สรุปทรัมป์พูดอะไรบ้าง? ใน ‘State of the Union’ ทุบสถิติแถลงนานสุดเป็นประวัติการณ์

Share on Line Share on Facebook Share on X
สรุปทรัมป์พูดอะไรบ้าง? ใน ‘State of the Union’  ทุบสถิติแถลงนานสุดเป็นประวัติการณ์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลง “State of the Union” หรือการแถลงนโยประจำปีเป็นครั้งแรกในสมัยที่สองต่อที่ประชุมสภาคองเกรสเมื่อคืนวันอังคาร (24 ก.พ.) ตามเวลาท้องถิ่น 

คำปราศรัยครั้งนี้ยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางบรรยากาศที่สภาแตกแยกอย่างชัดเจน รีพับลิกันลุกขึ้นปรบมือสนับสนุนต่อเนื่อง ขณะที่เดโมแครตส่วนใหญ่มีสีหน้าเคร่งเครียด บางช่วงมีแสดงอาการไม่พอใจด้วย

1.) โจมตีเดโมแครตเรื่องผู้อพยพ ท้าทายให้ลุกขึ้นปรบมือ

ทรัมป์หันกลับมาใช้ประเด็นผู้อพยพ ซึ่งเป็นหัวข้อหลักในปีเลือกตั้ง โดยกล่าวถึง “angel moms” หรือมารดาที่สูญเสียบุตรจากเหตุอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้อพยพไร้เอกสาร พร้อมเตือนว่าการลงคะแนนให้พรรคเดโมแครตเท่ากับ “เปิดพรมแดนอีกครั้ง”

เขากล่าวว่า “เราต้องไม่มีวันลืมว่า หลายคนในห้องนี้ไม่เพียงปล่อยให้การบุกรุกชายแดนเกิดขึ้นก่อนที่ผมจะเข้ามา แต่พวกเขาจะทำแบบเดิมอีกถ้ามีโอกาส”

ทรัมป์ยังท้าทายสมาชิกสภาฝั่งเดโมแครตให้ลุกขึ้นแสดงการสนับสนุนต่อถ้อยแถลงที่ว่า หน้าที่แรกของรัฐบาลอเมริกันคือปกป้องพลเมืองอเมริกัน ไม่ใช่คนต่างด้าวผิดกฎหมาย รีพับลิกันจะปกป้อง Social Security, Medicare, Medicaid แม้กฎหมายล่าสุดจะตัดงบ Medicaid จำนวนมาก โดยทรัมป์ชี้ไปทางฝั่งเดโมแครตและกล่าวว่า “คนพวกนี้เป็นคนบ้า”  

ฝั่งเดโมแครตยังคงนั่งนิ่ง ขณะที่สมาชิกสภาพรรครีพับลิกันลุกขึ้นปรบมือยาวเพื่อเน้นความแตกต่างส่วนนี้ ก่อนที่ทรัมป์จะกล่าวว่า “คุณควรละอายใจที่ไม่ยืนขึ้น”

สมาชิกสภาฝั่งเดโมแครตบางรายตะโกนโต้ตอบ แม้ผู้นำพรรคจะเตือนล่วงหน้าให้หลีกเลี่ยงการแสดงออกดังกล่าว แม้ประเด็นผู้อพยพยังเป็นจุดแข็งเชิงเปรียบเทียบของรีพับลิกันในโพล แต่ผลสำรวจล่าสุดสะท้อนว่าความเห็นสาธารณะเริ่มกังวลต่อการบังคับใช้กฎหมายที่ถูกมองว่า “รุนแรงเกินไป” ในบางพื้นที่

ทรัมป์ยังกล่าวหาผู้อพยพโซมาเลียในมินนิโซตาว่าก่อโกงจำนวนมาก และประกาศ “สงครามกับการโกง” ให้รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ เป็นผู้นำ และเรียกร้องให้สภาผ่านกฎหมายห้ามรัฐออกใบขับขี่เชิงพาณิชย์แก่ผู้อพยพผิดกฎหมาย


2.) ภาษี – ไม่ขอให้สภาออกกฎหมายรับรอง 

ทรัมป์ไม่ได้กล่าวโจมตีศาลสูงอย่างรุนแรงซ้ำเหมือนก่อนหน้า แต่ยืนยันว่าเขายังมี “อำนาจภาษีด้านอื่น” อยู่ และประกาศว่า “ไม่จำเป็นต้องมีการดำเนินการจากสภาคองเกรส”

คำกล่าวนี้มีนัยสำคัญ เพราะรัฐธรรมนูญให้อำนาจจัดเก็บภาษีแก่สภาคองเกรสโดยตรง และการไม่ขอให้สภารับรองกฎหมายอาจสะท้อนว่าเขาเลือกใช้อำนาจฝ่ายบริหารต่อไป

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังคาดการณ์ว่า “ผมเชื่อว่าภาษีที่ต่างประเทศจ่าย จะมาแทนระบบภาษีเงินได้ยุคใหม่ ลดภาระทางการเงินของชาวอเมริกันที่ผมรัก”

แม้ในอดีตภาษีศุลกากรเคยเป็นแหล่งรายได้หลักของสหรัฐฯ แต่ในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ การแทนที่ภาษีเงินได้ทั้งหมดด้วยภาษีนำเข้าเป็นเรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากตั้งคำถาม

สรุปข่าว

ทรัมป์พูดอะไรบ้างในการแถลงนโยบายประจำปี ทีมข่าว TNN World รวบรวมมาให้แล้ว ซึ่งมีทั้งสหรัฐฯ แข็งแกร่งกว่าที่เคย เศรษฐกิจกำลังคำรามดังมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน กองทัพและตำรวจพร้อมเต็มที่ ชายแดนแข็งแกร่งและปลอดภัยที่สุดในประวัติศาสตร์ รวมถึงอิหร่านที่ทรัมป์เปิดช่องโจมตีซ้ำ แต่ก็ย้ำอยากทำดีล

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลง “State of the Union” หรือการแถลงนโยประจำปีเป็นครั้งแรกในสมัยที่สองต่อที่ประชุมสภาคองเกรสเมื่อคืนวันอังคาร (24 ก.พ.) ตามเวลาท้องถิ่น 

คำปราศรัยครั้งนี้ยาวนานที่สุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางบรรยากาศที่สภาแตกแยกอย่างชัดเจน รีพับลิกันลุกขึ้นปรบมือสนับสนุนต่อเนื่อง ขณะที่เดโมแครตส่วนใหญ่มีสีหน้าเคร่งเครียด บางช่วงมีแสดงอาการไม่พอใจด้วย

1.) โจมตีเดโมแครตเรื่องผู้อพยพ ท้าทายให้ลุกขึ้นปรบมือ

ทรัมป์หันกลับมาใช้ประเด็นผู้อพยพ ซึ่งเป็นหัวข้อหลักในปีเลือกตั้ง โดยกล่าวถึง “angel moms” หรือมารดาที่สูญเสียบุตรจากเหตุอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับผู้อพยพไร้เอกสาร พร้อมเตือนว่าการลงคะแนนให้พรรคเดโมแครตเท่ากับ “เปิดพรมแดนอีกครั้ง”

เขากล่าวว่า “เราต้องไม่มีวันลืมว่า หลายคนในห้องนี้ไม่เพียงปล่อยให้การบุกรุกชายแดนเกิดขึ้นก่อนที่ผมจะเข้ามา แต่พวกเขาจะทำแบบเดิมอีกถ้ามีโอกาส”

ทรัมป์ยังท้าทายสมาชิกสภาฝั่งเดโมแครตให้ลุกขึ้นแสดงการสนับสนุนต่อถ้อยแถลงที่ว่า หน้าที่แรกของรัฐบาลอเมริกันคือปกป้องพลเมืองอเมริกัน ไม่ใช่คนต่างด้าวผิดกฎหมาย รีพับลิกันจะปกป้อง Social Security, Medicare, Medicaid แม้กฎหมายล่าสุดจะตัดงบ Medicaid จำนวนมาก โดยทรัมป์ชี้ไปทางฝั่งเดโมแครตและกล่าวว่า “คนพวกนี้เป็นคนบ้า”  

ฝั่งเดโมแครตยังคงนั่งนิ่ง ขณะที่สมาชิกสภาพรรครีพับลิกันลุกขึ้นปรบมือยาวเพื่อเน้นความแตกต่างส่วนนี้ ก่อนที่ทรัมป์จะกล่าวว่า “คุณควรละอายใจที่ไม่ยืนขึ้น”

สมาชิกสภาฝั่งเดโมแครตบางรายตะโกนโต้ตอบ แม้ผู้นำพรรคจะเตือนล่วงหน้าให้หลีกเลี่ยงการแสดงออกดังกล่าว แม้ประเด็นผู้อพยพยังเป็นจุดแข็งเชิงเปรียบเทียบของรีพับลิกันในโพล แต่ผลสำรวจล่าสุดสะท้อนว่าความเห็นสาธารณะเริ่มกังวลต่อการบังคับใช้กฎหมายที่ถูกมองว่า “รุนแรงเกินไป” ในบางพื้นที่

ทรัมป์ยังกล่าวหาผู้อพยพโซมาเลียในมินนิโซตาว่าก่อโกงจำนวนมาก และประกาศ “สงครามกับการโกง” ให้รองประธานาธิบดีเจดี แวนซ์ เป็นผู้นำ และเรียกร้องให้สภาผ่านกฎหมายห้ามรัฐออกใบขับขี่เชิงพาณิชย์แก่ผู้อพยพผิดกฎหมาย


2.) ภาษี – ไม่ขอให้สภาออกกฎหมายรับรอง 

ทรัมป์ไม่ได้กล่าวโจมตีศาลสูงอย่างรุนแรงซ้ำเหมือนก่อนหน้า แต่ยืนยันว่าเขายังมี “อำนาจภาษีด้านอื่น” อยู่ และประกาศว่า “ไม่จำเป็นต้องมีการดำเนินการจากสภาคองเกรส”

คำกล่าวนี้มีนัยสำคัญ เพราะรัฐธรรมนูญให้อำนาจจัดเก็บภาษีแก่สภาคองเกรสโดยตรง และการไม่ขอให้สภารับรองกฎหมายอาจสะท้อนว่าเขาเลือกใช้อำนาจฝ่ายบริหารต่อไป

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังคาดการณ์ว่า “ผมเชื่อว่าภาษีที่ต่างประเทศจ่าย จะมาแทนระบบภาษีเงินได้ยุคใหม่ ลดภาระทางการเงินของชาวอเมริกันที่ผมรัก”

แม้ในอดีตภาษีศุลกากรเคยเป็นแหล่งรายได้หลักของสหรัฐฯ แต่ในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ การแทนที่ภาษีเงินได้ทั้งหมดด้วยภาษีนำเข้าเป็นเรื่องที่นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากตั้งคำถาม


3.) อิหร่าน, เวเนซุเอลา และสงคราม 8 สงคราม 

อีกคำถามสำคัญคือท่าทีต่ออิหร่าน 8 เดือนหลังสหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานนิวเคลียร์ของอิหร่านในสงคราม 12 วันปีที่แล้ว ทรัมป์กล่าวว่าอิหร่านและตัวแทน ที่อิหร่านสนับสนุนคร่าชีวิตและทำให้ทหารอเมริกันพิการนับพัน และกล่าวหารัฐบาลอิหร่านสังหารผู้ประท้วงกว่า 32,000 คน

เขาพยายามอธิบายการโจมตีครั้งก่อนควบคู่กับคำเตือนใหม่ว่า “พวกเขาถูกเตือนแล้วว่าอย่าพยายามสร้างโครงการอาวุธอีก โดยเฉพาะอาวุธนิวเคลียร์ แต่พวกเขากำลังเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง เราลบมันออกไปแล้ว แต่พวกเขากำลังเริ่มต้นใหม่”

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุว่าเขายัง “ต้องการทำข้อตกลง” แต่ย้ำว่า จะไม่มีวันยอมให้ผู้สนับสนุนการก่อการร้ายอันดับหนึ่งของโลกมีอาวุธนิวเคลียร์

รวมถึงทรัมป์ยังกล่าวถึงความสำเร็จจากการเป็นผู้ไกล่เกลี่ยจบสงคราม 8 สงคราม ซึ่งในที่นี่ได้กล่าวถึงความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาด้วย 

4.) คำเตือนเรื่องทุจริตเลือกตั้ง

ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าการเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 อาจยากลำบากสำหรับรีพับลิกัน ทรัมป์กล่าวหาเดโมแครตว่า “พวกเขาต้องโกง เพราะนโยบายแย่มาก วิธีเดียวที่จะชนะได้คือโกง และเราจะหยุดมัน”

ทั้งนี้ CNN รายงานว่า ไม่มีหลักฐานว่ามีการโกงเลือกตั้งอย่างกว้างขวางในช่วงหลัง แต่ถ้อยคำดังกล่าวถูกมองว่าอาจปูทางไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองรอบใหม่


5.) ถ้อยแถลงทางเศรษฐกิจที่ถูกตั้งคำถาม


ทรัมป์กล่าวว่า ตัวเขามารับช่วงเงินเฟ้อในระดับทำสถิติสูงสุด ทั้งที่อัตราเงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ 2.4% ในเดือนมกราคม และเคยแตะจุดสูงสุด 9.1% เมื่อปี 2022 ก่อนจะลดลงอย่างต่อเนื่อง


เขายังกล่าวว่า “พรมแดนเปิดกว้าง” ตอนรับตำแหน่ง แม้ตัวเลขการข้ามแดนจะลดลงมากในช่วงปลายรัฐบาลก่อนหน้า


ทรัมป์ยังอ้างว่าราคาน้ำมันต่ำกว่า 2.30 ดอลลาร์ต่อแกลลอนในบางรัฐ ข้อมูล AAA ไม่พบว่ามีรัฐใดมีราคาเฉลี่ยต่ำระดับนั้น


เขายังกล่าวว่ามี “เงินลงทุนมากกว่า 18 ล้านล้านดอลลาร์ไหลเข้าสหรัฐฯ” ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวเลขเกินจริงอย่างมาก


ทรัมป์กล่าวว่า “ชาวอเมริกันทำงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์” ซึ่งเป็นความจริงในเชิงจำนวนรวมจากประชากรที่เพิ่มขึ้น แต่ในเชิงสัดส่วน อัตราว่างงานเพิ่มขึ้นและการจ้างงานปี 2025 ถูกจัดว่าอ่อนแอเมื่อเทียบกับหลายทศวรรษก่อน


นอกจากนี้ เขายังเสนอแผนเกษียณสำหรับแรงงานเอกชน คล้ายระบบของข้าราชการ โดยรัฐสมทบสูงสุดปีละ 1,000 ดอลลาร์


ท้ายที่สุด เขาประกาศว่าสหรัฐฯ กำลังเข้าสู่ “ยุคทอง” และ “เศรษฐกิจในเวลานี้กำลังส่งเสียงขู่คำรามแบบที่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน” แม้ข้อมูลเศรษฐกิจจะสะท้อนภาพผสมผสานมากกว่านั้น