SWING CITY สนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ เมืองที่พร้อม "เท" แชมป์เก่า

Share on Line Share on Facebook Share on X
SWING CITY สนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ เมืองที่พร้อม "เท" แชมป์เก่า

การเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ( 2535 -2566 ) คือภาพสะท้อนของพฤติกรรมผู้เลือกตั้งแบบ "Swing Voter" ที่ชัดเจนที่สุดในประเทศไทย 


นั่นเพราะคนกรุงเทพฯไม่ได้ยึดติดกับตัวบุคคลหรือพรรคการเมืองใดแบบถาวร แต่จะเลือกตามกระแส หรือความหวังในการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น 


โดยพฤติกรรมการเลือกตั้งคนกรุงฯมักจะเทคะแนนแบบถล่มทลาย หรือ Landslide ให้กับพรรคการเมืองที่ตอบโจทย์คนเมืองได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความซื่อสัตย์ นโยบายเศรษฐกิจ หรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่เข้มข้น


สรุปข่าว

3 ทศวรรษการเลือกตั้ง กทม. สะท้อนชัดถึงพฤติกรรม "Swing Voter" ที่ไม่ยึดติดพรรคเดิม แต่พร้อมเทคะแนนแบบแลนด์สไลด์ให้กับ 'กระแสความเปลี่ยนแปลง' และนโยบายที่ตอบโจทย์คนเมืองในแต่ละยุคสมัยอย่างแท้จริง

การเลือกตั้งในพื้นที่กรุงเทพมหานครในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ( 2535 -2566 ) คือภาพสะท้อนของพฤติกรรมผู้เลือกตั้งแบบ "Swing Voter" ที่ชัดเจนที่สุดในประเทศไทย 


นั่นเพราะคนกรุงเทพฯไม่ได้ยึดติดกับตัวบุคคลหรือพรรคการเมืองใดแบบถาวร แต่จะเลือกตามกระแส หรือความหวังในการเปลี่ยนแปลงที่สอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนั้น 


โดยพฤติกรรมการเลือกตั้งคนกรุงฯมักจะเทคะแนนแบบถล่มทลาย หรือ Landslide ให้กับพรรคการเมืองที่ตอบโจทย์คนเมืองได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความซื่อสัตย์ นโยบายเศรษฐกิจ หรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่เข้มข้น


หากย้อนไปดูผลการเลือกตั้ง สส. ในกรุงเทพฯ จะเห็นถึงกระแสการเมืองในแต่ละยุคที่มีทั้งจุดสูงสุด และต่ำสุดเป็นไปตามสัจธรรมการเมือง 

22 มีนาคม 2535 ยุค "จำลองฟีเวอร์" 

ถือเป็นยุคที่คนกทม. ศรัทธาในภาพลักษณ์ความสมถะและซื่อสัตย์ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นั่นทำให้พรรคพลังธรรม กวาด สส. ไปถึง 32 ที่นั่ง จากทั้งหมด 35 ที่นั่ง โดยมีพรรคประชากรไทยได้ 2 ที่นั่ง และประชาธิปัตย์เพียง 1 ที่นั่ง


13 กันยายน 2535  กระแสหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

พรรคพลังธรรม ยังคงรักษาแชมป์ได้ 23 ที่นั่ง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์เริ่มขยับขึ้นมาเป็น 9 ที่นั่ง สะท้อนถึงการเริ่มมองหาความเป็นมืออาชีพควบคู่ไปกับอุดมการณ์ประชาธิปไตย


2 กรกฎาคม 2538  จุดเริ่มต้นของ "ทักษิณ" ในสนามกทม.

พรรคพลังธรรมยุคใหม่ที่เปลี่ยนผู้นำจาก พล.ต.จำลอง เป็น ทักษิณ ชินวัตร สามารถคว้าที่นั่ง สส. ได้ 16 ที่นั่ง  โดยมีพรรคประชากรไทยของสมัคร สุนทรเวช ไล่ตามมาที่ 12 ที่นั่ง และประชาธิปัตย์ 7 ที่นั่ง


17 พฤศจิกายน 2539  ประชาธิปัตย์ทวงคืนศรัทธา

พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของชวน หลีกภัย ที่เน้นภาพลักษณ์ความสุขุมและเป็นสถาบันการเมืองที่พึ่งพาได้  ชนะถล่มทลายใน กทม. ได้ถึง 29 ที่นั่ง ในขณะที่พลังธรรมแชมป์เก่าเหลือเพียง 1 ที่นั่งเท่านั้น คือสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ถือเป็นจุดสิ้นสุดยุครุ่งเรืองของพรรคพลังธรรม และทำให้ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรมในเวลาต่อมา  


6 มกราคม 2544  ยุค "นโยบายกินได้"

พรรคไทยรักไทยยุคเริ่มต้น ภายใต้การนำของทักษิณ ชินวัตร กลายเป็นที่ชื่นชอบของคนกรุงที่เริ่มเปลี่ยนจากการเลือกคนดี มาเป็นคนเก่งที่มีภาพลักษณ์นักธุรกิจสมัยใหม่ของทักษิณ  โดยไทยรักไทยเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่กวาด สส.กรุงเทพฯ ไป 29 ที่นั่ง


6 กุมภาพันธ์ 2548 ไทยรักไทยครองเมือง

พรรคไทยรักไทย ทำสถิติใหม่กวาดไป 32 ที่นั่ง ถือเป็นยุคที่นโยบายประชานิยมและผลงานทางเศรษฐกิจครองใจคนทุกระดับในกรุงเทพฯ ทำให้สนามเลือกตั้งในกรุงเทพฯ เหลือที่นั่งให้ประชาธิปัตย์เพียง 4 ที่นั่งเท่านั้น


23 ธันวาคม 2550 และ 3 กรกฎาคม 2554  ฐานที่มั่นของประชาธิปัตย์

พรรคประชาธิปัตย์ กลับมาครองเสียงข้างมากใน กทม. อีกครั้ง โดยกวาดไป27 ที่นั่ง ในปี 2550 และ 23 ที่นั่ง ในปี 2554

โดยการเลือกตั้งหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คนกรุงเลือกประชาธิปัตย์เพื่อเป็นขั้วตรงข้ามกับระบอบทักษิณ โดยมีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นภาพลักษณ์ที่โดนใจชนชั้นกลางเมือง


24 มีนาคม 2562 ประชาธิปัตย์สูญพันธุ์ 

ถือเป็นยุคที่ไม่มีพรรคไหนครองใจคนกรุงเทพฯ ได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเมื่อแชมป์เก่าอย่างพรรคประชาธิปัตย์ไม่สามารถคว้าที่นั่ง สส. ได้เลยแม้แต่ที่นั่งเดียว โดยเป็นการแบ่งพื้นที่ของ พรรคพลังประชารัฐ ที่ได้กระแสจากลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คว้าไป 12 ที่นั่ง ส่วนพรรคเพื่อไทย และ พรรคอนาคตใหม่ แบ่งกันไปพรรคละ 9 ที่นั่ง 


14 พฤษภาคม 2566  ปรากฏการณ์ "กรุงเทพฯ สีส้ม”

พรรคก้าวไกลสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยกระแส "พิธาฟีเวอร์" และความต้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างภายใต้แคมเปญ "ประเทศไทยไม่เหมือนเดิม" กวาดเรียบ 32 ที่นั่ง จาก 33 ที่นั่ง


จะเห็นได้ว่าคนกรุงเทพฯ มีพฤติกรรม "เลือกตามกระแส" มากกว่าความผูกพันกับพรรคการเมืองในระยะยาว เมื่อใดที่พรรคการเมืองเดิมเริ่ม "อิ่มตัว" หรือไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่เปลี่ยนไปได้ คนกทม. จะเป็นกลุ่มแรกที่พร้อมจะเปิดใจให้กับทางเลือกใหม่เสมอ

การเลือกตั้ง สส.กทม. จึงเปรียบเสมือนการส่งสัญญาณไปทั่วประเทศว่า "ทิศทางลม" ของความต้องการประชาชนกำลังมุ่งไปที่จุดใด และใครคือผู้ที่สามารถถือธงนำกระแสนั้นได้สำเร็จ


CONTENT  BY ฟลุ๊ค วุฒิพันธุ์ เปรมาสวัสดิ์  TNN ONLINE 

ที่มาข้อมูล : TNN รวบรวม

ที่มารูปภาพ : Thai News Pix , TNN

sticky-bar-top