เมื่อมนุษย์เลิกกินเนื้อไม่ได้ เราจะกินต่ออย่างไร…โดยโลกไม่พัง?

Share on Line Share on Facebook Share on X
เมื่อมนุษย์เลิกกินเนื้อไม่ได้  เราจะกินต่ออย่างไร…โดยโลกไม่พัง?

“บรูซ ฟรีดริช” นักเคลื่อนไหวด้านอาหารทางเลือกและประธานองค์กรไม่แสวงกำไร “Good Food Institute” เสนอแนวคิดว่า การแก้ปัญหาความเสียหายจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์โลก ไม่อาจทำได้ด้วยการรณรงค์ให้ผู้คนเลิกกินเนื้อ แต่ต้องใช้ “เนื้อทดแทนแบบเหมือนเดิมทุกประการ” ทั้งในด้านรสชาติ ราคา และประสบการณ์การบริโภค

ฟรีดริชระบุในหนังสือเล่มใหม่ Meat ซึ่งเผยแพร่ในปี พ.ศ. 2569 ว่า เขาไม่ได้ต้องการบอกให้ใครเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน และไม่พยายามโน้มน้าวให้คนเป็นมังสวิรัติหรือวีแกน พร้อมยอมรับว่า “เนื้อสัตว์คืออาหารโปรดของมนุษยชาติ” ที่ฝังรากลึกทั้งทางชีววิทยาและวัฒนธรรม

เขาอธิบายว่า มนุษย์กินเนื้อมานานกว่า 2.6 ล้านปี และเลี้ยงสัตว์เพื่ออาหารมากว่า 12,000 ปี เนื้อสัตว์ให้พลังงานหนาแน่น มีไขมัน และรสชาติที่มนุษย์โหยหา อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของมื้ออาหารและกิจกรรมทางสังคมทั่วโลก


สรุปข่าว

ท่ามกลางความพยายามตลอดหลายทศวรรษในการรณรงค์ให้ผู้คนลดการบริโภคเนื้อสัตว์ ข้อมูลกลับชี้ว่า การกินเนื้อของมนุษยชาติไม่เคยลดลงแม้แต่ปีเดียว ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารทางเลือกเสนอว่า ทางออกของวิกฤตสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางอาหารอาจไม่ใช่การเปลี่ยนนิสัยผู้บริโภค แต่คือการพัฒนา “เนื้อแบบใหม่” ที่ให้รสชาติ ราคา และประสบการณ์ไม่ต่างจากของเดิม โดยไม่ต้องพึ่งอุตสาหกรรมปศุสัตว์

“บรูซ ฟรีดริช” นักเคลื่อนไหวด้านอาหารทางเลือกและประธานองค์กรไม่แสวงกำไร “Good Food Institute” เสนอแนวคิดว่า การแก้ปัญหาความเสียหายจากอุตสาหกรรมปศุสัตว์โลก ไม่อาจทำได้ด้วยการรณรงค์ให้ผู้คนเลิกกินเนื้อ แต่ต้องใช้ “เนื้อทดแทนแบบเหมือนเดิมทุกประการ” ทั้งในด้านรสชาติ ราคา และประสบการณ์การบริโภค

ฟรีดริชระบุในหนังสือเล่มใหม่ Meat ซึ่งเผยแพร่ในปี พ.ศ. 2569 ว่า เขาไม่ได้ต้องการบอกให้ใครเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน และไม่พยายามโน้มน้าวให้คนเป็นมังสวิรัติหรือวีแกน พร้อมยอมรับว่า “เนื้อสัตว์คืออาหารโปรดของมนุษยชาติ” ที่ฝังรากลึกทั้งทางชีววิทยาและวัฒนธรรม

เขาอธิบายว่า มนุษย์กินเนื้อมานานกว่า 2.6 ล้านปี และเลี้ยงสัตว์เพื่ออาหารมากว่า 12,000 ปี เนื้อสัตว์ให้พลังงานหนาแน่น มีไขมัน และรสชาติที่มนุษย์โหยหา อีกทั้งยังเป็นศูนย์กลางของมื้ออาหารและกิจกรรมทางสังคมทั่วโลก


แม้ผลกระทบของอุตสาหกรรมปศุสัตว์จะชัดเจน ทั้งการปล่อยก๊าซมีเทนที่เร่งโลกร้อน การใช้น้ำและที่ดินจำนวนมหาศาล รวมถึงการตัดไม้ทำลายป่า แต่การรณรงค์ให้ลดการกินเนื้อที่ดำเนินมากว่า 50 ปี กลับไม่สามารถหยุดแนวโน้มการบริโภคเนื้อได้ โดยสถิติระบุว่า การบริโภคเนื้อสัตว์ทั่วโลกเพิ่มขึ้นทุกปีตั้งแต่เริ่มมีการบันทึกข้อมูลในปี พ.ศ. 2504

“ฟรีดริช” ชี้ว่า ในทุกประเทศที่รายได้ประชากรเพิ่มขึ้น การบริโภคเนื้อสัตว์ก็เพิ่มขึ้นตาม ทำให้แทบไม่เคยเกิด “การลดลง” ของการกินเนื้อในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และไม่น่าเกิดขึ้นเองในอนาคต

แนวทางเดียวที่เป็นไปได้ เขาระบุ คือการแทนที่เนื้อสัตว์แบบ “เหมือนของเดิม” ด้วยเนื้อจากพืชและเนื้อเพาะเลี้ยงจากเซลล์ ซึ่งผลิตในโรงงานลักษณะเดียวกับโรงหมักเบียร์ โดยไม่ต้องเลี้ยงหรือฆ่าสัตว์ ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์จะต้องมีรสชาติใกล้เคียงหรือเหมือนเนื้อจริง และมีราคาพอๆ กันหรือถูกกว่า จึงจะดึงดูดผู้บริโภคได้

เขาเปรียบโปรตีนทางเลือกเหล่านี้กับรถยนต์ไฟฟ้า ที่ให้ประสบการณ์เทียบเท่าหรือดีกว่าเทคโนโลยีเดิม แต่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า พร้อมเชื่อว่า หากเทคโนโลยีไปถึงจุดที่ราคาและรสชาติเท่ากัน การเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

นักวิเคราะห์จากบริษัทที่ปรึกษาและสถาบันการเงินหลายแห่งประเมินว่า ภายในปี พ.ศ. 2593 โปรตีนทางเลือกอาจครองสัดส่วนถึงร้อยละ 50 ของตลาดเนื้อทั่วโลก โดยเนื้อสัตว์แบบดั้งเดิมจะเหลือเป็นตลาดเฉพาะกลุ่ม

อย่างไรก็ตาม ฟรีดริชระบุว่า ความก้าวหน้าดังกล่าวต้องอาศัยบทบาทของรัฐบาลในการสนับสนุนงานวิจัยและการขยายกำลังการผลิต เช่นเดียวกับที่เคยเกิดขึ้นกับเทคโนโลยีสำคัญในอดีต ตั้งแต่เพนิซิลลิน อินเทอร์เน็ต ไปจนถึงพลังงานหมุนเวียน

เขายกตัวอย่างว่า หากจีนผลักดันโปรตีนทางเลือกอย่างจริงจัง ก็อาจทำให้อุตสาหกรรมเนื้อสัตว์แบบเดิมเกือบหมดบทบาทภายในกลางศตวรรษ เช่นเดียวกับที่จีนผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าจากสัดส่วนร้อยละ 1 เป็นมากกว่าร้อยละ 50 ภายในเวลาเพียง 10 ปี

ฟรีดริชยังโต้แย้งข้อกังวลเรื่อง “ความรู้สึกขยะแขยง” ต่อเนื้อเพาะเลี้ยง โดยชี้ว่า ผู้คนกินเนื้อเพราะความอร่อยและราคา ไม่ใช่วิธีการผลิต อีกทั้งผลสำรวจยังพบว่ามีผู้บริโภคราวร้อยละ 25–30 สนใจเนื้อเพาะเลี้ยง ซึ่งมากกว่าผู้บริโภคเนื้อจากพืชในปัจจุบันหลายเท่า

ในด้านสุขภาพ เขาระบุว่า เนื้อจากพืชที่ได้รับความนิยมมีไขมัน ไขมันอิ่มตัว และแคลอรีต่ำกว่า ไม่มีคอเลสเตอรอล และมีใยอาหารมากกว่าเนื้อสัตว์ ขณะที่เนื้อเพาะเลี้ยงยังช่วยลดความเสี่ยงจากแบคทีเรีย การดื้อยาปฏิชีวนะ และการเกิดโรคระบาดจากสัตว์

ฟรีดริชเชื่อว่า นอกจากเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว โปรตีนทางเลือกยังเป็นประเด็นด้านความมั่นคงทางอาหารและความมั่นคงของชาติ โดยประเทศอย่างอิสราเอล สิงคโปร์ และจีน ต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีนี้เพื่อลดการพึ่งพาการนำเข้าอาหาร

ท้ายที่สุด เขาตั้งคำถามว่า ความต้องการเนื้อของมนุษยชาติจะถูกตอบสนองด้วยเทคโนโลยี หรือจะกลายเป็นแรงผลักที่ทำลายโลก และคำตอบนั้นจะขึ้นอยู่กับว่า โปรตีนทางเลือกจะประสบความสำเร็จเพียงใดในทศวรรษข้างหน้า

ที่มาข้อมูล : Reuters

ที่มารูปภาพ : Getty Images/Cindy Ord

sticky-bar-top