โลกเข้าใกล้จุดวิกฤต ปี 2026 อาจร้อนเกิน 1.4 องศา ติดกันเป็นปีที่ 4 เร่งภัยพิบัติแรงกว่าเดิม

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกเข้าใกล้จุดวิกฤต ปี 2026 อาจร้อนเกิน 1.4 องศา ติดกันเป็นปีที่ 4 เร่งภัยพิบัติแรงกว่าเดิม

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร หรือ Met Office เตือนว่า ปี 2026 มีแนวโน้มที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่า 1.4 องศาเซลเซียส แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าสถิติสูงสุด 1.55 องศาเซลเซียสที่เกิดขึ้นในปี 2024 ซึ่งถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกข้อมูลมา แต่ปี 2026 ยังคงติดอันดับ 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุด

ช่วงสามปีที่ผ่านมาอุณหภูมิโลกมีแนวโน้มทะลุ 1.4 องศาเซลเซียส มาอย่างต่อเนื่อง และปี 2026 อาจเป็นปีที่สี่ติดต่อกัน ก่อนหน้านี้ โลกไม่เคยเผชิญระดับอุณหภูมิที่เกิน 1.3 องศาเซลเซียส มาก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความเร่งตัวของวิกฤตภูมิอากาศในปัจจุบัน

สรุปข่าว

ปี 2026 อุณหภูมิเฉลี่ยโลกอาจสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่า 1.4 องศาเซลเซียส ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 และอาจกลายเป็นตัวเลขถาวรที่ไม่อาจลดต่ำลงได้อีก ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสภาพอากาศสุดขั้ว เช่น คลื่นความร้อน ฝนตกหนัก ภัยแล้ง และไฟป่า เกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น อาจนำไปสู่ผลกระทบรุนแรงในระยะยาวได้

สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งสหราชอาณาจักร หรือ Met Office เตือนว่า ปี 2026 มีแนวโน้มที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมมากกว่า 1.4 องศาเซลเซียส แม้ว่าจะเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าสถิติสูงสุด 1.55 องศาเซลเซียสที่เกิดขึ้นในปี 2024 ซึ่งถือเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่มีการบันทึกข้อมูลมา แต่ปี 2026 ยังคงติดอันดับ 1 ใน 4 ปีที่ร้อนที่สุด

ช่วงสามปีที่ผ่านมาอุณหภูมิโลกมีแนวโน้มทะลุ 1.4 องศาเซลเซียส มาอย่างต่อเนื่อง และปี 2026 อาจเป็นปีที่สี่ติดต่อกัน ก่อนหน้านี้ โลกไม่เคยเผชิญระดับอุณหภูมิที่เกิน 1.3 องศาเซลเซียส มาก่อน สะท้อนให้เห็นถึงความเร่งตัวของวิกฤตภูมิอากาศในปัจจุบัน

แม้เป้าหมายการจำกัดภาวะโลกร้อนไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส จะถูกวัดจากค่าเฉลี่ยระยะยาว 30 ปี และในทางทฤษฎียังพอมีความเป็นไปได้ แต่การที่บางปีหรือบางเดือนทะลุเส้นนี้แล้ว ถือเป็นสัญญาณเตือนว่ามนุษยชาติกำลังเข้าใกล้ขีดจำกัดอย่างรวดเร็ว

นักวิทยาศาสตร์ ระบุว่า ความผันผวนตามปัจจัยจากธรรมชาติอย่างปรากฏการณ์เอลนีโญมีส่วนเร่งให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นในช่วงปี 2023 และ 2024 ก่อนจะเปลี่ยนเป็นลานีญาที่มีแนวโน้มทำให้อากาศเย็นลงเล็กน้อยในปี 2025 แต่ความแปรปรวนตามธรรมชาติเหล่านี้เกิดขึ้นบนพื้นฐานของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจำนวนมหาศาลจากกิจกรรมมนุษย์ ทั้งการผลิตพลังงาน การคมนาคม และการใช้พลังงานในครัวเรือน รวมถึงการทำลายระบบนิเวศที่มีหน้าที่ดูดซับคาร์บอน

ตามรายงานของสหประชาชาติระบุว่า ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศพุ่งทำสถิติใหม่ ประกอบกับไฟป่าที่ทวีความรุนแรง ทำให้เกิดความกังวลว่า “แหล่งดูดซับคาร์บอน” ตามธรรมชาติของโลกอาจเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพลง ซ้ำเติมวิกฤตสภาพภูมิอากาศให้รุนแรงขึ้นกว่าเดิม

ที่มาข้อมูล : The Guardian

ที่มารูปภาพ : NASA

sticky-bar-top