รัฐไม่ประกาศภัยพิบัติ วิกฤตฝุ่น “เชียงใหม่” หวั่นสะเทือนศก.ช่วงสงกรานต์

Share on Line Share on Facebook Share on X
รัฐไม่ประกาศภัยพิบัติ วิกฤตฝุ่น “เชียงใหม่” หวั่นสะเทือนศก.ช่วงสงกรานต์

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก SonthiKotchawatเกี่ยวกับสถานการณ์ฝุ่นพิษ PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่กำลังทวีความรุนแรงต่อเนื่อง ท่ามกลางคำถามจากสังคมว่าเหตุใดภาครัฐจึงยังไม่ประกาศพื้นที่ทั้งจังหวัดเป็น “เขตภัยพิบัติ” หรือ “เขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน” แม้ค่าฝุ่นจะพุ่งสูงกระทบต่อสุขภาพประชาชนในวงกว้าง

 

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือหลักเกณฑ์การประกาศเขตภัยพิบัติของภาครัฐ ที่กำหนดให้ค่าฝุ่นต้องสูงเกิน 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ติดต่อกันอย่างน้อย 5 วัน ซึ่งถือเป็นระดับวิกฤตที่สูงกว่าค่ามาตรฐานสีแดงทั่วไปถึงเท่าตัว เพื่อยืนยันว่าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกินขีดความสามารถในการรับมือของพื้นที่ตามปกติ

สรุปข่าว

“ดร.สนธิ” เตือน สถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ใน“เชียงใหม่”รุนแรง แต่รัฐยังไม่ประกาศทั้งจังหวัดเป็นเขตภัยพิบัติ เพราะเกณฑ์ต้องเกิน 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรต่อเนื่อง 5 วันกังวลกระทบเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์รวมถึงประกันภัยและการบินจึงเลือกประกาศเฉพาะพื้นที่ย่อย เพื่อใช้งบฉุกเฉินแก้ปัญหาโดยลดผลกระทบภาพรวม

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก SonthiKotchawatเกี่ยวกับสถานการณ์ฝุ่นพิษ PM2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงใหม่กำลังทวีความรุนแรงต่อเนื่อง ท่ามกลางคำถามจากสังคมว่าเหตุใดภาครัฐจึงยังไม่ประกาศพื้นที่ทั้งจังหวัดเป็น “เขตภัยพิบัติ” หรือ “เขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน” แม้ค่าฝุ่นจะพุ่งสูงกระทบต่อสุขภาพประชาชนในวงกว้าง

 

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือหลักเกณฑ์การประกาศเขตภัยพิบัติของภาครัฐ ที่กำหนดให้ค่าฝุ่นต้องสูงเกิน 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ติดต่อกันอย่างน้อย 5 วัน ซึ่งถือเป็นระดับวิกฤตที่สูงกว่าค่ามาตรฐานสีแดงทั่วไปถึงเท่าตัว เพื่อยืนยันว่าเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินที่เกินขีดความสามารถในการรับมือของพื้นที่ตามปกติ

ขณะเดียวกัน ยังมีความกังวลด้านเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงใกล้เทศกาลสงกรานต์ซึ่งถือเป็นฤดูกาลท่องเที่ยวสำคัญของภาคเหนือ การประกาศพื้นที่ภัยพิบัติอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการยกเลิกการเดินทาง และกระทบรายได้ของจังหวัดในวงกว้าง นอกจากนี้ ยังอาจมีผลต่อเงื่อนไขประกันภัยและการบิน เช่น การเคลมประกันสุขภาพ หรือความล่าช้าของเที่ยวบินจากปัญหาทัศนวิสัย


ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงเลือกใช้แนวทางประกาศพื้นที่ประสบสาธารณภัยเป็นรายอำเภอหรือรายตำบล เช่น กรณีไฟป่าและหมอกควัน แทนการประกาศทั้งจังหวัด เพื่อให้สามารถใช้งบประมาณฉุกเฉินในการแก้ไขปัญหาได้อย่างยืดหยุ่น โดยไม่ส่งผลกระทบในภาพรวมมากเกินไป

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญและหลายภาคส่วนยังคงเรียกร้องให้มีการเร่งแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค ก่อนที่สถานการณ์จะยิ่งกระทบต่อสุขภาพประชาชนและภาพลักษณ์เศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญที่กำลังจะมาถึง