ความปกติใหม่ในยุคโลกเดือด ไทยเสี่ยงแล้ง-น้ำท่วมถี่ขึ้น 2 เท่า

Share on Line Share on Facebook Share on X
ความปกติใหม่ในยุคโลกเดือด ไทยเสี่ยงแล้ง-น้ำท่วมถี่ขึ้น 2 เท่า

รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เปิดเผยในเวทีเสวนาวิชาการหัวข้อ “รู้ทันการเปลี่ยนแปลง พร้อมรับมือแล้งนี้” ว่า แม้ปรากฏการณ์เอลนีโญจะถูกจับตาในฐานะตัวแปรหลักของภัยแล้ง แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์ในปัจจุบันชี้ชัดว่า “ความร้อนสะสมจากภาวะโลกร้อน” เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลกระทบรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


ที่ผ่านมา เหตุการณ์เอลนีโญรุนแรงสูง หรือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก โดยพบในปี พ.ศ. 2526, 2540 และ 2558 ซึ่งในช่วงปี 2558–2559 ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุด โดยมีค่าความรุนแรงสูงถึง 3.4 และทำให้อุณหภูมิในประเทศไทยพุ่งสูงถึง 44.6 องศาเซลเซียส


อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เอลนีโญในช่วงปี พ.ศ. 2566–2567 ซึ่งมีระดับความรุนแรงเพียง 1.8 กลับสร้างความเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจและการเกษตรมากกว่าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจสำคัญอย่าง “ทุเรียน” ที่มีผลผลิตลดลงถึงร้อยละ 52


สรุปข่าว

ท่ามกลางสถานการณ์ภัยแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นในหลายพื้นที่ของโลก รวมถึงประเทศไทย รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี ศุภราทิตย์ นักวิชาการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศออกมาเตือนว่า ปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้มีเพียง “เอลนีโญ” อย่างที่เคยเข้าใจกัน แต่ยังมี “ความร้อนสะสมจากภาวะโลกร้อน” ที่กำลังเร่งให้ผลกระทบรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนทำให้รูปแบบสภาพอากาศเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างชัดเจน ทั้งภัยแล้งที่ยาวนานขึ้น คลื่นความร้อนที่รุนแรงและต่อเนื่องหลายเดือน ไปจนถึงความผันผวนของระบบภูมิอากาศที่ยากต่อการคาดการณ์ ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อเศรษฐกิจ เกษตรกรรม ทรัพยากรน้ำ และสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ถูกจัดให้เป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงสูงของโลก ขณะที่แนวโน้มในอนาคตชี้ว่า เหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วจะเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น จนกลายเป็น “ความปกติใหม่” ที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งตั้งรับและปรับตัวอย่างจริงจัง

รองศาสตราจารย์ ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เปิดเผยในเวทีเสวนาวิชาการหัวข้อ “รู้ทันการเปลี่ยนแปลง พร้อมรับมือแล้งนี้” ว่า แม้ปรากฏการณ์เอลนีโญจะถูกจับตาในฐานะตัวแปรหลักของภัยแล้ง แต่ข้อมูลเชิงประจักษ์ในปัจจุบันชี้ชัดว่า “ความร้อนสะสมจากภาวะโลกร้อน” เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลกระทบรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ


ที่ผ่านมา เหตุการณ์เอลนีโญรุนแรงสูง หรือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก โดยพบในปี พ.ศ. 2526, 2540 และ 2558 ซึ่งในช่วงปี 2558–2559 ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุด โดยมีค่าความรุนแรงสูงถึง 3.4 และทำให้อุณหภูมิในประเทศไทยพุ่งสูงถึง 44.6 องศาเซลเซียส


อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์เอลนีโญในช่วงปี พ.ศ. 2566–2567 ซึ่งมีระดับความรุนแรงเพียง 1.8 กลับสร้างความเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจและการเกษตรมากกว่าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพืชเศรษฐกิจสำคัญอย่าง “ทุเรียน” ที่มีผลผลิตลดลงถึงร้อยละ 52


ข้อค้นพบนี้สะท้อนว่า การพิจารณาความรุนแรงของเอลนีโญเพียงอย่างเดียว ไม่เพียงพอในการอธิบายผลกระทบของภัยแล้งอีกต่อไป แต่จำเป็นต้องพิจารณาร่วมกับแนวโน้มอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลให้ระบบภูมิอากาศมีความแปรปรวนและทวีความรุนแรงมากขึ้น


นอกจากนี้ งานวิจัยล่าสุดยังชี้ว่า ในอนาคตโอกาสเกิดซูเปอร์เอลนีโญอาจลดลง แต่ความรุนแรงของผลกระทบไม่ได้ลดลงตาม โดยเฉพาะอุณหภูมิในช่วงเดือนเมษายนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 0.7 องศาเซลเซียส


ขณะเดียวกัน รายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย จะเผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมบ่อยครั้งขึ้นถึงร้อยละ 200 และมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 20


ประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง คือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของคลื่นความร้อนในอนาคต ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นเพียงช่วงสั้น ๆ อีกต่อไป แต่จะมีลักษณะคล้าย “ฝนตกแช่” กล่าวคือ ช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดของปีอาจยืดเยื้อต่อเนื่องยาวนานถึง 3 เดือน


นักวิชาการเตือนว่า ปรากฏการณ์ความร้อนยาวนานดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ ครอบคลุมทั้งด้านสุขภาพของประชาชน ระบบเกษตรกรรม ทรัพยากรน้ำ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ


ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ประเทศไทยต้องปรับตัวเชิงระบบ ทั้งในด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การวางแผนพัฒนาเมือง และการรับมือความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งกำลังกลายเป็น “ความปกติใหม่” ของโลกในปัจจุบัน

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : Envato