
สรุปข่าว
เหลืออีกไม่กี่วันเราก็จะก้าวเข้าสู่ปีใหม่กันแล้ว และคาดว่าจะเป็นอีกปีหนึ่งที่มวลมนุษยชาติต้องเผชิญกับความท้าทายที่รออยู่ วิกฤติโควิด-19 ส่อเค้าว่าจะลากยาวต่อเนื่อง โดยลุกลามไปในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุโรป ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกก็ยังอ่อนแรงและเปราะบางยิ่ง โลกกำลังชุลมุนกับปัญหาเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างไร้เหตุผล
ขณะที่แรงกดดันให้เกิดการแยกขั้วก็ดูจะขยายวงกว้างไปในทุกอณู จากมิติด้านการค้า การเงินเทคโนโลยี และการเมือง แม้กระทั่งการกีฬาอย่างโอลิมปิกถูกลากเข้าไปพัวพันกับเกมส์การเมือง จนดูท่าจะกลายเป็นหนังเรื่องยาว
ขณะเดียวกัน หลายคนหยุดพูดถึงการเผาหลอกเผาจริงกันแล้ว เพราะส่วนใหญ่ได้เข้าสู่ช่วง “ตายทั้งเป็น” ที่หลอกตัวเองและหลอนระหว่างกันไปมามากขึ้นทุกขณะ
แต่หนึ่งในความหวังที่ผู้คนมีอยู่ก็คือ เศรษฐกิจจีนที่เป็นกำลังสำคัญในการช่วยฟื้นและพยุงเศรษฐกิจโลกในช่วงหลายปีที่ผ่านมาจะเป็นเช่นไร จีนเตรียมตัวเผชิญกับความท้าทายดังกล่าวไว้อย่างไร และจะยังคงแสดงบทบาท “ผู้นำ” เศรษฐกิจที่ชาวโลกคาดหวังไว้ได้หรือไม่ในปีหน้า ...
จากข้อมูลของที่ประชุมคณะทำงานด้านเศรษฐกิจแห่งชาติ (Central Economic Working Conference) ซึ่งเป็นเวทีการประชุมด้านเศรษฐกิจที่สำคัญของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่จัดขึ้นในช่วงกลางเดือนธันวาคมของทุกปี นับว่าได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากภาครัฐและเอกชน ทั้งในและต่างประเทศ เพราะถือเป็นหนึ่งในเวทีการประชุมสำคัญของจีน ซึ่งที่ประชุมจะประเมินสภาพเศรษฐกิจ กำหนดนโยบาย และประกาศตัวเลขเป้าหมายอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของปีถัดไป
การประชุม CEWC ในปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 ธันวาคม 2021 ณ โรงแรมจิงซี (Jingxi Hotel) เยื้องพิพิธภัณฑ์การทหารแห่งชาติจีน ด้านซีกตะวันตกของกรุงปักกิ่ง โดยมี สี จิ้งผิง เป็นประธานในที่ประชุม และคลาคล่ำไปด้วยผู้บริหารระดับสูงของพรรคฯ อาทิ รองนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง และรองนายกรัฐมนตรีหลิ่ว เหอ เลขาธิการพรรคระดับมณฑล ที่ปรึกษา นักวิชาการ และอื่นๆ โดยมีประเด็นที่ผมมองว่าน่าสนใจหลายประการ
ตลอดเวลา 2 วันครึ่ง ที่ประชุม CEWC ได้ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจจีนในปี 2021 และเห็นว่า จีนยังคงสถานะของการมีบทบาทนำในการพัฒนาเศรษฐกิจโลก และการควบคุมวิกฤติโควิด-19 ไว้ได้เป็นอย่างดี
จีนได้ฟันฝ่าวิกฤติและความท้าทายที่ถาโถมเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน โดยมีความก้าวหน้าในหลายด้าน อาทิ ความแข็งแกร่งด้านวิทยาศาสตร์ ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานด้านอุตสาหกรรม การปฏิรูปและการเปิดกว้าง มาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชน และสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ดี จากตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาจะบ่งบอกว่า จีนจะบรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจในปี 2021 ที่ตั้งไว้ 6% อย่างสวยงาม แต่สัญญาณเชิงลบก็เผยโฉมออกมามากขึ้น อาทิ อุปสงค์ที่อ่อนแรง ความชะงักงันด้านอุปทาน และความคาดหวังที่ชะลอตัว
หากเราดูตัวเลขเศรษฐกิจรายไตรมาสของปี 2021 ก็พบว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่องจาก 18.3% ในไตรมาสแรก ลดลงเหลือ 7.9% และ 4.9% ในไตรมาสที่ 2 และ 3 ตามลำดับ แต่หลายฝ่ายก็คาดว่าจะเห็นเศรษฐกิจจีนเติบโตที่ราว 8% ณ สิ้นปีนี้ ซึ่งจะเป็นอัตราที่สูงที่สุดในบรรดาประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในโลก
นอกจากนี้ ผมยังสังเกตเห็นระดับความกังวลใจต่อการชะลอตัวทางเศรษฐกิจในอนาคตของภาคประชาชนที่เพิ่มขึ้น อาทิ การสมัครสอบเข้าเป็นพนักงานของรัฐในปีนี้ที่มีจำนวนถึง 2.1 ล้านคนท่ามกลางจำนวนบัณฑิตตกงานที่เพิ่มขึ้น
ด้วยความท้าทายที่รออยู่ในปี 2022 ที่ประชุมจึงเห็นว่า รัฐบาลจีนควรให้ความสำคัญสูงสุดกับการรักษา “เสถียรภาพ” ทางเศรษฐกิจมากกว่า “การเติบโตในระดับที่สูง” ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงในด้านอื่นในระยะยาว
บรรยากาศในที่ประชุมยังบ่งบอกว่า การรักษาเสถียรภาพกลายเป็นประเด็นหลักในที่ประชุมดังกล่าว จากข้อมูลที่เปิดเผยโดยผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการเงินและเศรษฐกิจภายใต้คณะกรรมการกลางพรรคอมมิวนิสต์จีนระบุว่า ผู้เข้าร่วมประชุมได้กล่าวถึงคำว่า “เสถียรภาพ” ถึง 25 ครั้ง
ทั้งนี้ ที่ประชุม CEWC ยังได้หารือและกำหนดแนวทางการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจในปี 2022 โดยเห็นว่ารัฐบาลจีนควรจะยึดเอาแนวทางหลัก 7 ด้านเอาไว้ อันได้แก่
- การสานต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพ
- การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจจุลภาคเพื่อกระตุ้นความมีชีวิตชีวาของตลาดอย่างต่อเนื่อง
- การนำเสนอนโยบายที่นำไปสู่การปรับโครงสร้างด้านอุปทานเพื่อช่วยให้วงจรเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาต่อไปอย่างราบรื่น
- การส่งเสริมการสานต่อนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
- การผลักดันให้เกิดการพลังขับเคลื่อนของพัฒนาผ่านนโยบายการปฏิรูปและเปิดกว้าง
- การสนับสนุนส่งเสริมนโยบายการพัฒนาระดับภูมิภาคที่สมดุลและบูรณาการยิ่งขึ้น
- การขับเคลื่อนนโยบายทางสังคมเพื่อเพิ่มมาตรฐานความเป็นอยู่ของประชาชน
จุดสำคัญในการรักษาเสถียรภาพดังกล่าวจะครอบคลุมการจ้างงาน การเงิน การค้าระหว่างประเทศ การลงทุนต่างประเทศ การลงทุนในประเทศ และความคาดหวัง ขณะเดียวกันก็ต้องให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านอาชีพ ความจำเป็นพื้นฐานต่อการดำรงชีวิต การดำเนินงานของหน่วยงานการตลาด ความมั่งคงด้านอาหารและพลังงาน ห่วงโซ่อุปทานและอุตสาหกรรม และหน้าที่ขั้นพื้นฐานของรัฐบาล
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นว่า รัฐบาลควรยึดแนวทางและเป้าหมายการพัฒนาในระยะยาวเอาไว้ตามที่เคยกำหนดไว้ก่อนหน้านี้ อาทิ หลักการ “บ้านมีไว้อยู่อาศัย ไม่ใช่เพื่อเก็งกำไร” ที่จีนคงไม่อยากเห็นปัญหาวิกฤติอสังหาริมทรัพย์อย่าง “เอเวอร์แกรนด์” เกิดขึ้นอีก
ขณะเดียวกันก็ควรรักษาการดำเนินกลยุทธ์ในการขยายอุปสงค์ภายในประเทศ การลดหนี้ที่ซ่อนเร้นของรัฐบาลท้องถิ่นอย่างเฉียบขาด และการดำเนินนโยบายการเงินที่ยืดหยุ่นและเดินสายกลางเพื่อรักษาสภาพคล่องในระบบให้มากพอและเหมาะสม รวมทั้งยังควรเร่งรัดการดำเนินโครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน และการเบิกจ่ายเงินให้รวดเร็วกว่าปกติ
ยังไม่ทันที่การประชุมดังกล่าวจะยุติลง ก็มีข่าวว่า แบ้งค์ชาติจีนปรับลดสัดส่วนสำรองเงินสดของธนาคารพาณิชย์ลงไปอีก 0.5% ซึ่งส่งผลให้จะมีเงินราว 1.2 ล้านล้านหยวนอัดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจีนเพื่อเสริมสภาพคล่องของจีน สอดคล้องกับความเห็นของที่ประชุม CEWC ในทันที
อย่างไรก็ดี ที่ประชุมก็เห็นว่า รัฐบาลจีนก็ควรปรับเปลี่ยนการดำเนินการบางส่วนจากแนวทางเดิม อาทิ การให้สถาบันการเงินเพิ่มการสนับสนุนต่อเศรษฐกิจที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการขนาดเล็กและขนาดจิ๋ว และนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งการพัฒนาสีเขียว

ส่วนหนึ่งเพราะจีนได้ก้าวพ้นสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ไปแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องจัดการกับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 เพื่อเร่งฟื้นเศรษฐกิจดังเช่นที่ผ่านมา อาทิ การดึงพนักงานกลับสถานที่ทำงานและโรงงานผลิต แต่ควรมองไปที่แนวทางใหม่ อาทิ นวัตกรรมและภาคการผลิตสีเขียว
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนก็ควรดำเนินนโยบายการคลังที่มุ่งเน้นความมีประสิทธิภาพและความแม่นยำ มาตรการใหม่เกี่ยวกับการปรับลดภาษีและค่าธรรมเนียมจะถูกนำออกมาใช้เพื่อสนับสนุนกิจการในตลาด เสริมสร้างความแข็งแกร่งในการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิต และการลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก
นอกจากนี้ ดูเหมือนที่ประชุมจะส่งสัญญาณให้รัฐบาลจีนสานต่อการดำเนินนโยบาย “เศรษฐกิจวงจรคู่” (Dual Circulation Economy) ที่บรรจุไว้ในแผน 5 ปีฉบับที่ 14 ต่อไป
เรื่องนี้มีประเด็นน่าคิดก็คือ นับแต่เปิดประเทศครั้งใหม่ เศรษฐกิจจีนในช่วงราว 3 ทศวรรษแรก ได้รับประโยชน์จาก “กำลังภายนอก” โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ และได้หันไปพึ่งพา “กำลังภายใน” ผ่านภาคการบริโภคภายในประเทศในระดับที่สูงขึ้นในช่วงราว 10 ปีหลังนี้เอง
แต่ผ่านมาไม่นาน จีนก็มั่นใจในโมเดลการพัฒนาที่จะพึ่งพาเศรษฐกิจภายในและต่างประเทศอย่างสมดุล สิ่งนี้สะท้อนถึงการเติบใหญ่ของภาคการบริโภคของจีนในปัจจุบันและอนาคต ดังนั้น การอยู่ “ภายนอก” ไม่เข้าไปตลาดจีนก็อาจทำให้เราเห็นภาพที่ “ลวงตา” และไม่เข้าใจในขนาดตลาดจีนอันมหึมาที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วได้
อย่างไรก็ดี ที่ประชุม CEWC ดูยังจะกังวลใจกับเหตุการณ์วิกฤติพลังงานในช่วงปีที่ผ่านมา จึงต้องการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับสินค้าขั้นปฐมที่อนุรักษ์นิยม อาทิ ธัญพืช พลังงาน และแร่ธาตุธรรมชาติ และให้เพิ่มกำลังการผลิตทรัพยากรธรรมชาติภายในประเทศ รวมทั้งดำเนินมาตรการใดๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงด้านการผลิตและที่เกี่ยวข้องในอนาคต
ในอีกด้านหนึ่ง โดยที่จีนยังคงใช้ถ่านหินเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตพลังงาน รัฐบาลจีนจึงต้องให้ความสำคัญกับความเร็วในการพัฒนาพลังงานทดแทน เพราะต้องไม่ลืมว่าจีนมี “วิสัยทัศน์ 2060” เป็นชนักติดหลังอยู่นับว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จีนไม่อาจมองข้าม นี่จึงเป็นอีกความท้าทายสำคัญหนึ่งของรัฐบาลจีนในอนาคต
ในด้านนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จีนเห็นควรเสนอให้มุ่งเน้นการปฏิรูประบบการจัดการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกิดเป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการ 3 ปีที่มุ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรมเชิงยุทธ์และปรับโครงสร้างศูนย์วิจัยแห่งชาติที่สำคัญ
เราจึงน่าจะเห็นการให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายในระดับที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซมิคอนดักเตอร์ บิ๊กดาต้า และพลังงานสีเขียว

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นหารือกันอย่างกว้างขวางก็คือ การวางแผนที่จะจัดตั้งเกณฑ์ที่สะท้อนถึงจุดที่เหมาะสมในการจัดการด้านเงินทุน โดยกำหนดกลไกในการกำกับดูแลเงินทุนที่มีประสิทธิภาพที่ระบุถึง “สิ่งที่ทำได้” และ “สิ่งที่ทำไม่ได้” เสมือนติดตั้ง “ไฟสัญญาณจราจร” ด้านเงินทุนเพื่อป้องกันไม่ให้รถขนเงินเหล่านั้นออกไปเพ่นพ่านสร้างปัญหาดังที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ตลอดปีที่ผ่านมา เราเห็นจีนได้สร้างกลไกที่แข็งแกร่งในการป้องกันการผูกขาด และป้องกันการขยายตัวของเงินทุนที่ไม่เป็นระบบ แต่ในปีหน้า จีนต้องการให้เงินทุนแสดงบทบาทเชิงบวกในการเป็นปัจจัยการผลิต และควบคุมบทบาทเชิงลบอย่างมีประสิทธิภาพ
รัฐบาลจีนยังจะเดินหน้าการปฏิรูปสาขาธุรกิจที่มีลักษณะของการผูกขาด อาทิ กริดไฟฟ้า และรถไฟ และส่งเสริมการเปิดกว้างในระดับสถาบันพร้อมมาตรการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่นำเสนอความเท่าเทียมกันระหว่างกิจการจีนและต่างชาติ เพื่อดึงดูดกิจการข้ามชาติให้เข้าไปลงทุนในจีนมากขึ้น
ประการสำคัญ ที่ประชุมยังคาดหวังว่า “ความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน” (Common Prosperity) จะเป็นแกนกลางในการกำหนดนโยบายและมาตรการด้านเศรษฐกิจและสังคมในปีหน้าและอีกหลายปีในอนาคต
ขณะที่เศรษฐกิจของภาคเอกชนควรมีบทบาทสำคัญในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจกลไกตลาดของจีน และนำไปสู่การให้บริการและสร้างประโยชน์สูงสุดต่อภาคประชาชนและการพัฒนาเชิงคุณภาพสูง และส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวม
รัฐบาลจีนยังควรปรับปรุงกลไกที่ช่วยให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณะที่เหมาะสม และควรให้ความสำคัญกับการจ้างงานวัยเยาว์และแรงงานฝีมือ และนโยบายประกันสังคมสำหรับผู้ที่มิได้ถูกว่าจ้างงานเต็มเวลา รวมทั้งยังควรเร่งพัฒนาตลาดบ้านเช่าระยะยาว ผลักดันโครงการก่อสร้างที่อยู่อาศัยในราคาที่จับต้องได้ และสนับสนุนตลาดอสังหาริมทรัพย์ให้เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของผู้ซื้อ
ประเด็นสำคัญที่ท่านผู้อ่านอยากทราบก็คือ จีนจะเติบโตเท่าไหร่ในปีหน้า ก่อนอื่นผมขอเรียนว่า ที่ประชุม CEWC ไม่ได้ประกาศตัวเลขการเติบโตเป้าหมายทางเศรษฐกิจออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องก็ส่งสัญญาณออกมาว่า ตัวเลขเป้าหมายในปี 2022 จะอยู่ที่ “มากกว่า 5%” ทำให้หลายฝ่ายต่างคาดการณ์ตัวเลขเป้าหมายที่ 5.5% เมื่อเทียบกับของปีก่อน
แม้ว่าเป้าหมายอัตราการเติบโตดังกล่าวจะต่ำกว่าของปี 2021 แต่อัตรา 5.5% ในปี 2022 ก็คาดว่าอยู่ในระดับที่สูงกว่าของค่าเฉลี่ยโลกอยู่มาก และหากรัฐบาลจีนบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เราก็จะเห็นจีดีพีของจีนเพิ่มขึ้นอีกราว 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ
ผลการประชุมในครั้งนี้จะถูกนำเสนอต่อที่ประชุมสมัชชาประชาชนแห่งชาติครั้งที่ 20 ที่จะประชุมกันในต้นปีหน้า และมอบให้รัฐบาลจีนรับไปดำเนินการต่อไป ...
ภาพจาก : AFP
- “พิชัย”เปิดข้อเสนอไทยยื่น USTR ร่วมมือเอไอ-เพิ่มนำเข้า-คุมแอบอ้าง
- ไทยลุ้นโอกาสทองส่งออกไก่ หลังบราซิลไข้หวัดนกระบาด
- เปิดรายละเอียด ครม. เห็นชอบแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานคมนาคม-ท่องเที่ยว
- เลื่อน 'เงินหมื่นเฟส 3' เพราะอะไร? แล้วจะได้เมื่อไหร่?
- ครม.ไฟเขียวเปิดทาง ออก "Thailand Digital Token" งวดแรก 5 พันล้านบาท
- ภาษีเข้ารัฐ 7 เดือนแรกปีงบ 68 ทะลุ 1.13 ล้านล้าน สูงกว่าเป้า 1.6%
- รัฐบาลมั่นใจบริหารการเงิน-การคลังให้มั่นคง สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจได้
ที่มาข้อมูล : -
TNNThailand