ไทยส่อวิกฤต “ซูเปอร์เอลนีโญ” ร้อนระอุ-น้ำแห้งขอด-เกษตรพัง ค่าครองชีพพุ่ง คนไทยอ่วมทั้งประเทศ

Share on Line Share on Facebook Share on X
ไทยส่อวิกฤต “ซูเปอร์เอลนีโญ” ร้อนระอุ-น้ำแห้งขอด-เกษตรพัง  ค่าครองชีพพุ่ง คนไทยอ่วมทั้งประเทศ

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เรื่องวิกฤตเอลนีโญ 2569 เมื่อความร้อนและความแล้งท้าทายชีวิตคนไทย


ปี 2569 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศอย่างหนัก จากอิทธิพลของปรากฏการณ์ เอลนีโญ ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงจนเข้าสู่ระดับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงครึ่งหลังของปี ส่งผลให้เกิดอากาศร้อนจัด ภัยแล้ง และฝนทิ้งช่วงยาวนาน ซึ่งอาจกระทบต่อทั้งคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชนไทยในวงกว้าง


ผลกระทบแรกที่เห็นได้ชัดคืออุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ยอาจสูงกว่าปกติถึง 1.5 องศาเซลเซียส และบางพื้นที่อาจแตะระดับ 42–43 องศาเซลเซียส ขณะเดียวกัน ดัชนีความร้อน (Heat Index) ในเดือนเมษายนอาจสูงถึง 60 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับอันตรายและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคลมแดด หรือ Heat Stroke อย่างมาก


สรุปข่าว

“ดร.สนธิ” เตือนปี 2569 ไทยเสี่ยงเผชิญ “เอลนีโญรุนแรง” ทำให้อากาศร้อนจัด ดัชนีความร้อนสูง และเสี่ยงโรคลมแดด ฝนลดลงถึง 40% เกิดภัยแล้ง น้ำขาดแคลน กระทบเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทาน เศรษฐกิจและค่าครองชีพพุ่ง พร้อมปัญหาไฟป่าและฝุ่น PM2.5 จำเป็นต้องเร่งเตรียมรับมือทุกภาคส่วน

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat เรื่องวิกฤตเอลนีโญ 2569 เมื่อความร้อนและความแล้งท้าทายชีวิตคนไทย


ปี 2569 นับเป็นอีกหนึ่งปีที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศอย่างหนัก จากอิทธิพลของปรากฏการณ์ เอลนีโญ ที่มีแนวโน้มทวีความรุนแรงจนเข้าสู่ระดับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ในช่วงครึ่งหลังของปี ส่งผลให้เกิดอากาศร้อนจัด ภัยแล้ง และฝนทิ้งช่วงยาวนาน ซึ่งอาจกระทบต่อทั้งคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชนไทยในวงกว้าง


ผลกระทบแรกที่เห็นได้ชัดคืออุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม อุณหภูมิเฉลี่ยอาจสูงกว่าปกติถึง 1.5 องศาเซลเซียส และบางพื้นที่อาจแตะระดับ 42–43 องศาเซลเซียส ขณะเดียวกัน ดัชนีความร้อน (Heat Index) ในเดือนเมษายนอาจสูงถึง 60 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับอันตรายและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคลมแดด หรือ Heat Stroke อย่างมาก


นอกจากความร้อนแล้ว ภาวะฝนทิ้งช่วงและภัยแล้งยังเป็นอีกปัญหาสำคัญ ปริมาณฝนอาจลดลงถึง 40% ตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน โดยเฉพาะในภาคใต้และภาคตะวันออก พื้นที่นอกเขตชลประทาน เช่น จังหวัดจันทบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และชุมพร มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำทั้งเพื่อการเกษตรและการอุปโภคบริโภค แม้ปัจจุบันปริมาณน้ำในเขื่อนยังอยู่ที่ประมาณ 50% แต่หากฝนทิ้งช่วงยาวนาน ก็อาจส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำสำรองในปีถัดไป

 

ในภาคเกษตรกรรม พืชเศรษฐกิจสำคัญอย่างข้าว อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน มีแนวโน้มให้ผลผลิตลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะพื้นที่ที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก ขณะเดียวกัน ความร้อนที่เพิ่มขึ้นยังทำให้ความต้องการใช้พลังงานสูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งสภาพอากาศที่ร้อนและแห้งยังเอื้อต่อการเกิดไฟป่าและปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ที่รุนแรงขึ้น โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


การรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภาครัฐควรบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยง ภาคเกษตรควรวางแผนเพาะปลูก เลือกพืชที่ทนแล้ง และใช้น้ำอย่างคุ้มค่า ขณะที่ประชาชนควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงอากาศร้อนจัด และเฝ้าระวังโรคที่มากับความร้อนอย่างใกล้ชิด


เมื่ออากาศร้อนจัด ภัยแล้งรุนแรง และน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นความท้าทายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในปี 2569 ประชาชนไทยจึงจำเป็นต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมืออย่างจริงจัง ท่ามกลางภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น รวมถึงราคาพลังงานที่ผันผวน สุดท้ายแล้ว ความอยู่รอดของคนไทยในวิกฤตครั้งนี้ อาจต้องฝากความหวังไว้กับการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพของภาครัฐ ควบคู่ไปกับ

ที่มาข้อมูล : เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat

ที่มารูปภาพ : NOAA