การวิจัยชี้ เสียงของผู้หญิงสามารถช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและบรรเทาความวิตกกังวลได้

Share on Line Share on Facebook Share on X
การวิจัยชี้ เสียงของผู้หญิงสามารถช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจและบรรเทาความวิตกกังวลได้

ร่างกายมนุษย์มีระบบประสาทอัตโนมัติที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานต่าง ๆ เช่น การเต้นของหัวใจและการหายใจ เมื่อเราเครียดหรือวิตกกังวล ร่างกายจะเข้าสู่โหมดตื่นตัว ทำให้หัวใจเต้นเร็วและรู้สึกไม่สบายใจ

ในทางกลับกัน เมื่อเราได้ยินเสียงที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลาย ระบบประสาทอีกส่วนหนึ่งจะทำงานมากขึ้น ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าลง ร่างกายคลายความตึงเครียด และจิตใจสงบขึ้น

เส้นประสาทเวกัส (Vagus nerve) เป็นส่วนสำคัญของระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ทำหน้าที่ควบคุมการตอบสนองของร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการพักฟื้น เช่น การลดอัตราการเต้นของหัวใจ การควบคุมการหายใจ และการลดระดับความเครียด เมื่อเส้นประสาทเวกัสทำงานได้ดี ร่างกายจะเข้าสู่สภาวะ “พักและฟื้นฟู” ซึ่งตรงข้ามกับภาวะตื่นตัวจากความเครียด

สรุปข่าว

หลายคนอาจเคยสังเกตว่า เมื่อได้ยินเสียงที่นุ่ม อบอุ่น หรือคุ้นเคย เรามักรู้สึกผ่อนคลายโดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะเสียงของผู้หญิงที่พูดอย่างอ่อนโยน หลายคนรู้สึกว่าหัวใจเต้นช้าลง หายใจสบายขึ้น และความกังวลลดลง ความรู้สึกเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากจินตนาการเพียงอย่างเดียว แต่มีคำอธิบายจากงานวิจัยด้านสมองและจิตวิทยารองรับอยู่

ร่างกายมนุษย์มีระบบประสาทอัตโนมัติที่ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานต่าง ๆ เช่น การเต้นของหัวใจและการหายใจ เมื่อเราเครียดหรือวิตกกังวล ร่างกายจะเข้าสู่โหมดตื่นตัว ทำให้หัวใจเต้นเร็วและรู้สึกไม่สบายใจ

ในทางกลับกัน เมื่อเราได้ยินเสียงที่ให้ความรู้สึกปลอดภัยและผ่อนคลาย ระบบประสาทอีกส่วนหนึ่งจะทำงานมากขึ้น ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าลง ร่างกายคลายความตึงเครียด และจิตใจสงบขึ้น

เส้นประสาทเวกัส (Vagus nerve) เป็นส่วนสำคัญของระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ทำหน้าที่ควบคุมการตอบสนองของร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการพักฟื้น เช่น การลดอัตราการเต้นของหัวใจ การควบคุมการหายใจ และการลดระดับความเครียด เมื่อเส้นประสาทเวกัสทำงานได้ดี ร่างกายจะเข้าสู่สภาวะ “พักและฟื้นฟู” ซึ่งตรงข้ามกับภาวะตื่นตัวจากความเครียด

งานวิจัยด้านประสาทวิทยาพบว่า เสียงไม่ได้เป็นเพียงสิ่งเร้าทางการได้ยินเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อระบบประสาทอัตโนมัติ นักวิจัยมักศึกษาประเด็นนี้ผ่านการวัดตัวชี้วัดทางสรีรวิทยา เช่น อัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate) ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ (Heart Rate Variability: HRV) และการเปลี่ยนแปลงของการหายใจ

การทดลองจำนวนมากใช้วิธีให้ผู้เข้าร่วมฟังเสียงที่มีลักษณะแตกต่างกัน เช่น เสียงพูด เสียงร้องเพลง หรือเสียงที่มีจังหวะช้า จากนั้นจึงวัดการเปลี่ยนแปลงของ HRV ซึ่งถือเป็นตัวบ่งชี้การทำงานของเส้นประสาทเวกัส ผลการศึกษามักพบว่าเสียงที่นุ่มนวล สม่ำเสมอ และไม่เร่งเร้า มีแนวโน้มช่วยเพิ่มกิจกรรมของระบบพาราซิมพาเทติก

เสียงของผู้หญิงจำนวนมากมีลักษณะนุ่ม ไม่กระด้าง และมีจังหวะที่ฟังสบาย สมองของเรามักตีความเสียงลักษณะนี้ว่าเป็นเสียงที่ไม่เป็นอันตราย และเชื่อมโยงกับความรู้สึกปลอดภัยหรือการดูแล

เมื่อสมองรับรู้เช่นนี้ ร่างกายจะตอบสนองโดย

  • ลดอัตราการเต้นของหัวใจ
  • หายใจช้าลงและลึกขึ้น
  • ลดความตึงเครียดและความวิตกกังวล

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เสียงผู้หญิงทุกเสียงจะให้ผลเช่นนี้ และเสียงผู้ชายที่พูดอย่างนุ่มนวลก็สามารถให้ผลคล้ายกันได้เช่นกัน สิ่งสำคัญไม่ใช่เพศของเสียง แต่เป็น “น้ำเสียง” และ “ความรู้สึกที่ผู้ฟังรับรู้”

นักวิจัยด้านประสาทวิทยาและจิตวิทยาจาก University College London (UCL) ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านสมองและพฤติกรรมมนุษย์ของยุโรป ได้ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างเสียงมนุษย์ อารมณ์ และการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ

งานวิจัยจาก UCL พบว่า เสียงพูดไม่ได้มีผลเพียงต่อการรับรู้ทางการได้ยินเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลต่อสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความรู้สึกปลอดภัย และการควบคุมการตอบสนองของร่างกาย นักวิจัยใช้การทดลองที่ให้ผู้เข้าร่วมฟังเสียงในลักษณะต่าง ๆ เช่น เสียงที่นุ่มนวล เสียงที่เป็นมิตร หรือเสียงที่เร่งเร้า พร้อมกับวัดการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย

ตัวชี้วัดที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่

  • อัตราการเต้นของหัวใจ
  • ความแปรปรวนของอัตราการเต้นของหัวใจ (HRV)
  • รูปแบบการหายใจ
  • การตอบสนองทางอารมณ์ที่ผู้เข้าร่วมรายงานด้วยตนเอง

ผลการศึกษาชี้ว่า เสียงที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกอบอุ่นและไม่คุกคามสามารถช่วยลดการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับความเครียด และเพิ่มการทำงานของระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ซึ่งรวมถึงการทำงานของเส้นประสาทเวกัส ส่งผลให้หัวใจเต้นช้าลงและความวิตกกังวลลดลง

เสียงของผู้หญิงในมุมมองงานวิจัย

จากกรอบการศึกษาของ UCL เสียงที่มีโทนนุ่ม ชัดเจน และแสดงอารมณ์เชิงบวก ซึ่งพบได้บ่อยในเสียงผู้หญิง สามารถถูกสมองตีความว่าเป็น “สัญญาณของความปลอดภัย” เมื่อสมองรับรู้เช่นนี้ ร่างกายจะเข้าสู่สภาวะผ่อนคลายโดยอัตโนมัติ

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเน้นว่า ผลลัพธ์นี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศของเสียงโดยตรง แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเสียง น้ำเสียง และความรู้สึกที่ผู้ฟังมีต่อเสียงนั้น

sticky-bar-top