
จากเหตุการณ์นักฟุตบอลชายวัย 45 ปี วูบหมดสติ ล้มลงกลางสนาม ระหว่างแข่งขันฟุตบอลลีกท้องถิ่นใน จ.ภูเก็ต ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา เบื้องต้นคาดว่าอาจเกิดจากอาการฮีทสโตรก หรืออาการหัวใจวาย
ฮีทสโตรก คืออะไร อันตรายแค่ไหน นี่คือบทความให้ความรู้ เพื่อให้เรารู้ทัน ป้องกัน และปลอดภัยในช่วงหน้าร้อนค่ะ
ภาวะฮีทสโตรก เป็นภาวะที่อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนร่างกายไม่สามารถที่จะระบายความร้อนออกได้ทัน ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของสมอง และอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย โครงสร้างอวัยวะต่าง ๆเหล่านี้จะทำงานล้มเหลว ดังนั้นจึงส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเสียชีวิตได้อีกด้วย
อุณหภูมิของร่างกายที่เหมาะสม มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของร่างกายและเซลล์ หากอุณหภูมิสูงเกินไป จะส่งผลให้ร่างกายและเซลล์ในร่างกาย ทำงานผิดปกติได้ โดยปกติ อุณหภูมิในร่างกายจะอยู่ที่ 36.7 – 37.5 องศาเซลเซียส เมื่อเกิดภาวะฮีทสโตรก ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอุณหภูมิในร่างกาย เกิน 40.5 องศาเซลเซียส เพราะฉะนั้นอวัยวะต่างๆ จะได้รับความเสียหาย
เมื่อเกิดความร้อนในร่างกาย สิ่งที่ร่างกายจะปรับตัว คือร่างกายจะมีการส่งสัญญาณไปยังสมอง โดยที่สมองส่วนแรก จะกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองทางพฤติกรรม เมื่ออากาศร้อน จะหาที่ร่ม หาเครื่องดื่มที่เย็นดื่ม และอีกส่วนจะเกิดการกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติทำให้เกิดการปรับตัวขึ้น โดยอวัยวะที่สำคัญ ได้แก่ หัวใจ ซึ่งจะทำงานหนักกว่าเดิมเกิน 2 เท่า และผิวหนัง จะมีการปรับตัว 2 อย่างด้วยกัน คือ มีการหลั่งเหงื่อมากขึ้น เพื่อระบายความร้อนได้มากขึ้น และเส้นเลือดที่อยู่บริเวณผิวหนังจะมีการขยายตัวเพื่อรองรับเลือดที่ส่งมาสู่ผิวหนังให้มากขึ้น ซึ่งเลือดจะเป็นตัวนำความร้อนจากแกนกลางในร่างกายมาสู่ผิวหนัง ก่อนจะนำพาความร้อนที่บริเวณผิวหนังกระจายออกสู่สิ่งแวดล้อมต่อไป
ขั้นตอนที่สำคัญของการระบายความร้อนคือ เมื่อมีความร้อนเกิดขึ้นยังแกนกลางของร่างกาย หัวใจจะปั๊มเอาเลือดซึ่งนำความร้อนไปยังเส้นเลือดที่ผิวหนัง เมื่อความร้อนไปกับเลือดไปยังผิวหนัง จะมีระบบการนำพาความร้อนออกสู่บรรยากาศ สิ่งแวดล้อม และมีการหลั่งเหงื่อมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วงที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูง จะมีการทำงานของหัวใจหนักมาก จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ป่วยโรคหัวใจจึงมีความเสี่ยงของการเกิด ฮีทสโตรก สูงขึ้น
สรุปได้ว่า ฮีทสโตรก เกิดจากความร้อนที่เกิดขึ้นในร่างกาย มากกว่าความร้อนที่ระบายออกจากร่างกาย เมื่อความร้อนระบายออกจากร่างกายไม่ทัน ความร้อนหรืออุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้น และเป็นสาเหตุให้เซลล์และอวัยวะต่างๆ ในร่างกายทำงานล้มเหลวตามมา

สรุปข่าว
จากเหตุการณ์นักฟุตบอลชายวัย 45 ปี วูบหมดสติ ล้มลงกลางสนาม ระหว่างแข่งขันฟุตบอลลีกท้องถิ่นใน จ.ภูเก็ต ก่อนเสียชีวิตในเวลาต่อมา เบื้องต้นคาดว่าอาจเกิดจากอาการฮีทสโตรก หรืออาการหัวใจวาย
ฮีทสโตรก คืออะไร อันตรายแค่ไหน นี่คือบทความให้ความรู้ เพื่อให้เรารู้ทัน ป้องกัน และปลอดภัยในช่วงหน้าร้อนค่ะ
ภาวะฮีทสโตรก เป็นภาวะที่อุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนร่างกายไม่สามารถที่จะระบายความร้อนออกได้ทัน ซึ่งส่งผลต่อการทำงานของสมอง และอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย โครงสร้างอวัยวะต่าง ๆเหล่านี้จะทำงานล้มเหลว ดังนั้นจึงส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งเสียชีวิตได้อีกด้วย
อุณหภูมิของร่างกายที่เหมาะสม มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของร่างกายและเซลล์ หากอุณหภูมิสูงเกินไป จะส่งผลให้ร่างกายและเซลล์ในร่างกาย ทำงานผิดปกติได้ โดยปกติ อุณหภูมิในร่างกายจะอยู่ที่ 36.7 – 37.5 องศาเซลเซียส เมื่อเกิดภาวะฮีทสโตรก ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอุณหภูมิในร่างกาย เกิน 40.5 องศาเซลเซียส เพราะฉะนั้นอวัยวะต่างๆ จะได้รับความเสียหาย
เมื่อเกิดความร้อนในร่างกาย สิ่งที่ร่างกายจะปรับตัว คือร่างกายจะมีการส่งสัญญาณไปยังสมอง โดยที่สมองส่วนแรก จะกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองทางพฤติกรรม เมื่ออากาศร้อน จะหาที่ร่ม หาเครื่องดื่มที่เย็นดื่ม และอีกส่วนจะเกิดการกระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติทำให้เกิดการปรับตัวขึ้น โดยอวัยวะที่สำคัญ ได้แก่ หัวใจ ซึ่งจะทำงานหนักกว่าเดิมเกิน 2 เท่า และผิวหนัง จะมีการปรับตัว 2 อย่างด้วยกัน คือ มีการหลั่งเหงื่อมากขึ้น เพื่อระบายความร้อนได้มากขึ้น และเส้นเลือดที่อยู่บริเวณผิวหนังจะมีการขยายตัวเพื่อรองรับเลือดที่ส่งมาสู่ผิวหนังให้มากขึ้น ซึ่งเลือดจะเป็นตัวนำความร้อนจากแกนกลางในร่างกายมาสู่ผิวหนัง ก่อนจะนำพาความร้อนที่บริเวณผิวหนังกระจายออกสู่สิ่งแวดล้อมต่อไป
ขั้นตอนที่สำคัญของการระบายความร้อนคือ เมื่อมีความร้อนเกิดขึ้นยังแกนกลางของร่างกาย หัวใจจะปั๊มเอาเลือดซึ่งนำความร้อนไปยังเส้นเลือดที่ผิวหนัง เมื่อความร้อนไปกับเลือดไปยังผิวหนัง จะมีระบบการนำพาความร้อนออกสู่บรรยากาศ สิ่งแวดล้อม และมีการหลั่งเหงื่อมากขึ้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าในช่วงที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูง จะมีการทำงานของหัวใจหนักมาก จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมผู้ป่วยโรคหัวใจจึงมีความเสี่ยงของการเกิด ฮีทสโตรก สูงขึ้น
สรุปได้ว่า ฮีทสโตรก เกิดจากความร้อนที่เกิดขึ้นในร่างกาย มากกว่าความร้อนที่ระบายออกจากร่างกาย เมื่อความร้อนระบายออกจากร่างกายไม่ทัน ความร้อนหรืออุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้น และเป็นสาเหตุให้เซลล์และอวัยวะต่างๆ ในร่างกายทำงานล้มเหลวตามมา

ฮีทสโตรก แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. ประเภทคลาสสิก เกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนจัด ประกอบกับร่างกายมีความบกพร่องของกลไกระบายความร้อน มักจะพบในกลุ่มผู้ป่วยสูงอายุ และกลุ่มผู้ป่วยเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ปี
2. ประเภทที่มีความสัมพันธ์กับการออกกำลังกายหนัก เช่น นักกีฬาที่ออกกำลังกายในสภาพที่อากาศร้อนจัด ผู้ใช้แรงงานในที่ที่สภาพอากาศร้อนจัดและออกแรงมาก ทหารเกณฑ์ที่ร่างกายไม่ฟิตและได้รับการฝึกหนักในสภาพอากาศร้อน หรือกลุ่มเกษตรกร
ปัจจัยเสี่ยงของภาวะฮีทสโตรก
1. การอยู่ในสภาพอากาศร้อนและอากาศถ่ายเทไม่สะดวก
2. พักผ่อนไม่เพียงพอ ดื่มน้ำไม่เพียงพอ
3. สภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง มีโรคหัวใจ โรคระบบประสาทช่วยเหลือตัวเองไม่ได้
4. การใช้ยาบางชนิด ที่รบกวนต่อระบบการระบายความร้อนของร่างกาย เช่น การใช้ยาขับปัสสาวะ การใช้ยาควบคุมการเต้นของหัวใจ ยาทางจิตเวช เป็นต้น
5. การใช้สารเสพติด สารกระตุ้น และการดื่มสุรา
อาการเบื้องต้นของฮีทสโตรก
– ตัวร้อน อุณหภูมิร่างกายสูง เกิน 40 องศาเซลเซียสขึ้นไป
– มีอาการทางสมอง เนื่องจากสมองเป็นอวัยวะที่ไวต่ออุณหภูมิของร่างกายที่สูงขึ้น ทำให้เกิดอาการทางสมอง ได้แก่ พฤติกรรมผิดปกติ สับสน กระวนกระวาย ตอบสนองช้า เดินเซ อาการชัก โคม่า
ผลกระทบของภาวะฮีทสโตรก
– ความผิดปกติของระบบเลือด ทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ง่ายในหลอดเลือด
– ระบบหายใจล้มเหลว
– การทำงานของตับผิดปกติ ไตวาย
– หัวใจและหลอดเลือดทำงานล้มเหลว
– ภาวะกล้ามเนื้อสลาย

ผศ.นพ.อธิวัฒน์ สุนทรพันธ์ อาจารย์ประจำหน่วยประสาทวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่
การป้องกันตัวเองจากฮีทสโตรก
– สวมเสื้อผ้าที่โปร่งสบาย อากาศถ่ายเทได้ดี
– ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
– คลายร้อนด้วยพัดลม เครื่องปรับอากาศ หรืออาบน้ำเย็นบ่อยๆ
– เลี่ยงหรือลดการทำงานหนัก
– หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมกลางแดด ในสภาพอากาศที่ร้อนจัด
– ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย
การปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำหรับผู้ป่วยฮีทสโตรก
– ทำให้อุณหภูมิร่างกายลดลงระหว่างรอนำส่งโรงพยาบาล
– ย้ายผู้ป่วยมาในที่ร่ม หรือห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ
– คลายเสื้อผ้า ปลดเข็มขัด ถอดรองเท้า ถุงเท้าออก เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้ยิ่งขึ้น
– กันผู้คนที่ห้อมล้อมผู้ป่วยออก เพื่อให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกขึ้น
– จัดท่านอนศีรษะราบ หาของมารองปลายเท้า
– ลดอุณหภูมิของร่างกาย โดยใช้ผ้าชุบน้ำเย็นเช็ดตามร่างกาย รักแร้ คอ ขาหนีบ หรือประคบเย็น หรือใช้พัดลมเป่าระบายความร้อน
– หากผู้ป่วยรู้สึกตัวให้ดื่มน้ำหรือเกลือแร่ เพื่อทดแทนภาวะการขาดน้ำ
- เตือนหน้าร้อนนี้ ค่าดัชนีความร้อนสูงอยู่ในระดับเตือนภัยขึ้นไป แนะวิธีรับมือความร้อน
- เตือนหน้าร้อนระวัง “ฮีทสโตรก” ภัยเงียบใกล้ตัว
- เปิดสถิติปี 68 พบผู้ป่วยโรคลมร้อน 182 ราย เสียชีวิต 21 ราย ส่วนใหญ่ทำงานกลางแจ้ง
- อากาศร้อนปาดเหงื่อ! เปิดพื้นที่อุณหภูมิสูงสุดในไทยแตะ 36.9 องศาฯ
- เตือนภัยฤดูร้อน! กองขยะเสี่ยงลุกไหม้เอง เกิดควันพิษกระทบชุมชน
