คาดหวังจีน-รัสเซียช่วยอิหร่าน? ผู้เชี่ยวชาญชี้ การทูตขยับเชิงรุก แต่การทหารยังคงนิ่ง

Share on Line Share on Facebook Share on X
คาดหวังจีน-รัสเซียช่วยอิหร่าน? ผู้เชี่ยวชาญชี้ การทูตขยับเชิงรุก แต่การทหารยังคงนิ่ง

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา วอชิงตันพยายามจัดการความขัดแย้งกับเตหะรานภายใต้กรอบที่ควบคุมระดับความตึงเครียดไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคว่ำบาตรความขัดแย้งผ่านกลุ่มตัวแทน ปฏิบัติการไซเบอร์ หรือการส่งสัญญาณยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์ แม้ในช่วงวิกฤตที่รุนแรงที่สุด ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายสมัยก็ยังคงหลีกเลี่ยงการโจมตีโดยตรงต่อศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองและศาสนาของอิหร่าน 


แต่ครั้งนี้เส้นนั้นถูกข้ามไปแล้ว และไม่ใช่การดำเนินการฝ่ายเดียว หากแต่เป็นปฏิบัติการประสานงานกับอิสราเอลอย่างใกล้ชิด สัญญาณที่ส่งออกมาจึงชัดเจน เป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดทอนศักยภาพทางทหารของอิหร่าน แต่คือการท้าทาย “ศูนย์กลางอำนาจ” ของระบอบการปกครอง


สิ่งที่เกิดใน “เตหะราน” ไม่ได้อยู่แค่ใน “เตหะราน”


มาจนถึงขณะนี้ ผลกระทบของการโจมตีขยายออกไปไกลกว่าพรมแดนอิหร่าน และเชื่อมโยงกับการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ของหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน รัสเซีย หรือแม้แต่เกาหลีเหนือที่ต่างก็มีความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านในโครงสร้างภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบันทั้งสิ้น  

สำหรับปักกิ่ง อิหร่านมีความสำคัญทั้งในแง่ของแหล่งพลังงานและพันธมิตรทางเศรษฐกิจ รายงานจากสถาบันวอชิงตัน ระบุว่า จีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านในปริมาณมาก โดยมักเป็นการซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดโลก และยังดำเนินการท่ามกลางอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ด้วย ซึ่งความสัมพันธ์ด้านพลังงานนี้เชื่อมทั้งมิติทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ เพราะช่วยให้จีนกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานและสร้างความสัมพันธ์กับรัฐที่อยู่ภายใต้แรงกดดันจากตะวันตก 

หากความสามารถในการส่งออกน้ำมันของอิหร่านลดลงหรือทิศทางทางการเมืองของประเทศกลายเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ จีนย่อมสูญเสียทั้งแหล่งพลังงานราคาถูกและอิทธิพลทางยุทธศาสตร์ 


สรุปข่าว

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา วอชิงตันพยายามจัดการความขัดแย้งกับเตหะรานภายใต้กรอบที่ควบคุมระดับความตึงเครียดไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคว่ำบาตรความขัดแย้งผ่านกลุ่มตัวแทน ปฏิบัติการไซเบอร์ หรือการส่งสัญญาณยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์ แม้ในช่วงวิกฤตที่รุนแรงที่สุด ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายสมัยก็ยังคงหลีกเลี่ยงการโจมตีโดยตรงต่อศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองและศาสนาของอิหร่าน แต่ครั้งนี้เส้นนั้นถูกข้ามไปแล้ว และไม่ใช่การดำเนินการฝ่ายเดียว หากแต่เป็นปฏิบัติการประสานงานกับอิสราเอลอย่างใกล้ชิด สัญญาณที่ส่งออกมาจึงชัดเจน เป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดทอนศักยภาพทางทหารของอิหร่าน แต่คือการท้าทาย “ศูนย์กลางอำนาจ” ของระบอบการปกครอง มาจนถึงขณะนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นใน “เตหะราน” ไม่ได้อยู่แค่ใน “เตหะราน” เพราะผลกระทบของการโจมตีขยายออกไปไกลกว่าพรมแดนอิหร่าน และเชื่อมโยงกับการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ของหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน รัสเซีย หรือแม้แต่เกาหลีเหนือที่ต่างก็มีความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านในโครงสร้างภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบันทั้งสิ้น บทความนี้ชวนอ่านมุมวิเคราะห์จากสองผู้เชี่ยวชาญว่า พันธมิตรของอิหร่านอย่างจีนและรัสเซียที่ถูกคาดหวังความช่วยเหลือในครั้งนี้แสดงท่าทีอย่างไรบ้างในวิกฤตตะวันออกกลาง

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา วอชิงตันพยายามจัดการความขัดแย้งกับเตหะรานภายใต้กรอบที่ควบคุมระดับความตึงเครียดไว้ได้ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคว่ำบาตรความขัดแย้งผ่านกลุ่มตัวแทน ปฏิบัติการไซเบอร์ หรือการส่งสัญญาณยับยั้งเชิงยุทธศาสตร์ แม้ในช่วงวิกฤตที่รุนแรงที่สุด ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลายสมัยก็ยังคงหลีกเลี่ยงการโจมตีโดยตรงต่อศูนย์กลางอำนาจทางการเมืองและศาสนาของอิหร่าน 


แต่ครั้งนี้เส้นนั้นถูกข้ามไปแล้ว และไม่ใช่การดำเนินการฝ่ายเดียว หากแต่เป็นปฏิบัติการประสานงานกับอิสราเอลอย่างใกล้ชิด สัญญาณที่ส่งออกมาจึงชัดเจน เป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการลดทอนศักยภาพทางทหารของอิหร่าน แต่คือการท้าทาย “ศูนย์กลางอำนาจ” ของระบอบการปกครอง


สิ่งที่เกิดใน “เตหะราน” ไม่ได้อยู่แค่ใน “เตหะราน”


มาจนถึงขณะนี้ ผลกระทบของการโจมตีขยายออกไปไกลกว่าพรมแดนอิหร่าน และเชื่อมโยงกับการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์ของหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจีน รัสเซีย หรือแม้แต่เกาหลีเหนือที่ต่างก็มีความสัมพันธ์หรือผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านในโครงสร้างภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบันทั้งสิ้น  

สำหรับปักกิ่ง อิหร่านมีความสำคัญทั้งในแง่ของแหล่งพลังงานและพันธมิตรทางเศรษฐกิจ รายงานจากสถาบันวอชิงตัน ระบุว่า จีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านในปริมาณมาก โดยมักเป็นการซื้อในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดโลก และยังดำเนินการท่ามกลางอิหร่านที่ถูกคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ ด้วย ซึ่งความสัมพันธ์ด้านพลังงานนี้เชื่อมทั้งมิติทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ เพราะช่วยให้จีนกระจายความเสี่ยงด้านพลังงานและสร้างความสัมพันธ์กับรัฐที่อยู่ภายใต้แรงกดดันจากตะวันตก 

หากความสามารถในการส่งออกน้ำมันของอิหร่านลดลงหรือทิศทางทางการเมืองของประเทศกลายเป็นสิ่งที่คาดเดาไม่ได้ จีนย่อมสูญเสียทั้งแหล่งพลังงานราคาถูกและอิทธิพลทางยุทธศาสตร์ 


ขณะที่ ผศ.ดร.กิตติพศ พุทธิวนิช คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง อธิบายว่า ก่อนเกิดเหตุการณ์นี้ ทั้งจีนและรัสเซียมีการซ็อมรบร่วมกับอิหร่านภายใต้ชื่อ Maritime Security Belt 2026 ไม่นานมานี้ ทำให้หลายคนเข้าใจกันว่า หากอิหร่านเผชิญความขัดแย้ง จีนกับรัสเซียพร้อมสนับสนุน แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์จริง ทั้งสองประเทศแทบไม่ได้เข้ามาช่วยในเชิงกำลังทหารจึงส่งผลให้ต่อภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของจีนและรัสเซียในสายตาประเทศที่คิดจะเป็นพันธมิตรในอนาคต 


ส่วนประเด็นว่า อิหร่านเองก็เป็นสมาชิกขององค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ หรือ SCO ซึ่งอิหร่านเข้าร่วมในปี 2023 แต่หลังจากอิหร่านถูกโจมตี องค์กรนี้ก็แทบไม่ได้มีปฏิบัติการหรือท่าทีที่ชัดเจน ทั้งที่จีนและรัสเซียต่างก็เป็นแกนหลักสำคัญของกรอบความร่วมมือนี้ 

ขณะที่อีกมิติหนึ่ง ผศ.ดร.กิตติพศกล่าวว่า ช่วงนี้มีแรงกดดันให้จีน “take action” ในฐานะประเทศที่ถูกมองว่าเป็นมิตรกับอิหร่าน แต่เท่าที่เห็น จีนขยับหนักในช่องทางการทูตมากกว่า โดยตั้งแต่เริ่มปัญหา จีนมีจุดยืนให้ยุติความขัดแย้งทันที อีกทั้ง 2-3 วันก่อนหน้านี้ หวัง อี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ยังโทรศัพท์ถึงหลายฝ่ายในวันเดียวกันว่า สนับสนุนการรักษาอธิปไตยและความมั่นคง จีนยังได้ติดต่ออิสราเอลโดยตรงขอให้มีขั้นตอนลดความตึงเครียด 


นอกจากนี้ ผศ.ดร.กิตติพศยังอ้างถึงบทวิเคราะห์ของ The Diplomat ว่าหากจีนส่งกำลังหรือเข้าไปช่วยอิหร่าน จะทำให้ปัญหาจีนเรื่องไต้หวันซับซ้อนขึ้น เพราะสหรัฐฯ อาจปรับการจัดการทรัพยากรและสมาธิทางยุทธศาสตร์ใหม่ และในภาพรวมสหรัฐฯ เป็นประเทศที่ต้องรับมือสนามรบแห่งความขัดแย้งอยู่แล้ว ทั้งในยูเครนและกาซา หากจีนเปิดเพิ่ม สหรัฐฯ ก็อาจจะรับมือยากขึ้น 


เมื่อถาม ผศ.ดร.กิตติพศต่อว่า หากสหรัฐฯ ไม่สามารถปิดสงครามครั้งนี้ได้เร็วและยืดเยื้อ จะเป็นผลดีต่อจีนหรือไม่ ผศ.ดร.กิตติพศตอบชัดว่า หากลากยาว จีนอาจ “ได้” ในระยะยาว แต่ในระยะสั้น จีนยัง “เสีย” ตามที่อธิบายไว้ก่อนหน้า สิ่งที่ผศ.ดร.กิตติพศชวนจับตาคือ ช่วงปลายมีนาคมหรือต้นเมษายนนี้ ตามรายงานข่าวก่อนหน้านี้ว่า ทั้งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง จะพบกัน และคาดว่าจะมีการพูดคุยกันในระดับผู้นำ ซึ่งเหตุการณ์อิหร่านจะกระทบต่อบรรยากาศและน้ำหนักในการเจรจาไม่มากก็น้อย 


รัสเซีย ทั้งได้ทั้งเสียในเวลาเดียวกัน


ขณะที่รัสเซียเอง อิหร่านนั้นไม่ใช่เพียงพื้นที่ห่างไกล แต่เป็นส่วนหนึ่งของ “ยูเรเชีย” ซึ่งถือเป็นเขตอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว พื้นที่นี้เชื่อมต่อเอเชียกลาง ทะเลแคสเปียน ทะเลดำ จนถึงยุโรปตะวันออกทั้งคาบสมุทรไครเมีย ไหลไปถึงยูเครน และเป็นเส้นทางพลังงานและการค้าที่สำคัญ 


ในมุมผศ.ดร.จิราพร ร่วมพงษ์พัฒนะ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ อธิบายถึงพื้นที่รอบบ้านของรัสเซีย ใน "ยุทธศาสตร์คอเคซัส" รัสเซียมองอะไรในสมการนี้ แน่นอนคือพื้นที่ที่เกี่ยวข้องในนโยบายต่างประเทศของรัสเซีย โดยแบ่งพื้นที่ดังนี้ 1. พื้นที่ที่เรียกว่า "ดินแดนยูเรเชีย" ซึ่งในที่นี้สำหรับอิหร่าน ไม่ได้บอกว่าได้หรือเสีย แต่ประเด็นหนึ่งที่รัสเซียมองว่า พื้นที่ตรงนี้ต่อให้มีอิทธิพลของสหรัฐฯ หรืออิสราเอลก็ตามมาเกี่ยวข้องกับตะวันออกกลางทั้งหมด มันคือพิลลาร์หนึ่งที่รัสเซียเองก็อยากมีบทบาท โดยการมีบทบาทของรัสเซียนั้นคือการบาลานซ์การตอบสนองต่ออิสราเอล 


ผศ.ดร.จิราพร อธิบายเพิ่มเติมว่า คนอาจจะยังไม่รู้ว่า ชาวรัสเซียมีถิ่นพำนักอยู่อิสราเอลพอสมควร ดังนั้น จะเอาตัวเองเข้าไปต่อต้านอิสราเอล หรือใช้ทางทหารไปรบตรงนั้นก็คงไม่สมเหตุสมผลนัก ขณะที่พอมาถึงพื้นที่ที่อิหร่านมีอิทธิพล รัสเซียเองก็ต้องบาลานซ์เช่นเดียวกัน เมื่อมีสหรัฐฯ เข้ามากี่ยวข้อง พื้นที่นี้จึงต้องกลายเป็นพื้นที่ค้ำยันทางการเมืองและเศรษฐกิจ เพราะเป็นจุดยุทธศาสตร์ 


ส่วน 2. พื้นที่ยูเรชียที่กล่าวไปข้างต้นนั้น เชื่อมไปยังทะเลแคสเปียนเอเชียกลาง จนถึงอ่าวเปอร์เซีย นี่คือรากทางเศรษฐกิจ ที่เชื่อมไปยังเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซสำคัญของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งในที่นี้ก็มีความสำคัญอย่างมากกับรัสเซียเช่นกัน 

ดังนั้น ประเด็นของรัสเซียจึงไม่ใช่แค่อิหร่านในตัวของอิหร่านเอง แต่คือ”สมดุลอำนาจในพื้นที่รอบบ้าน” 

หากสงครามยืดเยื้อ เมื่อเทียบกับ 2 ฉากทัศน์ คือในมุมที่อิหร่านอ่อนแอลง กับแข็งแกร่งขึ้น จะมีผลกระทบต่อรัสเซียในหลายมิติ 

ฉากทัศน์ที่ 1: หากอิหร่านอ่อนแอลง 

  1. มิติความร่วมมือทางทหาร

อิหร่านเป็นหนึ่งในหุ้นส่วนสำคัญทางทหารและความมั่นคงของรัสเซีย ข้อมูลอ้างอิงจาก The Conversation เว็บไซต์และบทวิเคราะห์อิงงานวิจัยระดับโลก ชี้ว่า นับตั้งแต่การรุกรานยูเครน รัสเซียพึ่งพาโดรนจากอิหร่านและความร่วมมือทางทหารบางส่วนอย่างมีนัยสำคัญ 

แม้มอสโกจะเร่งขยายกำลังการผลิตภายในประเทศ แต่เทคโนโลยีและช่องทางจัดหาจากอิหร่านล้วนมีบทบาทสำคัญในการสนัยสนุนศักยภาพทางยุทธวิธีต้นทุนต่ำในสนามรบ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีโดรนและความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ หากศักยภาพส่วนนี้ของอิหร่านลดลง ย่อมกระทบต่อเครือข่ายความร่วมมือของรัสเซียโดยตรง 

  1. มิติภูมิรัฐศาสตร์รอบบ้านของรัสเซีย 

ผศ.ด.จิราพร ชี้ว่า การที่อิหร่านอ่อนแอลง อาจเปิดพื้นที่ให้สหรัฐฯ และตะวันตกมีอิทธิพลมากขึ้นในภูมิภาค ซึ่งหมายถึงการลดแรงถ่วงดุลที่รัสเซียเคยมี 

  1. มิติเส้นทางเศรษฐกิจและพลังงาน 

อิหร่านเชื่อมโยงเส้นทางการค้าระหว่างเอเชียกลาง-คอเคซัส-ตุรกี-ยุโรป ผศ.ดร.จิราพร มองว่า หากสมดุลในพื้นที่นี้เปลี่ยน รัสเซียอาจสูญเสียอำนาจต่อรองบางส่วนในภูมิภาค 

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบเหล่านี้ยังไม่ใช่การกระทบโดยตรงแบบทันที แต่เป็น “การลดพื้นที่อิทธิพลเชิงโครงสร้าง” มากกว่า 

ฉากทัศน์ที่ 2: หากอิหร่านแข็งกร้าวและแนวร่วมต้านสหรัฐฯ แข็งแกร่ง 

ในอีกด้านหนึ่ง ผศ.ดร.จิราพร ชี้ว่า หากอิหร่านตอบโต้แข็งกร้าวขึ้นและแนวร่วมต้านสหรัฐฯ แน่นแฟ้นขึ้น รัสเซียอาจได้ประโยชน์บางส่วน 

  1. แรงถ่วงดุลต่อสหรัฐฯ 

ความตึงเครียดในตะวันออกกลางอาจเบี่ยงเบนความสนใจและทรัพยากรของสหรัฐฯ จากยูเครน 

  1. โอกาสด้านพลังงาน 

ความผันผวนของตลาดพลังงานอาจเพิ่มอำนาจต่อรองรัสเซียในบางช่วง

  1. เครือข่ายภายใต้การคว่ำบาตร 

รัสเซียได้สร้างเครือข่ายการค้าและความร่วมมือกับประเทศที่เผชิญมาตรการคว่ำบาตรไว้แล้ว หากโลกแบ่งขั้วชัดขึ้น ระบบคู่ขนานนี้อาจขยายตัว แต่ผศ.ดร.จิราพร ชี้ว่า ประโยชน์เหล่านี้ไม่ใช่กำไรระยะยาว หากสงครามความขัดแย้งในครั้งนี้ลุกลามและกินเวลานานจนกระทบเส้นทางพลังงานหรือทำให้ภูมิภาคเข้าสู่ความไร้เสถียรภาพเรื้อรัง รัสเซียเองก็ต้องรับแรงสั่นสะเทือนนี้เช่นกัน 

ในช่วงเวลาที่ความขัดแย้งยังคงดำเนินไป การสงวนท่าทีของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย ที่แม้จะออกมากล่าวชัดเจนว่าไม่ได้สนับสนุนการบุกโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอล แต่ก็ไม่ได้ออกนอกหน้าถึงขนาดที่ว่า สองประเทศนั้นไม่มีสิทธิ์ 

ทั้งนี้ แม้รัสเซียจะประณามการโจมตี และตั้งคำถามต่อความชอบธรรมทางกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณการเข้าแทรกแซงทางทหารโดยตรง โดยผศ.ดร.จิราพร สรุปทิ้งท้าย 3 เหตุผลหลักคือ 


1.พื้นที่ยังไม่กระทบความมั่นคงภายในของรัสเซียโดยตรง 


2. การเผชิญหน้าทางทหารกับสหรัฐฯ หรืออิสราเอลไม่ใช่ผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ในเวลานี้ 


และ 3. รัสเซียใช้ “วาทกรรมกฎหมายระหว่างประเทศ” เป็นเครื่องมือถ่วงดุลมากกว่าการเคลื่อนไหวเชิงกำลัง

 

ส่วนเกาหลีเหนือก็จับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเช่นกัน เปียงยางศึกษาพฤติกรรมทางทหารของสหรัฐฯ มาอย่างต่อเนื่องเพื่อนำมาปรับยุทธศาสตร์ยับยั้งของตนเอง หากวอชิงตันสามารถแสดงให้เห็นว่าระบอบที่มีศักยภาพทางทหารสูงยังคงเสี่ยงต่อการสูญเสียผู้นำสูงสุด เกาหลีเหนืออาจตีความได้สองทาง ทางหนึ่งคือการมองว่าภัยคุกคามจากสหรัฐมีความน่าเชื่อถือสูง จึงต้องเสริมศักยภาพยับยั้งให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น อีกทางหนึ่งคือการเร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ให้เป็นหลักประกันความอยู่รอดของระบอบ

ทั้งนี้ ศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์และการระหว่างประเทศ (CSIS) เตือนเช่นกันว่าแรงกระแทกจากภายนอกอาจทำให้กลุ่มสายแข็งรวมตัวกันมากกว่าจะอ่อนแอลง เมื่อระบอบการปกครองมองว่าตนกำลังเผชิญภัยคุกคามเชิงการดำรงอยู่ ปฏิกิริยาชาตินิยมมักจะเหนือกว่าความขัดแย้งภายใน กลุ่มการเมืองที่เคยแข่งขันกันอาจกลับมารวมตัวกันแทน


การโจมตีที่ตั้งใจจะทำให้พันธมิตรของระบอบแตกแยก อาจกลับกลายเป็นปัจจัยที่เร่งการรวมศูนย์อำนาจในมือของผู้ที่มีศักยภาพใช้กำลังมากที่สุด