"ไวรัสนิปาห์"อันตราย! ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน นักไวรัสวิทยาเผยความยากในการผลิตเกิดจากอะไร?

Share on Line Share on Facebook Share on X
"ไวรัสนิปาห์"อันตราย! ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน นักไวรัสวิทยาเผยความยากในการผลิตเกิดจากอะไร?

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana ถึงความยากในการผลิตวัคซีนป้องกัน ไวรัส Nipah โดยระบุว่า


พอมีข่าวเรื่องไวรัส Nipah ในอินเดีย ก็มีคนหลังบ้านมาถามว่า ทำไมเราไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตัวนี้ ความยากอยู่ตรงไหน?


ความยากไม่ได้อยู่ที่วัคซีนครับ มีวัคซีนทำได้ในแล็บหลายตัวมากๆ ตีพิมพ์ออกมาเยอะพอสมควร แต่ความยากคือ


1. วัคซีนคนต้องมีการทดสอบหลายเฟส ตั้งแต่ความปลอดภัยไปถึงประสิทธิภาพ ซึ่ง การทดสอบประสิทธิภาพได้ต้องมีการทดสอบในสภาวะที่มีการระบาดของเชื้อ ไวรัส Nipah มีการระบาดแบบนานๆ ที และเป็นหย่อมๆ ไม่ได้ระบาดต่อเนื่องเหมือนโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่ ทำให้นักวิจัยหาจังหวะทดสอบยากมาก เพราะไม่รู้ว่าจะระบาดเมื่อไหร่และที่ไหน พอจะไปทดสอบ การระบาดก็อาจจะหยุดไปแล้ว ทำให้ไม่มีข้อมูลยืนยันผล


2. ไวรัสนิปาห์มีความรุนแรงมากและมีอัตราการเสียชีวิตสูง (40-75%) การวิจัยต้องทำในห้องปฏิบัติการชีวนิรภัยระดับสูงสุด (BSL-4) เท่านั้น ซึ่งมีจำนวนน้อยมากทั่วโลก และ ประเทศไทยไม่มี การมีขั้นตอนความปลอดภัยที่เข้มงวดสุดขีดแบบนี้ ทำให้การวิจัยเดินหน้าได้ช้ากว่าไวรัสทั่วไป

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

สรุปข่าว

ปัจจุบันเริ่มมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น mRNAและ Viral Vector ถูกนำมาใช้พัฒนาวัคซีนนิปาห์แล้ว ช่วงปี 2024 ที่ผ่านมา มีวัคซีน เช่น ChAdOx1 NipahB (จากทีม Oxford ที่ทำวัคซีนโควิด AstraZeneca) ได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการทดสอบในมนุษย์แล้ว แต่คิดว่ายังดำเนินไปอย่างช้าๆด้วยเหตุผลข้างต้น

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Anan Jongkaewwattana ถึงความยากในการผลิตวัคซีนป้องกัน ไวรัส Nipah โดยระบุว่า


พอมีข่าวเรื่องไวรัส Nipah ในอินเดีย ก็มีคนหลังบ้านมาถามว่า ทำไมเราไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตัวนี้ ความยากอยู่ตรงไหน?


ความยากไม่ได้อยู่ที่วัคซีนครับ มีวัคซีนทำได้ในแล็บหลายตัวมากๆ ตีพิมพ์ออกมาเยอะพอสมควร แต่ความยากคือ


1. วัคซีนคนต้องมีการทดสอบหลายเฟส ตั้งแต่ความปลอดภัยไปถึงประสิทธิภาพ ซึ่ง การทดสอบประสิทธิภาพได้ต้องมีการทดสอบในสภาวะที่มีการระบาดของเชื้อ ไวรัส Nipah มีการระบาดแบบนานๆ ที และเป็นหย่อมๆ ไม่ได้ระบาดต่อเนื่องเหมือนโควิด-19 หรือไข้หวัดใหญ่ ทำให้นักวิจัยหาจังหวะทดสอบยากมาก เพราะไม่รู้ว่าจะระบาดเมื่อไหร่และที่ไหน พอจะไปทดสอบ การระบาดก็อาจจะหยุดไปแล้ว ทำให้ไม่มีข้อมูลยืนยันผล


2. ไวรัสนิปาห์มีความรุนแรงมากและมีอัตราการเสียชีวิตสูง (40-75%) การวิจัยต้องทำในห้องปฏิบัติการชีวนิรภัยระดับสูงสุด (BSL-4) เท่านั้น ซึ่งมีจำนวนน้อยมากทั่วโลก และ ประเทศไทยไม่มี การมีขั้นตอนความปลอดภัยที่เข้มงวดสุดขีดแบบนี้ ทำให้การวิจัยเดินหน้าได้ช้ากว่าไวรัสทั่วไป

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา นักไวรัสวิทยา ไบโอเทค สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

3. เนื่องจากผู้ติดเชื้อมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับโรคอื่น บริษัทใหญ่ๆเจ้าของเงินทุนจึงมองว่าผลิตออกมาแล้วอาจไม่คุ้มทุน ทำให้ขาดเงินทุนวิจัยต่อเนื่อง โดยเฉพาะการทดสอบเฟสต่างๆใช้งบมหาศาล ไม่มีเงินก็ไม่มีงานครับ


ปัจจุบันเริ่มมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น mRNAและ Viral Vector ถูกนำมาใช้พัฒนาวัคซีนนิปาห์แล้ว ช่วงปี 2024 ที่ผ่านมา มีวัคซีน เช่น ChAdOx1 NipahB (จากทีม Oxford ที่ทำวัคซีนโควิด AstraZeneca) ได้เริ่มเข้าสู่กระบวนการทดสอบในมนุษย์แล้ว แต่คิดว่ายังดำเนินไปอย่างช้าๆด้วยเหตุผลข้างต้น


สำหรับ "ไวรัสนิปาห์" ถือเป็นเชื้อไวรัสที่มีความอันตรายสูง โดยมีค้างคาวผลไม้เป็นพาหะตามธรรมชาติ เชื้อสามารถติดต่อสู่มนุษย์ได้ผ่านการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อน หรือการสัมผัสสารคัดหลั่งจากสัตว์ที่ติดเชื้อ 

นอกจากนี้ยังสามารถแพร่จากคนสู่คนได้ผ่านทางละอองฝอยและน้ำลาย ซึ่งความน่ากลัวของโรคนี้คืออัตราการเสียชีวิตที่สูงถึงร้อยละ 75 ผู้ป่วยมักจะมีอาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัด เช่น มีไข้ อาเจียน และอ่อนเพลีย ก่อนจะพัฒนาไปสู่ปัญหาระบบทางเดินหายใจและภาวะสมองอักเสบที่รุนแรง ซึ่งหากรอดชีวิตมาได้ ผู้ป่วยบางรายอาจยังต้องเผชิญกับผลกระทบทางระบบประสาทในระยะยาว


sticky-bar-top