
ธารน้ำแข็งโคลาโฮย์ ในแคชเมียร์ที่เคยเป็นสีขาวพานตัวเหนือเทือกเขาหิมาลัยฝั่งตะวันตก เดิมทีเคยเป็นธารน้ำแข็งที่หล่อเลี้ยงแหล่งน้ำจืด และผืนป่ามาหลายชั่วอายุคน แต่ปัจจุบันภูมิทัศน์บริเวณนี้กลับเปลี่ยนไปจนเหลือแค่เพียงหินสีเข้ม แผ่นน้ำแข็งเปราะบาง และมีทุ่งหญ้าเริ่มโผล่ให้เห็น ทั้งหมดนี้คือระบบนิเวศของแคชเมียร์ที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ แต่สั่นคลอนวิถีชีวิตของมนุษย์และสัตว์ การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศทำให้ดอกไม้บนภูเขาเริ่มบาน สัตว์ป่าถูกคุกคามถิ่นที่อยู่อาศัย เสือดาวหิมะถูกพบใกล้แหล่งชุมชนมากขึ้น เนื่องจากแหล่งอาหารลดลง
ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าธารน้ำแข็งโคลาโฮย์หดตัวลงไปเกือบ 1 ใน 4 ของพื้นที่ในช่วงระยะเวลา 60 ปี แผ่นน้ำแข็งถอยร่นไปแล้วกว่า 900 เมตร จากรายงานระบุว่า อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นทุก 1 องศาเซลเซียส จะทำให้แผ่นน้ำแข็งบางลงถึง 65 เซนติเมตรต่อปี ซึ่งในอนาคตอันใกล้เราอาจสูญเสียธารน้ำแข็งมากกว่า 70% และหากอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 4-7 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 โลกอาจสูญเสียธารน้ำแข็งครั้งใหญ่อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
สรุปข่าว
ธารน้ำแข็งโคลาโฮย์ ในแคชเมียร์ที่เคยเป็นสีขาวพานตัวเหนือเทือกเขาหิมาลัยฝั่งตะวันตก เดิมทีเคยเป็นธารน้ำแข็งที่หล่อเลี้ยงแหล่งน้ำจืด และผืนป่ามาหลายชั่วอายุคน แต่ปัจจุบันภูมิทัศน์บริเวณนี้กลับเปลี่ยนไปจนเหลือแค่เพียงหินสีเข้ม แผ่นน้ำแข็งเปราะบาง และมีทุ่งหญ้าเริ่มโผล่ให้เห็น ทั้งหมดนี้คือระบบนิเวศของแคชเมียร์ที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ แต่สั่นคลอนวิถีชีวิตของมนุษย์และสัตว์ การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศทำให้ดอกไม้บนภูเขาเริ่มบาน สัตว์ป่าถูกคุกคามถิ่นที่อยู่อาศัย เสือดาวหิมะถูกพบใกล้แหล่งชุมชนมากขึ้น เนื่องจากแหล่งอาหารลดลง
ภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าธารน้ำแข็งโคลาโฮย์หดตัวลงไปเกือบ 1 ใน 4 ของพื้นที่ในช่วงระยะเวลา 60 ปี แผ่นน้ำแข็งถอยร่นไปแล้วกว่า 900 เมตร จากรายงานระบุว่า อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นทุก 1 องศาเซลเซียส จะทำให้แผ่นน้ำแข็งบางลงถึง 65 เซนติเมตรต่อปี ซึ่งในอนาคตอันใกล้เราอาจสูญเสียธารน้ำแข็งมากกว่า 70% และหากอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 4-7 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 โลกอาจสูญเสียธารน้ำแข็งครั้งใหญ่อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
การหดตัวของธารน้ำแข็งยังส่งผลกระทบต่อระบบน้ำในธรรมชาติ เนื่องจากธารน้ำแข็งเป็นแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของผู้คนซึ่งส่วนใหญ่ทำการเกษตรและปศุสัตว์ในทุ่งหญ้า เมื่อธารน้ำแข็งลดลง ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำจึงลดลงตามไปด้วยอย่างเห็นได้ชัด หลายพื้นที่พบว่าแหล่งน้ำแห้งเร็วกว่าเดิมทั้งที่ยังไม่เข้าฤดูร้อน ทั้งที่ไม่เคยเกิดขึ้นเลยในอดีต แม้แต่ช่วงที่แห้งแล้งที่สุดของปีก็ตาม
วิกฤตธารน้ำแข็งหดตัวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในพื้นที่โคลาโฮย์เท่านั้น แต่บนเทือกเขาหิมาลัยในเนปาล ธารน้ำแข็งหายไปแล้วกว่า 66% และอาจหายไปหมดภายในปี 2040 นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่านี่คือสัญญาณเตือนของความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศ ที่บีบบังคับให้ระบบนิเวศต้องปรับตัว ผลกระทบที่ตามมาอาจหมายถึงความหลากหลายทางชีวภาพ และวิถีชีวิตของผู้ที่กำลังเปลี่ยนไปจนไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีก
- นักวิจัยพบ “พายุใต้น้ำ” เร่งละลายธารน้ำแข็งแอนตาร์กติกา ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเสี่ยงพุ่งอีก 3 เมตร
- UN ผุดสัญญาณเตือนโลกแตก หากไม่เปลี่ยนวันนี้ มนุษย์ต้องจ่ายแพงกว่าเดิม
- วิกฤต “เพนกวินแอฟริกา” หิวตายกว่า 60,000 ตัว เหตุโลกร้อนทำซาร์ดีนหมดทะเล
- แนวคิด “เมืองฟองน้ำ” รับมือวิกฤตน้ำท่วม ตัวอย่างที่หลายประเทศพิสูจน์แล้ว
- โลกร้อนต่อไม่หยุด ปี 2025 จ่อร้อนทุบสถิติอีก ทั่วโลกเสี่ยงเจอภัยธรรมชาติหนักกว่าเดิม
ที่มาข้อมูล : The Guardian
ที่มารูปภาพ : Irfanaru

