Exclusive: เปิดสังเวียน "การทูต" การต่างประเทศพรรคไหนจะพา "ธงไทย" กลับสู่เวทีโลก

Share on Line Share on Facebook Share on X

คุณอยากเห็น “การต่างประเทศไทย” เป็นแบบไหน? ไทยที่เคยได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย” เมื่อราว 20 ปีก่อน แต่ในวันนี้กลับเผชิญกับปัญหารอบด้าน ตั้งแต่ปัญหาภายในประเทศ การเมืองที่ไร้เสถียรภาพ ที่ส่งผลกระทบฉุดเศรษฐกิจไทยดิ่งลงเหว ขณะที่ปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านก็ยังเรื้อรัง ยังไม่สามารถแก้ไขที่ต้นตอได้ จนตอนนี้ได้ฉายาว่า “คนป่วยแห่งอาเซียน”! 


แล้ว “ไทย” จะไปยืนบนเวทีระหว่างประเทศได้อย่างไร? 


TNN World ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ 3 ผู้ร่วมกำหนดนโยบายต่างประเทศคนสำคัญของ 3 พรรคการเมืองใหญ่ 

  • สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ภูมิใจไทย)

  • รัศม์ ชาลีจันทร์  ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (เพื่อไทย)

  • พิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารพรรคประชาชนด้านการต่างประเทศ


เพื่อดูแนวทางการนำพาประเทศไทยหลุดพ้นจาก “คนป่วยแห่งอาเซียน” และนำพา “ธงไทย” ไปสู่ระดับโลกได้อย่างไร?



จุดยืนระหว่างมหาอำนาจ สหรัฐฯ - จีน


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวถึงจุดยืน ไม่เลือกข้าง แต่ก็ไม่ใช่อยู่ตรงกลางแบบไร้จุดยืน เราต้องกล้าที่จะเผชิญความท้าทายต่าง ๆ และต้องกล้าที่จะมีจุดยืนบนพื้นฐานผลประโยชน์ของเรา ตามหลักที่เน้นมาตลอดคือ “หลักการที่ถูกต้อง และผลประโยชน์ของไทย”


และเมื่อ TNN World ถามถึงท่าทีที่ดูจะแข็งกร้าวกับสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบอย่างไรหรือไม่? คุณสีหศักดิ์ย้ำว่า ถึงจุดหนึ่งที่กระทบผลประโยชน์ของไทย เราเองก็ต้องกล้าแสดงจุดยืน 


“เราไม่ได้จำกัดตัวเราเองเฉพาะปัญหาเฉพาะหน้า เรามองไปข้างหน้า และมีท่าทีในเรื่องที่ไกลกว่าตัวเราเองอย่างไร หลายครั้ง คนจะบอกว่า เราอย่าเพิ่งแสดงจุดยืนเรื่องนี้เลย ..ผมว่า เราต้องกล้าที่จะแสดงจุดยืน เราต้องกล้าที่จะเชิญกับความท้าทายต่าง ๆ เช่น การแข่งขันระหว่างจีน-สหรัฐฯ เราต้องยอมรับว่าเราคงจะเป็นกลางตลอดเวลาไม่ได้ เพราะความไม่เป็นกลางคือ ‘ไม่มีท่าที’ คือการอยู่เฉย ๆ ไม่ไปเกี่ยวข้องกับอะไร …แต่บางครั้งที่มันเกี่ยวข้องกับประโยชน์ของเรา เราก็ต้องตัดสินใจ มีจุดยืน แต่ไม่ได้เข้าข้างใคร เรามีจุดยืนบนพื้นฐาน ‘ผลประโยชน์ของเรา’” สีหศักดิ์ กล่าว


สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ภูมิใจไทย)

(สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ภูมิใจไทย))

ด้านพิศาล มาณวพัฒน์ อดีคเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชังตันดีซี ในฐานะทีมบริหารพรรคประชาชนด้านการต่างประเทศ ย้ำว่า เราจะเลือกได้ทั้งคู่ แต่เราต้องโปรผลประโยชน์ของคนไทยเป็นที่ตั้ง 


“เราเลือกทั้งคู่ ไม่โปรสหรัฐฯ ไม่โปรจีน เราจะโปรไทย โปรผลประโยชน์?ของไทย ตรงไหนที่เป็นผลประโยชน์ที่เรามีร่วมกับสหรัฐฯ ก็ไปให้เต็มที่ หรือหากมีผลประโยชน์กับจีน เราก็ไปให้เต็มที่  เมื่อใดที่ผลประโยชน์เราจะได้รับผลกระทบ เราก็ต้องสามารถนั่งคุยกับเขาได้ คุยแบบสง่างาม นิ่มนวล เป็นมิตร ว่าสิ่งที่ทำอยู่มันกระทบผลประโยชน์เรา และเราต้องขอให้เขายุติ หรือขอให้เขาอ่อนลง อย่าทำกับมิตรประเทศอย่างเรา” 


ทูตพิศาลย้ำว่า เราต้องสามารถคุยกับเขาได้ ต้องใช้เหตผล เพราะทั้ง 2 ประเทศล้วนมีผลประโยชน์ที่อยากได้จากไทยเหมือนกัน เราต้องกล้าที่จะคุย และเราเองมีบทบาทที่จะทำให้มหาอำนาจน้อยใหญ่ต้องเกรงใจเรา


“เรามีไพ่ต่อรอง เรามีของดีที่เราต้องเอามาใช้ประโยชน์  เขาเป็นว่าไทยเป็นผลประโยชน์ทางฃยุทธศาสตร์สำคัญ ที่เขาจำเป็นต้องเก็บเราไว้เป็นมิตร ต้องให้ความร่วมมือ ดังนั้น นี่คือของมีค่าที่เราต้องใช้ให้เป็นประโยชน์”


“หากฝ่ายหนึ่งสนับสนุนด้านกำลังรบชวนให้เราไปปิดล้อมอีกฝ่าย นอกจากจะบอกว่าเราไม่ไปแล้ว เรายังต้องเตือนเขาว่า ทำแบบนี้ไม่เป็นผลดีกับภูมิภาค ไม่เป็นผลดีกับไทย กระทบความสงบสุข และความรุ่งเรือง.. ดังนั้น เรามีบทบาทต้องทำให้มหาอำนาจน้อยใหญ่มีความเกรงใจ มีความรับถือเรา แล้วเขาจะเข้าหาเรามากขึ้น.. เรามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับที่ 30 ของโลก มีขนบธรรมเนียมประเพณี ประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เป็นมิตรกับทั้ง 2 ประเทศมานานมาก.. เมื่อเทียบระหว่างเรากับเพื่อนบ้านทั้งหมด เราสำคัญกว่าแน่นอน”


ทูตรัศม์ ชาลีจันทร์ ในฐานะอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในสมัยรัฐบาลเพื่อไทย ก็ใช้วิธีเจรจาต่อรอง ไม่ไ้ด้แข็งกร้าว แต่เลือกจะ “ใช้จังหวะ” เพื่อเคลื่อนไหว เลือกที่จะช้าแต่ชัวร์ดีกว่า และที่สำคัญที่สุดคือ จะต้องคำนึงถึงชีวิตคุณภาพ และปากท้องของประชาชน


“หลายคนบอกว่าเราช้ากว่าคนอื่น(เรื่องภาษีทรัมป์) เช่น ทำไมเวียดนามไปแล้ว ทำไมเราไม่ไป แต่สุดท้ายเวียดนามโดนเยอกว่าเรา.. ดังนั้นของบางอย่าง มันต้องมีจังหวะ เวลา มีการทูต การเจรจา และมีต้องมีแทคติก  บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดก็ไม่ใช่การทูต มันเป็นคอมมอนเซนส์ คือ รอดูไปก่อนว่าคนข้างหน้าเขาจะเจอกับอะไร”


“หากเราได้เป็นรัฐบาล เราก็จะเดินหน้าต่อ ว่า ในฐานะประเทศที่เป็นมิตรกับเขา เราก็สร้างประโยชน์ให้เขาด้วย ไม่ใช่ว่าเราไปเอาประโยชน์เขามาฝ่ายเดียว  และเราไม่จำเป็นต้องไปสร้งาความขุ่นเคืองให้กับสหรัฐฯ โดยไม่จำเป็น เพราะการไปท้าทาย หรือต่อว่าเขา ไม่ว่าจะเรื่องกรีนแลนด์ หรืออิหร่าน มันไม่ได้ผลดีอะไรกลับมาที่เราเลย  คุณอาจจะดูดี ได้คะแนนจากคนไทยในประเทศ แต่ผลประโยชน์ระยะยาวของเราล่ะ? ” ทูตรัศม์ กล่าว

สรุปข่าว

เปิดวิสัยทัศน์ 3 นักการทูตไทย จาก 3 พรรคการเมือง "สีหศักดิ์-พิศาล-รัศม์" มีแนวทางต่อปัญหาใหญ่ที่ไทยกำลังเผชิญอย่างไร ตั้งแต่เรื่อง ทรัมป์-กัมพูชา-อาเซียน.. แล้วจะนำพา “ธงไทย” กลับไปปักหมุดบนเวทีโลกอย่างไร?​

คุณอยากเห็น “การต่างประเทศไทย” เป็นแบบไหน? ไทยที่เคยได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “เสือตัวที่ 5 แห่งเอเชีย” เมื่อราว 20 ปีก่อน แต่ในวันนี้กลับเผชิญกับปัญหารอบด้าน ตั้งแต่ปัญหาภายในประเทศ การเมืองที่ไร้เสถียรภาพ ที่ส่งผลกระทบฉุดเศรษฐกิจไทยดิ่งลงเหว ขณะที่ปัญหากับประเทศเพื่อนบ้านก็ยังเรื้อรัง ยังไม่สามารถแก้ไขที่ต้นตอได้ จนตอนนี้ได้ฉายาว่า “คนป่วยแห่งอาเซียน”! 


แล้ว “ไทย” จะไปยืนบนเวทีระหว่างประเทศได้อย่างไร? 


TNN World ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ 3 ผู้ร่วมกำหนดนโยบายต่างประเทศคนสำคัญของ 3 พรรคการเมืองใหญ่ 

  • สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ภูมิใจไทย)

  • รัศม์ ชาลีจันทร์  ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (เพื่อไทย)

  • พิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารพรรคประชาชนด้านการต่างประเทศ


เพื่อดูแนวทางการนำพาประเทศไทยหลุดพ้นจาก “คนป่วยแห่งอาเซียน” และนำพา “ธงไทย” ไปสู่ระดับโลกได้อย่างไร?



จุดยืนระหว่างมหาอำนาจ สหรัฐฯ - จีน


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไทย สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว กล่าวถึงจุดยืน ไม่เลือกข้าง แต่ก็ไม่ใช่อยู่ตรงกลางแบบไร้จุดยืน เราต้องกล้าที่จะเผชิญความท้าทายต่าง ๆ และต้องกล้าที่จะมีจุดยืนบนพื้นฐานผลประโยชน์ของเรา ตามหลักที่เน้นมาตลอดคือ “หลักการที่ถูกต้อง และผลประโยชน์ของไทย”


และเมื่อ TNN World ถามถึงท่าทีที่ดูจะแข็งกร้าวกับสหรัฐฯ อาจส่งผลกระทบอย่างไรหรือไม่? คุณสีหศักดิ์ย้ำว่า ถึงจุดหนึ่งที่กระทบผลประโยชน์ของไทย เราเองก็ต้องกล้าแสดงจุดยืน 


“เราไม่ได้จำกัดตัวเราเองเฉพาะปัญหาเฉพาะหน้า เรามองไปข้างหน้า และมีท่าทีในเรื่องที่ไกลกว่าตัวเราเองอย่างไร หลายครั้ง คนจะบอกว่า เราอย่าเพิ่งแสดงจุดยืนเรื่องนี้เลย ..ผมว่า เราต้องกล้าที่จะแสดงจุดยืน เราต้องกล้าที่จะเชิญกับความท้าทายต่าง ๆ เช่น การแข่งขันระหว่างจีน-สหรัฐฯ เราต้องยอมรับว่าเราคงจะเป็นกลางตลอดเวลาไม่ได้ เพราะความไม่เป็นกลางคือ ‘ไม่มีท่าที’ คือการอยู่เฉย ๆ ไม่ไปเกี่ยวข้องกับอะไร …แต่บางครั้งที่มันเกี่ยวข้องกับประโยชน์ของเรา เราก็ต้องตัดสินใจ มีจุดยืน แต่ไม่ได้เข้าข้างใคร เรามีจุดยืนบนพื้นฐาน ‘ผลประโยชน์ของเรา’” สีหศักดิ์ กล่าว


สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ภูมิใจไทย)

(สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ภูมิใจไทย))

ด้านพิศาล มาณวพัฒน์ อดีคเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชังตันดีซี ในฐานะทีมบริหารพรรคประชาชนด้านการต่างประเทศ ย้ำว่า เราจะเลือกได้ทั้งคู่ แต่เราต้องโปรผลประโยชน์ของคนไทยเป็นที่ตั้ง 


“เราเลือกทั้งคู่ ไม่โปรสหรัฐฯ ไม่โปรจีน เราจะโปรไทย โปรผลประโยชน์?ของไทย ตรงไหนที่เป็นผลประโยชน์ที่เรามีร่วมกับสหรัฐฯ ก็ไปให้เต็มที่ หรือหากมีผลประโยชน์กับจีน เราก็ไปให้เต็มที่  เมื่อใดที่ผลประโยชน์เราจะได้รับผลกระทบ เราก็ต้องสามารถนั่งคุยกับเขาได้ คุยแบบสง่างาม นิ่มนวล เป็นมิตร ว่าสิ่งที่ทำอยู่มันกระทบผลประโยชน์เรา และเราต้องขอให้เขายุติ หรือขอให้เขาอ่อนลง อย่าทำกับมิตรประเทศอย่างเรา” 


ทูตพิศาลย้ำว่า เราต้องสามารถคุยกับเขาได้ ต้องใช้เหตผล เพราะทั้ง 2 ประเทศล้วนมีผลประโยชน์ที่อยากได้จากไทยเหมือนกัน เราต้องกล้าที่จะคุย และเราเองมีบทบาทที่จะทำให้มหาอำนาจน้อยใหญ่ต้องเกรงใจเรา


“เรามีไพ่ต่อรอง เรามีของดีที่เราต้องเอามาใช้ประโยชน์  เขาเป็นว่าไทยเป็นผลประโยชน์ทางฃยุทธศาสตร์สำคัญ ที่เขาจำเป็นต้องเก็บเราไว้เป็นมิตร ต้องให้ความร่วมมือ ดังนั้น นี่คือของมีค่าที่เราต้องใช้ให้เป็นประโยชน์”


“หากฝ่ายหนึ่งสนับสนุนด้านกำลังรบชวนให้เราไปปิดล้อมอีกฝ่าย นอกจากจะบอกว่าเราไม่ไปแล้ว เรายังต้องเตือนเขาว่า ทำแบบนี้ไม่เป็นผลดีกับภูมิภาค ไม่เป็นผลดีกับไทย กระทบความสงบสุข และความรุ่งเรือง.. ดังนั้น เรามีบทบาทต้องทำให้มหาอำนาจน้อยใหญ่มีความเกรงใจ มีความรับถือเรา แล้วเขาจะเข้าหาเรามากขึ้น.. เรามีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับที่ 30 ของโลก มีขนบธรรมเนียมประเพณี ประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เป็นมิตรกับทั้ง 2 ประเทศมานานมาก.. เมื่อเทียบระหว่างเรากับเพื่อนบ้านทั้งหมด เราสำคัญกว่าแน่นอน”


ทูตรัศม์ ชาลีจันทร์ ในฐานะอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ในสมัยรัฐบาลเพื่อไทย ก็ใช้วิธีเจรจาต่อรอง ไม่ไ้ด้แข็งกร้าว แต่เลือกจะ “ใช้จังหวะ” เพื่อเคลื่อนไหว เลือกที่จะช้าแต่ชัวร์ดีกว่า และที่สำคัญที่สุดคือ จะต้องคำนึงถึงชีวิตคุณภาพ และปากท้องของประชาชน


“หลายคนบอกว่าเราช้ากว่าคนอื่น(เรื่องภาษีทรัมป์) เช่น ทำไมเวียดนามไปแล้ว ทำไมเราไม่ไป แต่สุดท้ายเวียดนามโดนเยอกว่าเรา.. ดังนั้นของบางอย่าง มันต้องมีจังหวะ เวลา มีการทูต การเจรจา และมีต้องมีแทคติก  บางครั้งสิ่งที่ดีที่สุดก็ไม่ใช่การทูต มันเป็นคอมมอนเซนส์ คือ รอดูไปก่อนว่าคนข้างหน้าเขาจะเจอกับอะไร”


“หากเราได้เป็นรัฐบาล เราก็จะเดินหน้าต่อ ว่า ในฐานะประเทศที่เป็นมิตรกับเขา เราก็สร้างประโยชน์ให้เขาด้วย ไม่ใช่ว่าเราไปเอาประโยชน์เขามาฝ่ายเดียว  และเราไม่จำเป็นต้องไปสร้งาความขุ่นเคืองให้กับสหรัฐฯ โดยไม่จำเป็น เพราะการไปท้าทาย หรือต่อว่าเขา ไม่ว่าจะเรื่องกรีนแลนด์ หรืออิหร่าน มันไม่ได้ผลดีอะไรกลับมาที่เราเลย  คุณอาจจะดูดี ได้คะแนนจากคนไทยในประเทศ แต่ผลประโยชน์ระยะยาวของเราล่ะ? ” ทูตรัศม์ กล่าว

ความมั่นคง ไทย-กัมพูชา ต้องหาทางออกอย่างไร?


เหตุปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา เกิดขึ้นในยุคที่เพื่อไทยเป็นรัฐบาล พร้อมเสียงหลุดอังเคิลฮุน-หลานอุ๊งอิ๊ง จนนำมาสู่การปลดคุณแพรทองธาร ชินวัตร จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลายคนตั้งคำถามว่า แล้วเพื่อไทยจะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างไร?

รัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (เพื่อไทย)

(รัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (เพื่อไทย))

ทูตรัศม์ ตั้งธงไว้ว่า ปัญหาไทย-กัมพูชา ไม่ได้เพิ่งมาเกิดในยุคเพื่อไทย จริงอยู่ที่เป็นการปะทะกันรุนแรงในรอบ 15 ปี  แต่ปัญหาหมักหมมมานานร่วม 100 ปี เพราะความขัดแย้งทางประวัติศาตร์ และทัศนคติเชิงลบที่ฝังรากมาเนิ่นนาน ประกอบกับผู้มีอำนาจในกัมพูชาใช้เรื่องนี้มาปลุกกระแสชาตินิยม เพื่อสร้างคะแนนความนิยมในตัวเขา ซึ่งทำเช่นนี้มาหลายคราแล้ว


“สิ่งที่เพื่อไทยได้ทำไปแล้ว คือ เราเน้นเรื่องอธิปไตย ชีวิต และความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งที่ต่อรองไม่ได้ เร่งดำเนินการมาตลอด … อาจารย์เชนก็ย้ำว่า หากคุณยิงมา เราก็ยิงกลับ ซึ่งเราก็ทำเช่นนั้น เรายึดมั่นในเขตแดนเราเพื่อไม่ให้ถูกรุกล้ำ”


“รัฐบาลเพื่อไทยสนับสนุนกองทัพ เราสนับสนุนเต็มที่ในการปกป้องอธิปไตย และชีวิตประชาชาชน เราทำเต็มที่ และไม่เคยอ่อนข้อ.. ส่วนทางการทูต เราก็ได้เดินหน้าชี้แจงประชาคมโลก เพื่อให้เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อให้โลกล้อมกัมพูชา” - ทูตรัศม์ย้ำ


ในขณะที่มันสมองด้านการต่างประเทศของพรรคประชาชน ทูตพิศาล ย้ำว่า ประเด็นไทย-กัมพูชา คือเรื่องที่รัฐบาลประชาชนให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1 ที่จะทุ่มสรรพกำลัง สติปัญญา และองคาพยพทั้งหมด เพื่อพัฒนาความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้านทั้งหมด


“ชายแดนต้องเป็นดินแดนที่ปลอดภัย มั่นคง และรุ่งเรืองด้วยการค้าและการลงทุน” 


ทูตพิศาลมองว่าปัญหาไทย-กัมพูชาไม่ใช่เรื่องง่าย เราจะยังมุ่งมั่นแก้ปัญหา 2 ฝ่าย โดยเฉพาะ 4 ข้อที่เราลงนามไป ที่มีปธน.ทรัมป์ และนายกฯอันวาร์ ร่วมเป็นสักขีพยานไป  คือ เคลียร์กับระเบิด, บริหารจัดการพื้นที่, ถอนกำลัง, ปักปันเขตแดน


“รัฐบาลไทยต้องทำความเข้าใจกับคนในประเทศ แล้วผนึกกำลังมิตรประเทศในอาเซียน มหาอำนาจน้อยใหญ่ เพื่อกดดันกัมพูชาให้ทำตามกติการสากล .. และผมเชื่อมั่นในทหารไทย ว่าเค้ารักชาติ รักอธิปไตย ขอให้คนที่เขารักชาติรักอธิปไตย และมีองค์ความรู้เนี่ยทำงานให้จบเถอะครับ” 


ด้านคุณสีหศักดิ์ ที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศในขณะที่เผือกกำลังร้อน กล่าวว่า ถึงแม้เราจะมีการหยุดยิงจริง แต่ยังคงเปราะบางมาก และต้องระมัดระวัง อีกทั้งการยั่วยุด้วยคำพูดต่าง ๆ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง


“ตอนนี้ก็มีการหยุดยิงกันอยู่ เราเองก็พยายามจะก้าวข้ามความขัดแย้ง เราจะต้องเดินหน้ากันต่อ เพื่อไปสู่กระบวนการที่เราจะสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกัน ขั้นต่อไปก็ต้องดูว่าเราจะฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างกันได้ยังไง ทั้งหมดต้องค่อยเป็นค่อยไปครับ” คุณสีหศักดิ์กล่าว 


“ไทย” = ผู้ป่วยแห่งอาเซียน?


ไทยในฐานะประเทศผู้ร่วมก่อตั้งอาเซียน แต่ปัจจุบันกลับได้ฉายา “คนป่วยแห่งอาเซียน” เรื่องนี้ทูตพิศาล จากพรรคประชาชน ยอมรับว่าเป็นเช่นนั้นจริง ไทยเคยมีบทบาทนำมาตลอด จนกระทั่ง 20 ปีที่ผ่านมา เราถอยลงเหว การต่างประเทศก็ถดถอยตามความแตกแยกในประเทศ 

พิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารพรรคประชาชนฝ่ายนโยบายต่างประเทศ

(พิศาล มาณวพัฒน์ ทีมบริหารพรรคประชาชนฝ่ายนโยบายต่างประเทศ)

“สิ่งที่พรรคประชาชนต้องการทำคือ ฟื้นสถานะของไทยให้มีบทบาทที่สง่างาม สร้างสรรค์ สร้างความสัมพันธ์ที่เป็นปึกแผ่นกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้ไทยและอาเซียนเป็นปึกแผ่น มีสมรรถนะ มีความน่าเชื่อถือที่จะมีบทบาทรองรับการเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์”


เราต้องมีการทูตที่แข็งขัน ต้องบินไปบินมากันบ่อยขึ้น บินไปคุยกับเวียดนาม คุยกับสิงคโปร์ กับอินโดนีเซีย มาเลเซีย  ถ้าเราแข็งขันด้านนี้ และมีความต่อเนื่งอในการเมืองภายในเมื่อไหร่ สุขภาพการทูตการต่างประเทศของไทยและอาเซียน จะกลับมาผงาดมีกำลังวังชาได้เหมือนเดิม และมากกว่าเดิมได้


ด้านอดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศพรรคเพื่อไทย บอกว่า สาเหตุที่เราหายไปจากจอเรดาร์โลก เกิดขึ้นเพราะการก่อรัฐประหารในบ้านเราตั้งแต่ปี 2558 ผลที่ตามมาคือโลกประณามเรา เราก็เลยต้องทำตัวโลว์โปรไฟล์ บินต่ำ ไม่อยู่ในเรดาร์ ไม่อยากให้ใครเห็น ไม่อยากเจอใคร ไม่อยากคบใคร เจอใครเขาก็ทวงว่าเมื่อไหร่จะเลือกตั้ง แล้วก็พาลมากระทบด้านเศรษฐกิจ ไม่มีการลงทุน เศรษฐกิจแย่ เราก็จนลง


“ที่สำคัญที่ผมอยากย้ำคือ จริงอยู่ที่อเมริกาไม่ใช่พ่อเรา แต่เขาเป็น ‘เพื่อน’ เรา .. เขาเป็นเพื่อที่สำคัญ ตัวโต มีเงินเยอะ ต่อยหนัก.. ดังนั้น เราต้องมีเพื่อนแบบนี้ด้วย รักษามิตรภาพกับเพื่อนแบบนี้ไว้ เพราะเขาช่วยเราได้ ทั้งเรื่องกัมพูชา และเศรษฐกิจ  .. สุขภาพของเรากับเพื่อนบ้านต้องปกติ แข็งแรง ชายแดนตั้งมั่นคงปลอดภัยก่อน เพื่อยกระดับพละกำลังของอาเซียน เพื่อไปรับมือกับมหาอำนาจ”


“ผมกำลังบอกว่า เวลาเรา กับมหาอำนาจเพียงคนเดียว บางทีเราอาจไม่มีกำลังพอ แต่หาก ‘อาเซียน’ มีความสมานฉันท์ไปด้วยกันทั้งหมด พลังนั้นจะทำให้มหาอำนาจไม่ว่าใกล้หรือไกล จะเกรงใจอาเซียนมากขึ้น เพราะเขารู้ว่าผลประโยชน์เขาจะเสีย หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากอาเซียน” 


ขณะที่คุณสีหศักดิ์ เน้นย้ำว่า การสามารถสานต่อ และขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง คือสิ่งที่สำคัญอย่างที่สุด  


“ผมคิดว่าเราเป็นประเทศที่มีศักยภาพ เพียงแต่ยังไม่ได้นำศักยภาพมาใช้อย่างเต็มที่ เพราะรัฐบาลที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้ ความต่อเนื่องเป็นเรื่องสำคัญมากจริง ๆ เพราะประชาชนคาดหวังฐบาลจะสามารถนำโนบายไปสู่การปฏิบัติที่เป็นจริงได้

การทูตของคุณ เป็นแบบไหน? 


ต้องไม่ถอยหลังลงเหวต่อแบบที่เป็นอยู่ เราต้องขึ้นมาจากเหว ประชาชนต้องมีความหวัง ความหวังแบบไม่ลม ๆ แล้ง ๆ จากนโยบายลดแลกแจกแถมแค่อย่างเดียว แต่เป็นความหวังที่เกิดจากรัฐบาลที่จะเอาจริงกับการปราบคอร์รัปชัน


นี่คือแนวทางการทูตแบบ “พิศาล มาณวพัฒน์” อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตันดีซี ในฐานะทีมบริหารฝ่ายนโยบายต่างประเทศของพรรคประชาชน  เพราะรู้ดีว่าทุกคนเต็มทนกับการเห็นอุบัติเหตุโครงสร้างพื้นฐานที่พังซ้ำซาก คำถามที่ตั้งซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าใครต้องรับผิดชอบ 


“ผมอยากเห็น 4 ปีข้างหน้า รัฐบาลมีแผนที่ชัดเจนว่าใครจะรับผิดชอบ และจะแก้แบบยั่งยืนยังไง .. โดยเฉพาะปัญหาคอร์รัปชัน ที่พรรคประชาชนมีข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง การใช้ดิจิทัลเพื่อสร้างความโปร่งใส ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจจับ”


ทูตพิศาลบอกว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ หัวหน้าและทีมงาน เพราะหากหัวไม่เอา ไม่ทนกับคอร์รัปชัน ทุกองคาพยพก็จะต้องทำตาม อย่างตัวอย่างของสิงคปร์ ที่เขาเจริญมาได้แบบนี้ สิ่งแรกที่เขาทำคือการปราบคอร์รัปชัน


ขณะที่คุณสีหศักดิ์ ย้ำว่า การทูตแบบสีหศักด์ คือ ต้องเป็นการทูตที่มีศักดิ์ศรีและสร้างสรรค์


 “การทูตที่ยึดมั่นบนผลประโยชน์ของเรา ศักดิ์ศรีของเรา และต้องเป็นการทูตที่สร้างสรรค์ .. ท่ามกลางความฟขัดแย้ง เราต้องหาแนวทางที่สร้างสรรค์ที่จะพยายามเชื่อมโยงกับประเทศต่าง ๆ และเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างกันครับ” 

ส่วนทูตรัศม์ ย้ำว่า การทูตที่เพื่อไทยต้องทำคือ เป็นการทูตที่ต้องยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ได้มากที่สุด


“การจะไปอยู่บนจอเรดาร์ จะต้องไม่ใช่การอยู่เฉย ๆ โดยที่ประชาชนยังอดอยาก คุณภาพชีวิตไม่ไดี ไม่เท่าเทียม .. แต่เราต้องอยู่อย่างเชิดหน้าชูตา ท้องอิ่ม ยิ้มแจ่มใส  และ philosophy หลักของพรรคเพื่อไทย ก็คือ ‘การสร้างคุณภาพชีวิตของคนไทย พัฒนาให้ดียิ่งขึ้น’ นี่คือการทูตอย่างหนึ่ง และเป็นหัวใจของทุกอย่าง”



แล้วคุณล่ะ.. อยากเห็น “การต่างประเทศของไทย” เป็นแบบไหน?

ที่มาข้อมูล : Original Content

ที่มารูปภาพ : พรรคการเมือง

sticky-bar-top