โลกร้อน พายุแรง ระบบนิเวศเสี่ยงล่มสลาย

Share on Line Share on Facebook Share on X
โลกร้อน พายุแรง   ระบบนิเวศเสี่ยงล่มสลาย

เมื่อภาวะโลกร้อนทำให้ “พายุหมุนเขตร้อน” (หรือไซโคลน/เฮอร์ริเคน) รุนแรงและเกิดบ่อยขึ้น นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าพายุเหล่านี้อาจไม่เพียงสร้างความเสียหายทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลลึกซึ้งต่อระบบนิเวศชายฝั่งและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรพืชและสัตว์ รวมถึงฟังก์ชันของระบบนิเวศที่พึ่งพาองค์ประกอบเหล่านี้ 

แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทั่วโลกชี้ว่าพายุหมุนเขตร้อนจะมีความรุนแรงมากขึ้นและเกิดถี่ขึ้น โดยได้รับพลังงานจากมหาสมุทรที่อุ่นขึ้นและปัจจัยอื่น ๆ เช่นระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้เหตุการณ์น้ำท่วมชายฝั่งรุนแรงมากขึ้นด้วย โดยนักวิจัยได้ใช้เครื่องมือ GIS วิเคราะห์แนวโน้มพายุในชายฝั่งอินเดียตั้งแต่ปี 2006–2020 พบว่า 9 รัฐชายฝั่งมีพายุไซโคลนรวม 61 ลูก โดยรัฐโอริสซา เวสต์เบงกอล และอานธรประเทศได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด 

สรุปข่าว

นักวิทย์ฯ เตือนภาวะโลกร้อนทำให้ “พายุหมุนเขตร้อน” รุนแรงและเกิดถี่ขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศชายฝั่งและบนบก โดยพายุที่รุนแรงสามารถทำลายพืชพรรณ เปลี่ยนโครงสร้างระบบนิเวศ และลดความสามารถในการฟื้นตัวของธรรมชาติ หากพายุเกิดถี่เกินกว่าระบบนิเวศจะปรับตัวได้ อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงถาวรและกระทบต่อมนุษย์ในระยะยาว

เมื่อภาวะโลกร้อนทำให้ “พายุหมุนเขตร้อน” (หรือไซโคลน/เฮอร์ริเคน) รุนแรงและเกิดบ่อยขึ้น นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าพายุเหล่านี้อาจไม่เพียงสร้างความเสียหายทางกายภาพเท่านั้น แต่ยังส่งผลลึกซึ้งต่อระบบนิเวศชายฝั่งและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประชากรพืชและสัตว์ รวมถึงฟังก์ชันของระบบนิเวศที่พึ่งพาองค์ประกอบเหล่านี้ 

แนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทั่วโลกชี้ว่าพายุหมุนเขตร้อนจะมีความรุนแรงมากขึ้นและเกิดถี่ขึ้น โดยได้รับพลังงานจากมหาสมุทรที่อุ่นขึ้นและปัจจัยอื่น ๆ เช่นระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้เหตุการณ์น้ำท่วมชายฝั่งรุนแรงมากขึ้นด้วย โดยนักวิจัยได้ใช้เครื่องมือ GIS วิเคราะห์แนวโน้มพายุในชายฝั่งอินเดียตั้งแต่ปี 2006–2020 พบว่า 9 รัฐชายฝั่งมีพายุไซโคลนรวม 61 ลูก โดยรัฐโอริสซา เวสต์เบงกอล และอานธรประเทศได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด 

ผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ การทำลายสุขภาพพืช การลดพื้นที่ป่าชายเลน และการกัดเซาะชายฝั่ง พายุสามารถฉีกทิ้งชั้นพืชพรรณบนพื้นดิน เปลี่ยนภูมิทัศน์ และสร้างแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของระบบนิเวศ นั่นหมายถึงการขาดบริการระบบนิเวศ เช่น การกักเก็บคาร์บอน การป้องกันพายุ และแหล่งอาศัยของสัตว์ป่า 

การศึกษาระดับโลกยังชี้ว่ารอบเวลาการฟื้นตัวของระบบนิเวศที่เคยปรับตัวต่อพายุหลายลูกอาจสั้นลงมากกว่าช่วงเวลาที่ต้องการในการฟื้นฟูระบบนั้น ๆ เมื่อพายุถี่ขึ้น ระบบธรรมชาติอาจไม่สามารถกลับสู่ภาวะเดิมก่อนเหตุการณ์ถัดไปจะมาถึง ขณะที่นักวิทยาศาสตร์รายงานด้วยว่าแม้ระบบบางส่วนจะมีความยืดหยุ่น เช่น ป่าชายเลนที่สามารถฟื้นตัวบางส่วนภายในหลายปี แต่การฟื้นตัวก็ยังขึ้นกับสภาพแวดล้อมและแรงกดดันจากพายุที่ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

ภาวะโลกร้อนกำลังเปลี่ยน “รูปแบบพายุหมุนเขตร้อน” ให้รุนแรงและถี่ขึ้น ซึ่งไม่เพียงทำลายโครงสร้างของระบบนิเวศชายฝั่ง แต่ยังอาจเปลี่ยนระบบนิเวศไปสู่สภาวะใหม่ที่ต่างออกไปอย่างถาวร สิ่งนี้ไม่เพียงส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อบริการระบบนิเวศที่มนุษย์พึ่งพา เช่น การป้องกันพายุ การกักเก็บคาร์บอน และความหลากหลายทางชีวภาพ และทำให้แนวคิดการอนุรักษ์ธรรมชาติและฟื้นฟูล่วงหน้ามีความสำคัญยิ่งขึ้นในยุคของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 

ที่มาข้อมูล : india.mongabay.com

ที่มารูปภาพ : NOAA

sticky-bar-top