
งานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ระบุว่า คลื่นความร้อนในมหาสมุทรเป็นแหล่งพลังงานที่ทำให้พายุเฮอริเคนและพายุหมุนเขตร้อนในทั่วโลกทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะพายุที่เคลื่อนตัวผ่านบริเวณมหาสมุทรที่อุ่นผิดปกติมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยในปัจจุบัน
อุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรที่สูงขึ้น เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงของพายุ ยิ่งน้ำทะเลร้อนมากขึ้นเท่าไร พายุก็จะมีพลังงานมากขึ้น พายุบางลูกจึงพัฒนาจากระดับธรรมดากลายเป็นพายุที่มีระดับความรุนแรงสูงภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับพายุได้น้อยลง โดยนักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า “คลื่นความร้อนในมหาสมุทร” ซึ่งเกิดถี่ขึ้นเนื่องจากภาวะโลกร้อนที่เร่งอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นทั้งบนบกและในมหาสมุทร หากย้อนกลับไปจะพบว่าในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีพายุหลายลูกที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อพัดขึ้นฝั่งก็สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อพื้นที่ชุมชนชายฝั่งและระบบนิเวศในทะเล
สรุปข่าว
งานวิจัยที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ระบุว่า คลื่นความร้อนในมหาสมุทรเป็นแหล่งพลังงานที่ทำให้พายุเฮอริเคนและพายุหมุนเขตร้อนในทั่วโลกทวีความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะพายุที่เคลื่อนตัวผ่านบริเวณมหาสมุทรที่อุ่นผิดปกติมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเกิดขึ้นบ่อยในปัจจุบัน
อุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรที่สูงขึ้น เปรียบเสมือนเชื้อเพลิงของพายุ ยิ่งน้ำทะเลร้อนมากขึ้นเท่าไร พายุก็จะมีพลังงานมากขึ้น พายุบางลูกจึงพัฒนาจากระดับธรรมดากลายเป็นพายุที่มีระดับความรุนแรงสูงภายในระยะเวลาไม่กี่ชั่วโมง ส่งผลกระทบต่อระยะเวลาในการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับพายุได้น้อยลง โดยนักวิทยาศาสตร์เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า “คลื่นความร้อนในมหาสมุทร” ซึ่งเกิดถี่ขึ้นเนื่องจากภาวะโลกร้อนที่เร่งอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นทั้งบนบกและในมหาสมุทร หากย้อนกลับไปจะพบว่าในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีพายุหลายลูกที่ทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อพัดขึ้นฝั่งก็สร้างความเสียหายอย่างหนักต่อพื้นที่ชุมชนชายฝั่งและระบบนิเวศในทะเล
คลื่นความร้อนในมหาสมุทรไม่ได้ทำให้พายุรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางทะเลโดยตรง ทั้งวิกฤตปะการังฟอกขาว การย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเล สร้างความเสียหายต่อวัฏจักรและห่วงโซ่อาหารในทะเลอีกด้วย
นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า ในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า พื้นที่ชายฝั่งทั่วโลกอาจเผชิญกับความเสี่ยงมากขึ้นทั้งจากคลื่นความร้อนในมหาสมุทรที่เกิดถี่ขึ้น และพายุที่ทวีความรุนแรงอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นความปกติใหม่ ซึ่งหมายถึงหลายประเทศต้องปรับแนวทางในการรับมือจากภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น และระบบนิเวศที่พื้นตัวได้ยากขึ้นกว่าเดิม
- ซูเปอร์ไต้ฝุ่น “ซินลากู” อ่อนกำลังแต่ยังอันตราย หลังถล่มเกาะไซปันเสียหายหนัก
- “อินโดนีเซีย” ซ้อมใหญ่รับไฟป่า แต่ “น้ำ” อาจไม่พอรับมือ
- จับตา “กระแสน้ำแอตแลนติก” เสี่ยงล่มสลายเร็วกว่าที่คาด โลกอาจเผชิญหายนะครั้งใหญ่
- อากาศร้อนจัด กระทบเด็กทารก งานวิจัยชี้เสี่ยงน้ำหนักแรกเกิดต่ำ
- สหรัฐฯ เจอเดือนมีนาคม ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์!
