
แม้อวกาศจะกว้างใหญ่ไพศาล แต่สภาพแวดล้อมวงโคจรรอบโลกกำลังแออัดขึ้นอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะในวงโคจรต่ำของโลก (Low-Earth Orbit) ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของดาวเทียมสื่อสารและดาวเทียมสำรวจโลก ปริมาณ “ขยะอวกาศ” เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นความเสี่ยงร้ายแรงต่อทั้งความปลอดภัยและเศรษฐกิจโลก และกำลังผลักดันให้เกิดคำถามสำคัญว่า ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการปัญหานี้?
ผู้เชี่ยวชาญจาก Center for Security and Emergency Technology ระบุว่า ปัจจุบันมีเศษซากอวกาศมากกว่า 34,000 ชิ้นที่มีขนาดใหญ่กว่า 10 เซนติเมตร หรือประมาณผลส้มโอ โคจรรอบโลก เพิ่มขึ้นกว่า 1 ใน 3 จากเมื่อ 3 ปีก่อน และอาจเพิ่มเป็น 2 เท่าภายในปี 2075
ขยะอวกาศเหล่านี้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงถึง 29,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงมีมูลค่าสูงมาก เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ยานอวกาศ Shenzhou-21 ของจีนถูกอนุภาคขนาดเล็กชน ส่งผลให้นักบินอวกาศ 3 คนติดค้างอยู่ในอวกาศชั่วคราว แม้จะสามารถกลับโลกได้ในภายหลัง แต่การส่งยานใหม่ฉุกเฉินอาจต้องใช้งบประมาณสูงถึง 100–250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ดาวเทียมทหารของสเปนดวงหนึ่งได้รับความเสียหายจนไม่สามารถกู้คืนได้จากการชนขยะอวกาศ ส่งผลให้มีการเรียกร้องค่าสินไหมประกันมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์
นอกเหนือจากมิติทางการเงิน ขยะอวกาศยังส่งผลต่อชีวิตมนุษย์ในหลายด้าน ตั้งแต่การพยากรณ์ภูมิอากาศ ไปจนถึงการติดตามและป้องกันการค้ามนุษย์ อาร์ตี ฮอลลา-ไมนนี ผู้อำนวยการ United Nations Office for Outer Space Affairs ระบุว่า “การใช้อวกาศอย่างปลอดภัย สงบ และยั่งยืน เป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนบนโลก”
สรุปข่าว
แม้อวกาศจะกว้างใหญ่ไพศาล แต่สภาพแวดล้อมวงโคจรรอบโลกกำลังแออัดขึ้นอย่างน่ากังวล โดยเฉพาะในวงโคจรต่ำของโลก (Low-Earth Orbit) ซึ่งเป็นเส้นทางหลักของดาวเทียมสื่อสารและดาวเทียมสำรวจโลก ปริมาณ “ขยะอวกาศ” เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นความเสี่ยงร้ายแรงต่อทั้งความปลอดภัยและเศรษฐกิจโลก และกำลังผลักดันให้เกิดคำถามสำคัญว่า ใครควรเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการจัดการปัญหานี้?
ผู้เชี่ยวชาญจาก Center for Security and Emergency Technology ระบุว่า ปัจจุบันมีเศษซากอวกาศมากกว่า 34,000 ชิ้นที่มีขนาดใหญ่กว่า 10 เซนติเมตร หรือประมาณผลส้มโอ โคจรรอบโลก เพิ่มขึ้นกว่า 1 ใน 3 จากเมื่อ 3 ปีก่อน และอาจเพิ่มเป็น 2 เท่าภายในปี 2075
ขยะอวกาศเหล่านี้เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงถึง 29,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความเสียหายที่เกิดขึ้นจึงมีมูลค่าสูงมาก เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ยานอวกาศ Shenzhou-21 ของจีนถูกอนุภาคขนาดเล็กชน ส่งผลให้นักบินอวกาศ 3 คนติดค้างอยู่ในอวกาศชั่วคราว แม้จะสามารถกลับโลกได้ในภายหลัง แต่การส่งยานใหม่ฉุกเฉินอาจต้องใช้งบประมาณสูงถึง 100–250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ดาวเทียมทหารของสเปนดวงหนึ่งได้รับความเสียหายจนไม่สามารถกู้คืนได้จากการชนขยะอวกาศ ส่งผลให้มีการเรียกร้องค่าสินไหมประกันมูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์
นอกเหนือจากมิติทางการเงิน ขยะอวกาศยังส่งผลต่อชีวิตมนุษย์ในหลายด้าน ตั้งแต่การพยากรณ์ภูมิอากาศ ไปจนถึงการติดตามและป้องกันการค้ามนุษย์ อาร์ตี ฮอลลา-ไมนนี ผู้อำนวยการ United Nations Office for Outer Space Affairs ระบุว่า “การใช้อวกาศอย่างปลอดภัย สงบ และยั่งยืน เป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนบนโลก”
ท่ามกลางความกังวลนี้ “ไมเคิล มาเนลลี” ได้เสนอแนวคิดใหม่ที่อาจเปลี่ยนเกม ด้วยการผสานกฎระเบียบ เทคโนโลยี และพลังของภาคการเงิน ผ่านโครงการ Space Protection Initiative โดยเสนอให้จัดตั้ง “พันธบัตรประกันการกำจัดขยะอวกาศ” หรือ SPADRIBs (Space Debris Removal Insurance Bonds)
แนวคิดดังกล่าวคือการบังคับให้ผู้ปล่อยดาวเทียมต้องมีพันธบัตรหรือประกันค้ำประกัน เพื่อให้มีเงินสำรองเพียงพอสำหรับการนำดาวเทียมที่หมดอายุหรือชำรุดออกจากวงโคจร แม้ในกรณีที่บริษัทผู้ดำเนินการล้มละลาย มาเนลลีอธิบายว่า หลักการนี้คล้ายกับประกันการเดินเรือหรือการบิน ที่ไม่มีท่าเรือหรือสนามบินใดอนุญาตให้ใช้งาน หากไม่มีใบรับรองประกัน
บริษัทประกันและผู้รับประกันภัยจะประเมินความเสี่ยงและฐานะทางการเงินของผู้ประกอบการอวกาศ ผู้ที่มีความมั่นคงสูงจะจ่ายเบี้ยต่ำกว่า เพื่อให้แน่ใจว่าเงินเบี้ยรวมเพียงพอต่อการกำจัดขยะอวกาศในอนาคต
ความเคลื่อนไหวสำคัญเกิดขึ้นแล้วในปี 2024 เมื่อกลุ่มบริษัทรับประกันภัยระดับโลก 6 แห่ง ออกหนังสือเชิญชวนเบื้องต้น เสนอความคุ้มครองสูงสุดถึง 500 ล้านดอลลาร์ต่อผู้ประกอบการ แต่ตั้งเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ คือ ต้องมีเทคโนโลยีกำจัดขยะอวกาศได้จริง และหน่วยงานกำกับดูแลต้องบังคับใช้ SPADRIBs เป็นเงื่อนไขการปล่อยยาน
ด้านเทคโนโลยี ความหวังเริ่มเป็นรูปธรรมมากขึ้น เมื่อบริษัท Astroscale จากญี่ปุ่น เริ่มภารกิจจับและนำดาวเทียมออกจากวงโคจร ขณะที่ European Space Agency และศูนย์อวกาศเซอร์รีย์ในสหราชอาณาจักร กำลังทดสอบเทคโนโลยีหลากหลายรูปแบบ
อย่างไรก็ตาม ด้านกฎระเบียบยังคืบหน้าอย่างเชื่องช้า แม้จะมี 56 ประเทศลงนามใน Commonwealth Space Collaboration เมื่อปี 2024 เพื่อผลักดันศักยภาพการกำจัดขยะอวกาศภายในปี 2030 กฎหมายระดับชาติส่วนใหญ่ยังไม่บังคับให้มีประกันดังกล่าว
ในสหรัฐฯ Federal Communications Commission เริ่มดำเนินการบังคับใช้กฎขยะอวกาศเป็นครั้งแรกในปี 2023 โดยปรับเครือข่ายดาวเทียม DISH เป็นเงิน 150,000 ดอลลาร์ จากกรณีไม่สามารถนำดาวเทียม EchoStar-7 ออกจากวงโคจรได้ตามแผน ซึ่งถูกมองว่าเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการบังคับใช้กฎหมาย
ผู้เชี่ยวชาญยอมรับว่า SPADRIBs อาจไม่สามารถแก้ปัญหาขยะอวกาศที่มีอยู่แล้วได้ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการ “หยุดไม่ให้ปัญหาเลวร้ายลง” โดย เอียน เรย์โนลด์ส จากบริษัทประกันต่อ Peak Re ระบุว่า ประเทศแรกที่ออกกฎหมายบังคับใช้แนวคิดนี้ อาจกลายเป็นต้นแบบสำคัญของโลก
ในยุคที่อวกาศกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของมนุษยชาติ คำถามว่า ใครจะจ่าย อาจกำลังได้คำตอบจากโลกการเงิน ก่อนที่ขยะอวกาศจะกลายเป็นวิกฤตที่แก้ไม่ทัน
- รู้จัก “Omlet” ยิงเลเซอร์จากโลก เบี่ยงทิศทาง “ขยะอวกาศ” ลดเสี่ยงชนดาวเทียม
- นักวิจัยใช้ “เซนเซอร์แผ่นดินไหว” ตามรอย “ขยะอวกาศ” ตกสู่โลก แม่นยำกว่าที่เคย
- มลพิษ “แม่น้ำยมุนา” อินเดีย ทำชาวเมืองหลายล้ายคนขาดน้ำ
- จับตาภารกิจประวัติศาสตร์ ส่ง “มนุษย์สู่ดวงจันทร์” ของนาซา แม้ยานยังถูกกังขาเรื่องความปลอดภัย
- "เสื้อกันหนาวมือสอง" ทางเลือกแฟชั่นยั่งยืน
