“ทรัมป์” ถอน “สหรัฐฯ” พ้น “ข้อตกลงปารีส” เป็นครั้งที่ 2 เขย่าแนวร่วมโลกสู้วิกฤตโลกร้อน

Share on Line Share on Facebook Share on X
“ทรัมป์” ถอน “สหรัฐฯ” พ้น “ข้อตกลงปารีส” เป็นครั้งที่ 2  เขย่าแนวร่วมโลกสู้วิกฤตโลกร้อน

สหรัฐอเมริกาได้ถอนตัวออกจาก “ข้อตกลงปารีส” ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นทางการเป็นครั้งที่สอง ตอกย้ำท่าทีของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่หันหลังให้เวทีความร่วมมือระดับโลกหลักในการรับมือภาวะโลกร้อนอีกครั้ง


การตัดสินใจดังกล่าวทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นประเทศเดียวที่ถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีส และอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่ได้เป็นภาคีร่วมกับอิหร่าน ลิเบีย และเยเมน แม้ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินว่า การถอนตัวครั้งนี้จะไม่ทำให้ความพยายามด้านสภาพภูมิอากาศของโลกหยุดชะงักลงทั้งหมด แต่ยอมรับว่าอาจทำให้การดำเนินงานมีความซับซ้อนและยากลำบากมากยิ่งขึ้น


สรุปข่าว

สหรัฐฯ ถอนตัวจาก “ข้อตกลงปารีส” เป็นครั้งที่ 2 ในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ท่ามกลางเสียงกังวลจากผู้เชี่ยวชาญว่าอาจบั่นทอนความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศโลก แม้การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดยังเดินหน้าต่อ แต่ความเสี่ยงต่อเป้าหมายลดโลกร้อนกลับซับซ้อนและท้าทายยิ่งขึ้น

สหรัฐอเมริกาได้ถอนตัวออกจาก “ข้อตกลงปารีส” ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นทางการเป็นครั้งที่สอง ตอกย้ำท่าทีของประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่หันหลังให้เวทีความร่วมมือระดับโลกหลักในการรับมือภาวะโลกร้อนอีกครั้ง


การตัดสินใจดังกล่าวทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นประเทศเดียวที่ถอนตัวออกจากข้อตกลงปารีส และอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่ได้เป็นภาคีร่วมกับอิหร่าน ลิเบีย และเยเมน แม้ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินว่า การถอนตัวครั้งนี้จะไม่ทำให้ความพยายามด้านสภาพภูมิอากาศของโลกหยุดชะงักลงทั้งหมด แต่ยอมรับว่าอาจทำให้การดำเนินงานมีความซับซ้อนและยากลำบากมากยิ่งขึ้น


การถอนตัวถูกประกาศตั้งแต่วันแรกที่โดนัลด์ ทรัมป์ กลับเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีอีกสมัย เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2568 ต่อหน้าผู้สนับสนุนในสนามกีฬา และเกิดขึ้นท่ามกลางการเดินหน้ายกเลิกและลดทอนนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศภายในประเทศอย่างกว้างขวาง ล่าสุดในเดือนมกราคม พ.ศ. 2569 รัฐบาลสหรัฐฯ ยังประกาศถอนตัวออกจากกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งเป็นกรอบที่ก่อกำเนิดข้อตกลงปารีส ส่งผลให้สหรัฐฯ ถอนตัวออกจากระบบธรรมาภิบาลด้านสภาพภูมิอากาศโลกแทบทั้งหมด


ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แม้สหรัฐฯ จะลดบทบาทบนเวทีโลก แต่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับนานาชาติยังคงดำเนินต่อไป โดยการลงทุนในพลังงานคาร์บอนต่ำเติบโตเร็วกว่าการลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างชัดเจน พลังงานหมุนเวียนคิดเป็นกว่าร้อยละ 90 ของกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ทั่วโลกในปีที่ผ่านมา และในหลายประเทศได้กลายเป็นแหล่งพลังงานที่มีต้นทุนต่ำที่สุด


โดย “จีน” กำลังก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แม้ยังเป็นผู้ใช้ถ่านหินรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกมีแนวโน้มถึงจุดสูงสุดเมื่อปีที่ผ่านมา ล่าสุดผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจีน BYD มียอดขายแซงหน้าเทสลา ขณะที่บริษัทจีนผลิตแผงโซลาร์เซลล์มากกว่าร้อยละ 80 และกังหันลมราวร้อยละ 70 ของตลาดโลก


อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่า นโยบายของทรัมป์อาจผลักให้สหรัฐฯ ถูกลดบทบาทในความร่วมมือด้านสภาพภูมิอากาศ และอาจเปิดช่องให้บางประเทศใช้การถอนตัวของสหรัฐฯ เป็นเหตุผลในการลดความทะเยอทะยานด้านสภาพภูมิอากาศของตนเอง โดยมีรายงานว่าอิสราเอลกำลังพิจารณาแนวทางเดียวกัน


ขณะเดียวกัน การถอนตัวของสหรัฐฯ ก็ได้กระตุ้นให้บางประเทศเดินหน้ามาตรการด้านสภาพภูมิอากาศที่เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยในการประชุม COP30 ที่บราซิลเมื่อปีที่ผ่านมา โคลอมเบียและเนเธอร์แลนด์ประกาศแผนเป็นเจ้าภาพการเจรจาระหว่างประเทศครั้งแรกที่มุ่งเน้นการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ร่วมกับกลุ่มประเทศหมู่เกาะแปซิฟิก


ผู้เชี่ยวชาญยังเตือนว่า หากสหรัฐฯ เดินหน้าขยายการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยเฉพาะเพื่อรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นจากศูนย์ข้อมูลปัญญาประดิษฐ์ อาจทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มสูงขึ้น และส่งผลกระทบต่อเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของโลกโดยรวม อีกทั้งการถอนตัวจากข้อตกลงปารีสยังทำให้สหรัฐฯ ถอนตัวจากความพยายามสนับสนุนประเทศรายได้น้อยในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด


การถอนตัวครั้งนี้จึงยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในฐานะพันธมิตรที่ขาดความแน่นอนบนเวทีนโยบายโลก และเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญอุณหภูมิสูงเป็นประวัติการณ์ ภัยพิบัติรุนแรง และความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Reuters

sticky-bar-top