
นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า โลกกำลังเข้าใกล้ “จุดที่ไม่อาจหวนกลับ” มากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งหากภาวะโลกร้อนยังคงดำเนินต่อไป อาจกระตุ้นให้เกิดจุดเปลี่ยนของระบบภูมิอากาศ (climate tipping points) ที่นำไปสู่ปฏิกิริยาลูกโซ่และวงจรสะท้อนกลับ ทำให้โลกเข้าสู่สภาวะ “โลกเรือนกระจก” หรือ “Hothouse Earth” ที่รุนแรงยิ่งกว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ 2–3 องศาเซลเซียสที่โลกกำลังมุ่งหน้าไปถึงในปัจจุบัน
รายงานซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ระบุว่า แม้ขณะนี้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นราว 1.3 องศาเซลเซียส แต่สภาพอากาศสุดขั้วก็เริ่มคร่าชีวิตและทำลายวิถีชีวิตผู้คนทั่วโลกแล้ว นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากอุณหภูมิเพิ่มขึ้นถึง 3–4 องศาฯ เศรษฐกิจและสังคมอาจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ตามรูปแบบเดิม และหากเข้าสู่เส้นทาง “โลกเรือนกระจก” โลกจะยิ่งร้อนและรุนแรงกว่านั้นอีก
สรุปข่าว
นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า โลกกำลังเข้าใกล้ “จุดที่ไม่อาจหวนกลับ” มากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ซึ่งหากภาวะโลกร้อนยังคงดำเนินต่อไป อาจกระตุ้นให้เกิดจุดเปลี่ยนของระบบภูมิอากาศ (climate tipping points) ที่นำไปสู่ปฏิกิริยาลูกโซ่และวงจรสะท้อนกลับ ทำให้โลกเข้าสู่สภาวะ “โลกเรือนกระจก” หรือ “Hothouse Earth” ที่รุนแรงยิ่งกว่าการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิ 2–3 องศาเซลเซียสที่โลกกำลังมุ่งหน้าไปถึงในปัจจุบัน
รายงานซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ระบุว่า แม้ขณะนี้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นราว 1.3 องศาเซลเซียส แต่สภาพอากาศสุดขั้วก็เริ่มคร่าชีวิตและทำลายวิถีชีวิตผู้คนทั่วโลกแล้ว นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากอุณหภูมิเพิ่มขึ้นถึง 3–4 องศาฯ เศรษฐกิจและสังคมอาจไม่สามารถดำเนินต่อไปได้ตามรูปแบบเดิม และหากเข้าสู่เส้นทาง “โลกเรือนกระจก” โลกจะยิ่งร้อนและรุนแรงกว่านั้นอีก
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า ทั้งประชาชนและผู้กำหนดนโยบายส่วนใหญ่ยังไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงของการก้าวข้ามจุดเปลี่ยนดังกล่าว โดยแม้การลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างรวดเร็วจะเป็นเรื่องท้าทาย แต่หากโลกเข้าสู่เส้นทางนี้แล้ว การย้อนกลับอาจแทบเป็นไปไม่ได้ แม้จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภายหลังก็ตาม
งานวิจัยที่เผยแพร่ในวารสาร One Earth ได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวงจรสะท้อนกลับของภูมิอากาศและ “องค์ประกอบเสี่ยงต่อจุดเปลี่ยน” จำนวน 16 ระบบ เช่น แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกา ธารน้ำแข็งบนภูเขา น้ำแข็งทะเลขั้วโลก ป่ากึ่งอาร์กติก ชั้นดินเยือกแข็งถาวร ป่าแอมะซอน และกระแสน้ำมหาสมุทรแอตแลนติก (AMOC) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อภูมิอากาศโลก
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า จุดเปลี่ยนบางส่วนอาจเริ่มเกิดขึ้นแล้ว โดยเฉพาะในกรีนแลนด์และแอนตาร์กติกาตะวันตก ขณะที่ชั้นดินเยือกแข็งถาวร ธารน้ำแข็ง และป่าแอมะซอนอยู่ในภาวะใกล้ถึงจุดวิกฤต นอกจากนี้ กระแสน้ำ AMOC ยังแสดงสัญญาณอ่อนกำลัง ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเสื่อมโทรมของป่าแอมะซอน และปล่อยคาร์บอนจำนวนมหาศาลกลับสู่ชั้นบรรยากาศ ยิ่งเร่งให้โลกร้อนขึ้น
นักวิจัยย้ำว่า แม้ความเสี่ยงจะยังไม่สามารถระบุช่วงเวลาได้อย่างชัดเจน แต่หลักฐานล่าสุดบ่งชี้ว่าหลายระบบของโลกอาจเข้าใกล้ความไม่เสถียรมากกว่าที่เคยเชื่อ และมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศในปัจจุบันยังไม่เพียงพอ
นักวิทยาศาสตร์เคยเตือนถึงแนวโน้ม “โลกเรือนกระจก” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 โดยระบุว่า หากเกิดขึ้นจริง อุณหภูมิโลกอาจสูงกว่าระดับ 4 องศาเซลเซียสเป็นเวลาหลายพันปี ส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอย่างมหาศาล เมืองชายฝั่งทั่วโลกเสี่ยงจมใต้น้ำ และก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคมมนุษย์อย่างรุนแรง ฉับพลัน และยากจะหลีกเลี่ยง
- ซีกโลกใต้เดือดรับปี 69 ไฟป่าลามหนักหลายประเทศ ขนาด “ลานีญา” ก็เอาไม่อยู่
- เตือนอีกไม่กี่ทศวรรษ บ้าน 9 ใน 10 หลังใน “เบลเยียม” อาจอยู่ไม่ไหวเพราะร้อนจัด
- เปิดศักราชปี 69 อย่างปั่นป่วน ทั่วโลกเจอสภาพอากาศสุดขั้ว หนาวจัด-ร้อนเดือดตั้งแต่ต้นปี
- ฟ้าใสแต่โลกร้อน! เมื่อจีนลดมลพิษสำเร็จ แต่กลับเร่งอุณหภูมิโลกโดยไม่ตั้งใจ
- ยิ่งเศรษฐกิจโต โลกยิ่งร้อน!

