
ในขณะที่โลกกำลังชุลมุนชุลเกากับสงครามอิหร่าน เหล่าโจรสลัดโซมาเลียก็ออกอาละวาด มีเหตุปล้นเรือไปแล้วย่างน้อย 3 ลำในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความกังวลว่า “โจรสลัดโซมาเลีย” จะกลับมาอาละวาดหนักในแถบแหลมแอฟริกา (Horn of Africa) อีกครั้ง
พื้นที่ศูนย์กลางเหตุปล้นกลางท้องทะเล ตั้งแต่ยุค 2000 ต้น ๆ คงหนีไม่พ้นแถบแหลมแอฟริกา หรือ จะงอยแอฟริกา (Horn of Africa)
ข้อมูลจากธนาคารโลก พบว่าแต่ละปีจะมีผลกระทบจากเหล่าโจรสลัดนอกชายฝั่งโซมาเลียส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกร่วม 18,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 5.8 แสนล้านบาท ..อันนี้เป็นตัวเลขของความสูญเสียใน 1 ปีที่เคยสูงที่สุด
การปล้นจี้เรือยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่นั้นมา (แม้ระยะหลังจะน้อยลงไปบ้าง) และปีนี้ก็มีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้น - โดยเฉพาะไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุโจรสลัดบุกเข้ายึดเรือน้ำมันอย่างรวดเร็ว .. ทำให้ความกังวลเริ่มสูงขึ้นอีกครั้ง
ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร หรือ UKMTO ที่แบ่งปันข้อมูลด้านความปลอดภัยของเส้นทางการเดินเรือตามน่านน้ำต่าง ๆ ได้ยกระดับภัยคุกคามรอบ ๆ ชายฝั่งโซมาเลีย สู่ระดับ “รุนแรง” ในสัปดาห์นี้ พร้อมเตือนเรือที่จะเข้ามาเทียบท่าให้ระวัง
เกิดอะไรขึ้น?
มีเรือสินค้า 3-4 ลำ ที่เชื่อว่าถูกบุกยึดใกล้กับชายฝั่งของโซมาเลีย ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา
กองกำลังทางเรือของสหภาพยุโรป (EUNAVFOR) ระบุว่า ได้รับการแจ้งเตือน จากกองกำลังตำรวจน้ำพันต์แลนด์ (PMPF) เกี่ยวกับการปล้นเรือประมง Alkhary 2 เมื่อวันที่ 20 เมษายน
สื่อรายงานว่า เรือประมงลำดับกล่าวติดธงโซมาเลีย และถูกนำตัวไปบริเวณชายฝั่งทางตอนเหนือของโซมาเลีย ก่อนที่จะถูกปล่อยในเวลาต่อมา
ในวันถัดมา EUNAVFOR รายงานว่า มีเรืออีกลำที่ชื่อ Honour 25 ถูกยึดในพื้นที่ใกล้เคียงกัน โดยสื่อรายงานว่า มีโจรสลัด 6 คน พุ่งเป้าเรือน้ำมันที่มีน้ำมันปริมาตร 18,000 บาร์เรล
รายงานระบุว่า เรือลำดังกล่าว ตอนแรกมุ่งหน้าไปที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) แต่ต้องวกกลับมายัง Mogadishu (ชายฝั่งตอนใต้) เมื่อวันที่ 2 เมษายน หลังจากที่ไม่สามารถล่องผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยบนเรือลำนี้มีลูกเรือ 17 คน รวมถึงชาวปากีสถาน, อินโดนีเซีย, อินเดีย, ศรีลังกา และเมียนมา
สรุปข่าว
ในขณะที่โลกกำลังชุลมุนชุลเกากับสงครามอิหร่าน เหล่าโจรสลัดโซมาเลียก็ออกอาละวาด มีเหตุปล้นเรือไปแล้วย่างน้อย 3 ลำในสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความกังวลว่า “โจรสลัดโซมาเลีย” จะกลับมาอาละวาดหนักในแถบแหลมแอฟริกา (Horn of Africa) อีกครั้ง
พื้นที่ศูนย์กลางเหตุปล้นกลางท้องทะเล ตั้งแต่ยุค 2000 ต้น ๆ คงหนีไม่พ้นแถบแหลมแอฟริกา หรือ จะงอยแอฟริกา (Horn of Africa)
ข้อมูลจากธนาคารโลก พบว่าแต่ละปีจะมีผลกระทบจากเหล่าโจรสลัดนอกชายฝั่งโซมาเลียส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกร่วม 18,000 ล้านดอลลาร์ หรือราว 5.8 แสนล้านบาท ..อันนี้เป็นตัวเลขของความสูญเสียใน 1 ปีที่เคยสูงที่สุด
การปล้นจี้เรือยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ ตั้งแต่นั้นมา (แม้ระยะหลังจะน้อยลงไปบ้าง) และปีนี้ก็มีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้น - โดยเฉพาะไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา มีเหตุโจรสลัดบุกเข้ายึดเรือน้ำมันอย่างรวดเร็ว .. ทำให้ความกังวลเริ่มสูงขึ้นอีกครั้ง
ศูนย์ปฏิบัติการการค้าทางทะเลของสหราชอาณาจักร หรือ UKMTO ที่แบ่งปันข้อมูลด้านความปลอดภัยของเส้นทางการเดินเรือตามน่านน้ำต่าง ๆ ได้ยกระดับภัยคุกคามรอบ ๆ ชายฝั่งโซมาเลีย สู่ระดับ “รุนแรง” ในสัปดาห์นี้ พร้อมเตือนเรือที่จะเข้ามาเทียบท่าให้ระวัง
เกิดอะไรขึ้น?
มีเรือสินค้า 3-4 ลำ ที่เชื่อว่าถูกบุกยึดใกล้กับชายฝั่งของโซมาเลีย ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา
กองกำลังทางเรือของสหภาพยุโรป (EUNAVFOR) ระบุว่า ได้รับการแจ้งเตือน จากกองกำลังตำรวจน้ำพันต์แลนด์ (PMPF) เกี่ยวกับการปล้นเรือประมง Alkhary 2 เมื่อวันที่ 20 เมษายน
สื่อรายงานว่า เรือประมงลำดับกล่าวติดธงโซมาเลีย และถูกนำตัวไปบริเวณชายฝั่งทางตอนเหนือของโซมาเลีย ก่อนที่จะถูกปล่อยในเวลาต่อมา
ในวันถัดมา EUNAVFOR รายงานว่า มีเรืออีกลำที่ชื่อ Honour 25 ถูกยึดในพื้นที่ใกล้เคียงกัน โดยสื่อรายงานว่า มีโจรสลัด 6 คน พุ่งเป้าเรือน้ำมันที่มีน้ำมันปริมาตร 18,000 บาร์เรล
รายงานระบุว่า เรือลำดังกล่าว ตอนแรกมุ่งหน้าไปที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) แต่ต้องวกกลับมายัง Mogadishu (ชายฝั่งตอนใต้) เมื่อวันที่ 2 เมษายน หลังจากที่ไม่สามารถล่องผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยบนเรือลำนี้มีลูกเรือ 17 คน รวมถึงชาวปากีสถาน, อินโดนีเซีย, อินเดีย, ศรีลังกา และเมียนมา
ใครอยู่เบื้องหลังการปล้นจี้เรือเหล่านี้?
ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่ากลุ่มใดอยู่เบื้องหลังการโจมตี แต่ในอดีตผู้ก่อเหตุมีทั้งชาวประมงท้องถิ่น และกลุ่มติดอาวุธหลายกลุ่ม รวมถึงกลุ่มที่พบความเชื่อมโยงกับ ISIS หรือกลุ่มรัฐอิสลาม และกลุ่มอัลกออิดะห์ด้วย
นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า การที่กองกำลังลาดตระเวนร่วมนานาชาติ ที่รวมตัวกันเพื่อปราบโจรสลัดได้ถูกเบี่ยงกำลังไปยังทะเลแดงตั้งแต่ปี 2023 เพื่อรับมือการโจมตีของกลุ่มฮูตีในเยเมน บริเวณช่องแคบบับ อัล-มันเด็บ - รวมถึงการที่กองกำลังที่ถูกตั้งขึ้นเพื่อรับมือภัยคุกคามจากโจรสลัด ต้องหันไปให้ความสำคัญกับการคุ้มครองเรือที่พยายามผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ที่ถูกปิดกั้นจากทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ
นั่นคือการเปิดช่องว่างให้เกิดเหตุปล้นเรือที่แอฟริกาได้มากขึ้น
ตลอดจนราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจากสงครามในอิหร่าน ยิ่งทำให้เรือน้ำมันต้องตกเป็นเป้าหมายที่มีมูลค่าสูงสำหรับโจรสลัดด้วย
ความเป็นมาของ “โจรสลัดโซมาเลีย”
โจรสลัดเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน พร้อม ๆ กับการเริ่มการค้าทางทะเล ทั้งบริเวณช่องแคบมะละกา อ่าวเอเดน และลึกเข้าไปในมหาสมุทรอินเดีย แต่ที่ถูกพูดถึง และชื่อกระฉ่อนโลกมากที่สุด คือ “โจรสลัดโซมาเลีย”
เหตุปล้น-จี้เรือเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก หลังจากที่รัฐบาลโซมาเลียล่มสลาย ในระหว่างเกิดสงครามโซมาเลีย-เอธิโอเปีย (2006-2009)
สงครามกลางเมืองนั้นเอง ที่ทำให้เกิดสภาวะ “รัฐล้มเหลว” ประชาชนเดือดร้อน ไร้หนทางทำมาหากิน และสุดท้าย จึงเกิดเป็น “อุตสาหกรรมอาชญากรทางทะเล” นอกชายฝั่งโซมาเลียขึ้น
พวกเขารวมตัวกันออกปล้น-จี้เรือต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาในแถบจะงอยแอฟริกา นอกชายฝั่งโซมาเลีย ซึ่งจำนวนเหตุการณ์เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี 2005 และขึ้นสู่จุดพีคในปี 2011 ที่มีจำนวนเรือถูกปล้นถึง 243 ลำในปีเดียว แต่ก็ลดน้อยลงในปี 2012 ที่มีรายงานเหตุโจมตีเรือเพียง 63 เหตุการณ์ และ hijack 15 เหตุการณ์
ลูกเรือหลายพันคนถูกจับเป็นตัวประกันหรือถูกยิง โดยโจรสลัดเรียกค่าไถ่เป็นเงินหลายล้านดอลลาร์ ธนาคารโลกประเมินว่า ระหว่างปี 2005 ถึง 2012 มีการจ่ายค่าไถ่รวมอยู่ระหว่าง 339 ล้านถึง 413 ล้านดอลลาร์ - ก่อนที่เหตุปล้น-จี้จะน้อยลงเรื่อย ๆ หลังปี 2012
แต่สาเหตุที่ทำให้จำนวนการปล้นเรือน้อยลง เนื่องจากมีการระดมกำลังร่วมกันนานาชาติ จากกว่า 40 ประเทศ จัดตั้งปฏิบัติการลาดตระเวนในพื้นที่ ประกอบด้วย
ปฏิบัติการ Ocean Shield ของ NATO
ปฏิบัติการ Atalanta ของสหภาพยุโรป
กองกำลังเฉพาะกิจทางทะเลผสม (Combined Maritime Task Force)
และความร่วมมือจากทางการโซมาเลีย
โจรสลัดโซมาเลีย ไม่เพียงแต่ปล้น “เงิน” จากเจ้าของเรือที่ล่องตามเส้นทางการค้าของโลก แต่ยังกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในแถบแอฟริกาตะวันออกด้วย ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากความหวาดหวั่นพรั่นพรึงต่อเหตุเหล่านี้ อีกทั้งการส่งออกผลิตภัณฑ์จากการประมงของประเทศแถบนี้ก็ลดน้อยลงด้วย อันเนื่องจากชาวประมงไม่กล้าออกเรือ
โมเดลธุรกิจของ “โจรสลัดโซมาเลีย”
อย่างที่ว่าไว้ข้างต้น ว่า ต้นกำเนิดของโจรสลัดในโซมาเลีย เริ่มจากชาวประมงที่สูญเสียแหล่งทำกิน ยังมีเหตุเรือประมงต่างชาติและการทิ้งขยะในทะเลเข้ามารุกรานน่านน้ำ .. แต่เมื่อเวลาผ่านไป กิจกรรมเหล่านี้กลับพัฒนาไปไกลกว่านั้น
โจรสลัดกลายเป็น “โมเดลธุรกิจ” ที่มีโครงสร้างชัดเจน มีนักลงทุน มีผู้วางแผน มีผู้ปฏิบัติ และมีเครือข่ายสนับสนุน “บนฝั่ง” ตั้งแต่ผู้จัดหาอาวุธไปจนถึงผู้เจรจาเรียกค่าไถ่
เงินค่าไถ่จากการจี้เรือ ซึ่งมีมูลค่ารวมหลายร้อยล้านดอลลาร์ กลับไม่ได้กระจุกอยู่แค่ในมือโจรสลัด แต่ไหลเวียนไปในระบบเศรษฐกิจใต้ดิน สร้างอิทธิพล และหล่อเลี้ยงกิจกรรมผิดกฎหมายอื่น ๆ ตั้งแต่การค้า, ค้ามนุษย์ และการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ จนกลายมาเป็น “ระบบอาชญากรรมแบบเครือข่าย” ที่ยากจะถอนรากถอนโคน
ธนาคารโลกได้ตีพิมพ์เอกสาร “The Pirates of Somalia: Ending the Threat, Rebuilding a Nation” โดยว่าถึงบทเรียนสำคัญคือ การแก้ปัญหาโจรสลัดนั้น ไม่สามารถทำได้แค่ด้วย “เรือรบ” เพียงอย่างเดียว
หากแต่สิ่งที่ต้องทำคือ “การฟื้นฟูรัฐและสถาบัน” ตลอดจนการสร้างทางเลือกทางเศรษฐกิจให้ประชาชน, การตัดเส้นทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม และการดำเนินคดีกับผู้อยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่แค่คนหน้าฉากที่ลงมือ
ดังนั้น World Bank ย้ำว่า รัฐบาลโซมาเลีย และพันธมิตร จำเป็นจะต้องเข้าใจความเฉพาะตัวของการเมืองท้องถิ่น ต้องสร้างแรงจูงใจทางการเงิน และการบีบบังคับทางกายภาพ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยต่อการดำเนินกิจกรรม ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยยุติภัยคุกคามจากโจรสลัดเท่านั้น แต่ยังรวมถึง “การฟื้นฟูรัฐโซมาเลีย” ให้กลับคืนมาอีกด้วย
ที่มาข้อมูล : Aljazeera, World Bank
ที่มารูปภาพ : AFP
