วิกฤตเงียบในแดนหนาว ดินเยือกแข็งละลาย ดันภัย “ดินถล่ม” รุนแรงขึ้น

Share on Line Share on Facebook Share on X
วิกฤตเงียบในแดนหนาว  ดินเยือกแข็งละลาย  ดันภัย “ดินถล่ม” รุนแรงขึ้น

ในพื้นที่หนาวเย็นของโลก เช่น แถบอาร์กติกหรือภูเขาสูง พื้นดินจำนวนมากถูกยึดไว้ด้วย “เพอร์มาฟรอสต์” หรือชั้นดินเยือกแข็งที่แข็งตัวตลอดทั้งปีมานานนับพันปี ชั้นดินนี้ทำหน้าที่เหมือนกาวธรรมชาติที่ช่วยยึดดิน หิน และภูเขาให้คงตัว แต่เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพอร์มาฟรอสต์กำลังละลายอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ภูมิประเทศที่เคยมั่นคงเริ่มสูญเสียความแข็งแรง และทำให้ภัยพิบัติอย่างดินถล่มเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้น

 

เพอร์มาฟรอสต์คือชั้นดิน หิน หรือเศษตะกอนที่ถูกแช่แข็งอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยสองปี และบางแห่งคงสภาพแข็งตัวมานานหลายหมื่นปี โดยพบมากในพื้นที่หนาวเย็นของซีกโลกเหนือ เช่น อลาสกา แคนาดา กรีนแลนด์ และไซบีเรีย 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น ชั้นดินเยือกแข็งเหล่านี้เริ่มละลาย น้ำแข็งในดินที่เคยช่วยยึดเกาะดินและหินจึงหายไป ทำให้พื้นดินสูญเสียความแข็งแรงและเกิดการเคลื่อนตัวได้ง่ายขึ้น กระบวนการนี้เพิ่มความเสี่ยงของดินถล่ม หินถล่ม และการทรุดตัวของพื้นดินในหลายพื้นที่ 


สรุปข่าว

“ภาวะโลกร้อน” กำลังทำให้ชั้นดินเยือกแข็ง (เพอร์มาฟรอสต์) ในพื้นที่หนาวเย็นของโลกละลาย ส่งผลให้ดินและภูเขาที่เคยมั่นคงเริ่มอ่อนตัวลงเมื่อน้ำแข็งใต้ดินหายไป โครงสร้างของพื้นดินจึงไม่แข็งแรงเหมือนเดิม ทำให้ดินถล่มและหินถล่มเกิดขึ้นได้ง่ายและรุนแรงมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์เตือนว่า หากอุณหภูมิโลกยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พื้นที่ที่เคยปลอดภัยในเขตหนาวอาจกลายเป็น พื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่มในอนาคต

ในพื้นที่หนาวเย็นของโลก เช่น แถบอาร์กติกหรือภูเขาสูง พื้นดินจำนวนมากถูกยึดไว้ด้วย “เพอร์มาฟรอสต์” หรือชั้นดินเยือกแข็งที่แข็งตัวตลอดทั้งปีมานานนับพันปี ชั้นดินนี้ทำหน้าที่เหมือนกาวธรรมชาติที่ช่วยยึดดิน หิน และภูเขาให้คงตัว แต่เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพอร์มาฟรอสต์กำลังละลายอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ภูมิประเทศที่เคยมั่นคงเริ่มสูญเสียความแข็งแรง และทำให้ภัยพิบัติอย่างดินถล่มเกิดขึ้นบ่อยและรุนแรงขึ้น

 

เพอร์มาฟรอสต์คือชั้นดิน หิน หรือเศษตะกอนที่ถูกแช่แข็งอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยสองปี และบางแห่งคงสภาพแข็งตัวมานานหลายหมื่นปี โดยพบมากในพื้นที่หนาวเย็นของซีกโลกเหนือ เช่น อลาสกา แคนาดา กรีนแลนด์ และไซบีเรีย 

 

อย่างไรก็ตาม เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น ชั้นดินเยือกแข็งเหล่านี้เริ่มละลาย น้ำแข็งในดินที่เคยช่วยยึดเกาะดินและหินจึงหายไป ทำให้พื้นดินสูญเสียความแข็งแรงและเกิดการเคลื่อนตัวได้ง่ายขึ้น กระบวนการนี้เพิ่มความเสี่ยงของดินถล่ม หินถล่ม และการทรุดตัวของพื้นดินในหลายพื้นที่ 


นักวิทยาศาสตร์พบว่าในภูมิประเทศที่มีเพอร์มาฟรอสต์ เมื่อชั้นน้ำแข็งใต้ดินละลาย โครงสร้างของภูเขาหรือเนินดินจะอ่อนตัวลงอย่างมาก ทำให้แม้ฝนตกหรือหิมะละลายเพียงเล็กน้อยก็อาจกระตุ้นให้เกิดดินถล่มได้ นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศยังทำให้ฝนตกหนักหรือสภาพอากาศสุดขั้วเกิดบ่อยขึ้น ซึ่งยิ่งเพิ่มโอกาสเกิดภัยพิบัติทางธรณีวิทยา

 

ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ภูมิประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อชุมชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่หนาวเย็น หลายหมู่บ้าน ถนน หรือโครงสร้างพื้นฐานถูกสร้างบนดินที่เคยแข็งตัว หากเพอร์มาฟรอสต์ละลาย พื้นดินอาจทรุดตัวหรือเกิดดินถล่ม ส่งผลให้บ้านเรือนและโครงสร้างต่าง ๆ เสียหาย

 

นักวิจัยจึงเตือนว่า ในอนาคตเมื่อโลกร้อนขึ้นต่อเนื่อง พื้นที่ที่เคยถูก “ยึด” ไว้ด้วยน้ำแข็งใต้ดินอาจกลายเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยมากขึ้น และดินถล่มอาจเกิดบ่อยขึ้นในหลายภูมิภาคของโลก


การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศกำลังทำให้เพอร์มาฟรอสต์หรือชั้นดินเยือกแข็งละลาย ส่งผลให้พื้นดินสูญเสียความมั่นคงและเพิ่มความเสี่ยงของดินถล่มในพื้นที่หนาวเย็นทั่วโลก การละลายของดินเยือกแข็งจึงไม่เพียงเป็นสัญญาณของโลกร้อน แต่ยังเป็นภัยเงียบที่อาจคุกคามทั้งธรรมชาติและชุมชนมนุษย์ในอนาคต

ที่มาข้อมูล : theworld.org

ที่มารูปภาพ : Reuters