

แนะกลยุทธ์ Selective Buy หลบภัยในหุ้น Defensive

ในสภาวะตลาดผันผวน คุณประกิตแนะนำให้นักลงทุนระมัดระวังและเลือกลงทุนเป็นรายตัว (Selective Buy) โดยเน้นหาหลุมหลบภัยในหุ้นกลุ่มปลอดภัย (Defensive) ได้แก่

  • กลุ่มโรงพยาบาล แนะนำ BDMS เนื่องจากราคาหุ้นมีพฤติกรรมแกว่งตัวอยู่ในกรอบเดิม ถือเป็นหลุมหลบภัยที่ดีในยามตลาดผันผวน

  • กลุ่มโรงไฟฟ้า แนะนำ BGRIM ซึ่งมีความน่าสนใจจากการได้รับปัจจัยบวกเรื่องการปรับขึ้นค่า Ft และทิศทางราคาต้นทุนก๊าซที่ปรับตัวลดลง

  • กลุ่มสื่อสาร ถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มทางเลือกในการพักเงินสะสม

นอกจากนี้ แม้จะมีแรงหนุนหรือการเก็งกำไรในหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์และกลุ่มธนาคารพาณิชย์เข้ามาบ้าง แต่ยังต้องระมัดระวังความเสี่ยงจากแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติอยู่