นายธนะกฤษฏิ์ พงษ์เกษมชูวงศ์ เกษตรกรชาว จ.นครราชสีมา วัย 52 ปี ได้ออกมาเล่าประสบการณ์ตรงถึงวิธีการทำนาแบบไม่ไถ ไม่ใส่ปุ๋ย และเลี้ยงปลาในนาข้าว ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยรักษาสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างรายได้ที่สูงขึ้นกว่าการทำนาแบบดั้งเดิมหลายเท่า
โดยนำแนวคิดนี้จากคำโบราณที่ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” มาประยุกต์ใช้กับพื้นที่โคกหนองนาขนาด 2 ไร่ ที่บ้านหนองระเวียง หมู่ที่ 12 ต.หนองระเวียง อ.เมือง จ.นครราชสีมา
นายธนะกฤษฏิ์ จะแบ่งพื้นที่นา ออกเป็น 3 แปลงย่อย แต่ละแปลงเลี้ยงปลาต่างชนิดกัน เช่นปลาดุกอุย 2,500 ตัว ในพื้นที่ 2 งาน และปลาหมอชุมพรกับปลาหมอแปลงเพศ 1,000 ตัว ในพื้นที่กว่า 1 งาน
ซึ่งปลา ที่ปล่อยไว้จะมีบทบาทสำคัญเพราะขี้ปลาทำหน้าที่เป็นปุ๋ยบำรุงต้นข้าวโดยไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี และหลังจากเก็บเกี่ยวข้าว ยังเลี้ยงปลากินพืชเพื่อให้มากินซังข้าวและฟาง ช่วยเปลี่ยนเป็นปุ๋ยสำหรับฤดูกาลต่อไป ทำให้ทั้งข้าวและปลาเติบโตอย่างยั่งยืน ส่งผลให้สุขภาพกายใจดีขึ้นทั้งต่อเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม
ที่สำคัญคือยังเพิ่มมูลค่ารายได้สูงขึ้นถึง 5 เท่าเมื่อเทียบกับการทำนาอย่างเดียว หากขายข้าว 1 กิโลกรัมได้เพียงสิบกว่าบาท แต่ปลาที่เลี้ยงในนาขายได้ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 50 บาท ทำให้มูลค่าผลผลิตแตกต่างกันอย่างชัดเจน /// ในธนะกฤษฏิ์วางเป้าหมายในอนาคตไว้ว่าจะต้องได้ผลผลิตข้าว 1 ไร่ ต่อ 1 ตัน และปลา 1 ตัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและรายได้ที่มั่นคงให้กับครอบครัวต่อไป
สรุปข่าว
นายธนะกฤษฏิ์ พงษ์เกษมชูวงศ์ เกษตรกรชาว จ.นครราชสีมา วัย 52 ปี ได้ออกมาเล่าประสบการณ์ตรงถึงวิธีการทำนาแบบไม่ไถ ไม่ใส่ปุ๋ย และเลี้ยงปลาในนาข้าว ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยรักษาสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างรายได้ที่สูงขึ้นกว่าการทำนาแบบดั้งเดิมหลายเท่า
โดยนำแนวคิดนี้จากคำโบราณที่ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” มาประยุกต์ใช้กับพื้นที่โคกหนองนาขนาด 2 ไร่ ที่บ้านหนองระเวียง หมู่ที่ 12 ต.หนองระเวียง อ.เมือง จ.นครราชสีมา
นายธนะกฤษฏิ์ จะแบ่งพื้นที่นา ออกเป็น 3 แปลงย่อย แต่ละแปลงเลี้ยงปลาต่างชนิดกัน เช่นปลาดุกอุย 2,500 ตัว ในพื้นที่ 2 งาน และปลาหมอชุมพรกับปลาหมอแปลงเพศ 1,000 ตัว ในพื้นที่กว่า 1 งาน
ซึ่งปลา ที่ปล่อยไว้จะมีบทบาทสำคัญเพราะขี้ปลาทำหน้าที่เป็นปุ๋ยบำรุงต้นข้าวโดยไม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี และหลังจากเก็บเกี่ยวข้าว ยังเลี้ยงปลากินพืชเพื่อให้มากินซังข้าวและฟาง ช่วยเปลี่ยนเป็นปุ๋ยสำหรับฤดูกาลต่อไป ทำให้ทั้งข้าวและปลาเติบโตอย่างยั่งยืน ส่งผลให้สุขภาพกายใจดีขึ้นทั้งต่อเกษตรกรและสิ่งแวดล้อม
ที่สำคัญคือยังเพิ่มมูลค่ารายได้สูงขึ้นถึง 5 เท่าเมื่อเทียบกับการทำนาอย่างเดียว หากขายข้าว 1 กิโลกรัมได้เพียงสิบกว่าบาท แต่ปลาที่เลี้ยงในนาขายได้ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 50 บาท ทำให้มูลค่าผลผลิตแตกต่างกันอย่างชัดเจน /// ในธนะกฤษฏิ์วางเป้าหมายในอนาคตไว้ว่าจะต้องได้ผลผลิตข้าว 1 ไร่ ต่อ 1 ตัน และปลา 1 ตัน เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและรายได้ที่มั่นคงให้กับครอบครัวต่อไป
- "หนุ่มโคราช"ทิ้งเงินเดือนลุยทำฟาร์มผักสลัด โกยเงินแสนต่อเดือน | เรื่องดีดีทั่วไทย | 28-08-68
- รัฐบาล เดินหน้าออกโฉนดที่ดินทำกินปี 2568 ตั้งเป้าครบ 86,000 แปลง
- ถอดรหัส ‘โคราช’ แผนรับน้ำท่วม-ภัยแล้ง แม้ลำตะคองยังพอใช้
- นั่งเรือหางยาวชมฝูงผีเสื้อที่เขื่อนลำแชะ
- รัฐบาลเตือนเกษตรกร อย่าลืมลงทะเบียนรับเงินช่วยเหลือ ไร่ละ 1,000 บาท
ที่มาข้อมูล : ผู้สื่อข่าวภูมิภาค
ที่มารูปภาพ : ผู้สื่อข่าวภูมิภาค

