
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน สนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ (4 กุมภาพันธ์) โดยทั้งคู่หารือหลากหลายประเด็น หนึ่งในนั้นคือประเด็น “ไต้หวัน” ที่สี จิ้นผิง ย้ำชัดว่านี่คือประเด็นที่มีความสำคัญมากที่สุดในการหารือกับทรัมป์ โดยสี จิ้นผิน กล่าวกับทรัมป์ว่าสหรัฐฯ ควรเพิ่มความ “รอบคอบ” ในการจัดหาและขายอาวุธให้ไต้หวัน ผู้นำจีนย้ำกับทรัมป์ว่าไต้หวันคือเขตปกครองตนเองที่อยู่ภายใต้ดินแดนของจีน โดยที่จีนจะเป็นผู้ให้ความคุ้มครองอธิปไตยของไต้หวัน แม้ว่าจีนจะยังไม่ตัดตัวเลือกการใช้กำลังเพื่อรวมไต้หวันเป็นหนึ่งเดียวกับจีนแผ่นดินใหญ่ก็ตาม ผู้นำจีนยังกล่าวกับทรัมป์ด้วยว่าเขาให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาแนวทางเพื่อแก้ไขความแตกต่างของทั้งสองประเทศได้ ขณะที่ฝั่งทรัมป์ เรียกการสนทนากับสี จิ้นผิงว่าเป็นสิ่งที่ “ยอดเยี่ยม ยาวนาน และละเอียดถี่ถ้วน”
เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารของทรัมป์เพิ่งประกาศข้อตกลงค้าขายอาวุธครั้งใหญ่กับไต้หวันด้วยมูลค่ากว่าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งประกอบด้วยอาวุธที่สำคัญต่าง ๆ อาทิ เครื่องยิงจรวดชั้นสูง ปืนใหญ่อัตตาจร รวมถึงขีปนาวุธชนิดต่าง ๆ อีกจำนวนมาก ทำให้ในตอนนั้น จีนต้องออกมาตอบโต้การทำข้อตกลงดังกล่าวระหว่างสหรัฐฯ และไต้หวัน ว่าสหรัฐฯ กำลังพยายามสนับสนุนการเป็นเอกราชของไต้หวันที่จะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดให้กับช่องแคบไต้หวัน
สรุปข่าว
ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน สนทนาทางโทรศัพท์กับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ (4 กุมภาพันธ์) โดยทั้งคู่หารือหลากหลายประเด็น หนึ่งในนั้นคือประเด็น “ไต้หวัน” ที่สี จิ้นผิง ย้ำชัดว่านี่คือประเด็นที่มีความสำคัญมากที่สุดในการหารือกับทรัมป์ โดยสี จิ้นผิน กล่าวกับทรัมป์ว่าสหรัฐฯ ควรเพิ่มความ “รอบคอบ” ในการจัดหาและขายอาวุธให้ไต้หวัน ผู้นำจีนย้ำกับทรัมป์ว่าไต้หวันคือเขตปกครองตนเองที่อยู่ภายใต้ดินแดนของจีน โดยที่จีนจะเป็นผู้ให้ความคุ้มครองอธิปไตยของไต้หวัน แม้ว่าจีนจะยังไม่ตัดตัวเลือกการใช้กำลังเพื่อรวมไต้หวันเป็นหนึ่งเดียวกับจีนแผ่นดินใหญ่ก็ตาม ผู้นำจีนยังกล่าวกับทรัมป์ด้วยว่าเขาให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการสร้างความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ และหวังว่าทั้งสองฝ่ายจะสามารถหาแนวทางเพื่อแก้ไขความแตกต่างของทั้งสองประเทศได้ ขณะที่ฝั่งทรัมป์ เรียกการสนทนากับสี จิ้นผิงว่าเป็นสิ่งที่ “ยอดเยี่ยม ยาวนาน และละเอียดถี่ถ้วน”
เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารของทรัมป์เพิ่งประกาศข้อตกลงค้าขายอาวุธครั้งใหญ่กับไต้หวันด้วยมูลค่ากว่าหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งประกอบด้วยอาวุธที่สำคัญต่าง ๆ อาทิ เครื่องยิงจรวดชั้นสูง ปืนใหญ่อัตตาจร รวมถึงขีปนาวุธชนิดต่าง ๆ อีกจำนวนมาก ทำให้ในตอนนั้น จีนต้องออกมาตอบโต้การทำข้อตกลงดังกล่าวระหว่างสหรัฐฯ และไต้หวัน ว่าสหรัฐฯ กำลังพยายามสนับสนุนการเป็นเอกราชของไต้หวันที่จะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดให้กับช่องแคบไต้หวัน
อย่างไรก็ตาม การสนทนาครั้งนี้เกิดขึ้น หลังจากพาเหรดผู้นำชาติตะวันตกที่ต่างตบเท้าเยือนจีนเพื่อเข้าพบประธานาธิบดีสี จิ้นผิงในช่วงที่ผ่านมา อาทิ นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ของอังกฤษ รวมไปถึงมาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา โดยหวังว่าจะกลับมาสานความสัมพันธ์กับจีนในฐานะประเทศที่มีเขตเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก
ขณะที่ทรัมป์เองก็มีกำหนดการจะเดินทางเยือนจีนในเดือนเมษายนปีนี้ ที่เขาเรียกว่าเป็นทริปเดินทางที่เฝ้ารอคอยมากที่สุด ทรัมป์ย้ำเสมอว่าความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างเขาและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง นั้น “ยอดเยี่ยม” มาตลอด และพวกเขาตั้งใจที่จะคงความสัมพันธ์อันดีเช่นนี้ต่อไป โดยทรัมป์ยังยกตัวอย่างความสำเร็จของเขาในการเจรจากับสี จิ้นผิง ว่าจีนกำลังพิจารณาจะซื้อถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ จำนวนกว่า 20 ล้านตันจากเดิมที่เคยมีการซื้อขายอยู่ที่ 12 ล้านตัน นอกเหนือจากนี้ ประเด็นที่ทรัมป์และสี จิ้นผิง หารือกันทางโทรศัพท์คือเรื่องของสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน รวมถึงสถานการณ์ล่าสุดในอิหร่านและประเด็นการซื้อขายน้ำมันและแก๊สจากสหรัฐฯ ด้วย
ก่อนหน้าการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างทรัมป์และสี จิ้นผิง ไม่กี่ชั่วโมง ผู้นำจีนได้หารือผ่านวิดีโอคอลกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่ทั้งสองประเทศประกาศจะเพิ่มความแข็งแกร่งในความสัมพันธ์ของพวกเขาให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น
- "ทรัมป์" โทรคุยสายตรง "สี จิ้นผิง" ชื่นมื่น แย้มจีนจ่อซื้อถั่วเหลืองเพิ่ม เตือนสหรัฐฯปมขายอาวุธไต้หวัน
- "สหรัฐฯ-อิหร่าน" ยอมเปิดโต๊ะเจรจานิวเคลียร์ ที่ประเทศโอมาน วันศุกร์นี้
- ปูตินหารือสี จิ้นผิง ตอบรับคำเชิญเยือนจีน ย้ำความสัมพันธ์รัสเซีย-จีน สร้างเสถียรภาพให้โลกที่ปั่นป่วน
- "เปโตร" ผู้นำโคลอมเบียพบ "ทรัมป์" ที่ทำเนียบขาว หลังปะทะคารมกันมาหลายเดือน
- จบอีกรอบ! ยุติชัตดาวน์รัฐบาลสหรัฐฯ “ทรัมป์” ลงนามบังคับใช้กฎหมายงบประมาณ
ที่มาข้อมูล : BBC
ที่มารูปภาพ : Getty Images

