
ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา “พายุฤดูหนาว” รุนแรงได้พัดถล่มภาคตะวันออกของสหรัฐฯ สร้างผลกระทบรุนแรงทั้งหิมะตกหนัก น้ำแข็งเกาะถนน และไฟฟ้าดับหลายพื้นที่ งานวิจัยชี้ว่าพายุนี้ไม่ได้รุนแรงเพียงเพราะธรรมชาติเท่านั้น แต่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือโลกร้อน ทำให้มันมีพลังเพิ่มขึ้น จนหนักเกินกว่าที่ควรจะเป็นในอดีตที่ผ่านมา
พายุฤดูหนาวสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้สร้างหิมะตกหนักมากกว่า 2 ฟุตในบางพื้นที่ และน้ำแข็งเกาะหนาจนทำให้ระบบถนนและไฟฟ้าพังทั่วภูมิภาคตะวันออกของสหรัฐฯ แม้จะมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง แต่การศึกษาล่าสุดชี้ว่า ภาวะโลกร้อนทำให้อากาศสามารถกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น ซึ่งทำให้พายุมี “เชื้อเพลิง” มากกว่าเดิมในการสร้างหิมะและฝนแข็งขึ้นมาเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 0°C
โดยทั่วไปแล้ว สำรับทุก ๆ องศาเซลเซียสที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น บรรยากาศสามารถกักเก็บความชื้นได้มากขึ้นประมาณ 7% และการวิเคราะห์จาก ClimaMeter ระบุว่า บรรยากาศในปัจจุบันอบอุ่นขึ้นประมาณ 5°C (9°F) เมื่อเทียบกับหลายสิบปีก่อน ซึ่งช่วยให้พายุนี้มีปริมาณหิมะและฝนแข็งมากขึ้น สูงสุดราว 20% กว่าที่จะเป็นหากไม่มีภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์
สรุปข่าว
ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา “พายุฤดูหนาว” รุนแรงได้พัดถล่มภาคตะวันออกของสหรัฐฯ สร้างผลกระทบรุนแรงทั้งหิมะตกหนัก น้ำแข็งเกาะถนน และไฟฟ้าดับหลายพื้นที่ งานวิจัยชี้ว่าพายุนี้ไม่ได้รุนแรงเพียงเพราะธรรมชาติเท่านั้น แต่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือโลกร้อน ทำให้มันมีพลังเพิ่มขึ้น จนหนักเกินกว่าที่ควรจะเป็นในอดีตที่ผ่านมา
พายุฤดูหนาวสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาได้สร้างหิมะตกหนักมากกว่า 2 ฟุตในบางพื้นที่ และน้ำแข็งเกาะหนาจนทำให้ระบบถนนและไฟฟ้าพังทั่วภูมิภาคตะวันออกของสหรัฐฯ แม้จะมีอุณหภูมิต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง แต่การศึกษาล่าสุดชี้ว่า ภาวะโลกร้อนทำให้อากาศสามารถกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น ซึ่งทำให้พายุมี “เชื้อเพลิง” มากกว่าเดิมในการสร้างหิมะและฝนแข็งขึ้นมาเมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 0°C
โดยทั่วไปแล้ว สำรับทุก ๆ องศาเซลเซียสที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้น บรรยากาศสามารถกักเก็บความชื้นได้มากขึ้นประมาณ 7% และการวิเคราะห์จาก ClimaMeter ระบุว่า บรรยากาศในปัจจุบันอบอุ่นขึ้นประมาณ 5°C (9°F) เมื่อเทียบกับหลายสิบปีก่อน ซึ่งช่วยให้พายุนี้มีปริมาณหิมะและฝนแข็งมากขึ้น สูงสุดราว 20% กว่าที่จะเป็นหากไม่มีภาวะโลกร้อนจากกิจกรรมของมนุษย์
นักวิจัยยังเตือนว่าบางภูมิภาคของสหรัฐฯ อาจมีปรากฏการณ์หิมะตกหนักมากขึ้นในช่วงที่โลกอุ่นขึ้น โดยเฉพาะบริเวณที่ได้รับอิทธิพลจาก “lake-effect snow” เนื่องจากน้ำในทะเลสาบยังไม่แข็งตัวในฤดูหนาวเช่นเดิม
นอกจากนี้ ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนไปยังทำให้เกณฑ์มาตรฐานด้านโครงสร้างพื้นฐานและการวางแผนรับมือภัยพิบัติที่อ้างอิงจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์อาจ “ล้าสมัย” ไม่เพียงพอสำหรับพายุที่รุนแรงยิ่งขึ้นเหล่านี้
งานวิจัยสรุปว่า พายุฤดูหนาวสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่ใช่แค่เหตุการณ์ธรรมดา แต่ถูกเสริมกำลังจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้บรรยากาศกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น ซึ่งส่งผลให้หิมะ ฝนแข็ง และปริมาณน้ำแข็งที่ตกหนักกว่าที่เคยเป็นในอดีต การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศจึงไม่ได้ทำให้ฤดูหนาวเบาบางลงเสมอไป แต่ยังสามารถเพิ่มความรุนแรงของพายุในรูปแบบที่อาจดูย้อนแย้งแต่มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์รองรับ
- “พายุฤดูหนาว” ถล่มสหรัฐฯ เสียชีวิตแล้วกว่า 50 ราย!
- โลกร้อนเร่ง “มาลาเรีย” คร่าชาวแอฟริกาเพิ่มอีก 5 แสนคน
- โลกร้อนทำ “หิมะ” หายเกลี้ยง สกีรีสอร์ตเสี่ยงปิดถาวร
- จำลองอากาศปี 2080 คาดสหรัฐฯ จะไม่เหมือนเดิม อาจร้อนแบบพื้นที่ใกล้เส้นศูนย์สูตร
- EU ต้องควักมหาศาล จ่อจ่ายปีละ 70,000 ล้านยูโร แลกความอยู่รอดในโลกเดือด
ที่มาข้อมูล : scientificamerican.com
ที่มารูปภาพ : Meteoblue

