เจาะยุทธศาสตร์กล้าธรรม พรรคที่ไม่มีเมืองหลวง แต่ขยายฐานได้ทั้งประเทศ?

Share on Line Share on Facebook Share on X
เจาะยุทธศาสตร์กล้าธรรม พรรคที่ไม่มีเมืองหลวง แต่ขยายฐานได้ทั้งประเทศ?

พรรคกล้าธรรมกับบทบาทใหม่ในโครงสร้างการเมืองไทย จากพรรคเครือข่าย สู่ผู้เล่นระดับกลางในสมการรัฐบาล

ผลการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ทำให้สถานะของ พรรคกล้าธรรม เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากพรรคที่ถูกมองว่าเป็นกลุ่มการเมืองเฉพาะกิจ ขยับขึ้นมาเป็นพรรคขนาดกลางที่มีที่นั่งในสภาจำนวนมากพอจะส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลโดยตรง การเติบโตดังกล่าวไม่ได้เกิดจากกระแสความนิยมระดับชาติ หากแต่เป็นผลของการเมืองเชิงพื้นที่และเครือข่ายท้องถิ่นที่ยังคงมีบทบาทในระบบรัฐสภาไทย

โครงสร้างพรรคและฐานการเมือง

กล้าธรรมถูกขับเคลื่อนโดยเครือข่ายนักการเมืองที่มีประสบการณ์ในพื้นที่ โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นแกนกลางของการจัดทัพ พรรคใช้ยุทธศาสตร์การรีแบรนด์จากกลุ่มการเมืองเดิม เพื่อสร้างอัตลักษณ์ใหม่ในฐานะพรรคที่เน้นการทำงานเชิงภาคสนาม การแก้ปัญหาปากท้อง และนโยบายที่เชื่อมโยงกับเกษตรกรและชุมชนชนบท

แม้พรรคจะสื่อสารคุณค่าเชิงนโยบายในกรอบความเป็นธรรมและการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน แต่ในทางปฏิบัติ กลไกหลักของพรรคยังคงอยู่ที่เครือข่ายการเมืองท้องถิ่นและผู้สมัครที่มีฐานเสียงเดิมในพื้นที่ ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ช่วยให้พรรคสามารถแข่งขันในสนามเขตเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รูปแบบชัยชนะและความหมายทางการเมือง

ผลการเลือกตั้งสะท้อนว่ากล้าธรรมประสบความสำเร็จจากการได้ ส.ส. เขตเป็นสัดส่วนหลัก โดยชัยชนะในหลายพื้นที่เป็นการแข่งขันที่สูสี ไม่ได้ชนะด้วยคะแนนทิ้งห่าง ลักษณะดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าพรรคมีฐานเสียงที่ยึดโยงกับตัวผู้สมัครและบริบทพื้นที่ มากกว่าการพึ่งพาคะแนนนิยมเชิงอุดมการณ์ระดับชาติ

ในเชิงโครงสร้าง การชนะในลักษณะนี้มีความหมายว่า พรรคสามารถรักษาความได้เปรียบในพื้นที่เฉพาะได้ แม้สภาพแวดล้อมทางการเมืองโดยรวมจะเปลี่ยนไป ซึ่งแตกต่างจากพรรคที่อาศัยกระแสระดับชาติเป็นหลัก

สรุปข่าว

วิเคราะห์บทบาทพรรคกล้าธรรมหลังเลือกตั้ง 2569 จากพรรคเครือข่ายท้องถิ่น สู่ผู้เล่นระดับกลางที่มีอิทธิพลต่อการจัดตั้งรัฐบาลผสม

พรรคกล้าธรรมกับบทบาทใหม่ในโครงสร้างการเมืองไทย จากพรรคเครือข่าย สู่ผู้เล่นระดับกลางในสมการรัฐบาล

ผลการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 ทำให้สถานะของ พรรคกล้าธรรม เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ จากพรรคที่ถูกมองว่าเป็นกลุ่มการเมืองเฉพาะกิจ ขยับขึ้นมาเป็นพรรคขนาดกลางที่มีที่นั่งในสภาจำนวนมากพอจะส่งผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลโดยตรง การเติบโตดังกล่าวไม่ได้เกิดจากกระแสความนิยมระดับชาติ หากแต่เป็นผลของการเมืองเชิงพื้นที่และเครือข่ายท้องถิ่นที่ยังคงมีบทบาทในระบบรัฐสภาไทย

โครงสร้างพรรคและฐานการเมือง

กล้าธรรมถูกขับเคลื่อนโดยเครือข่ายนักการเมืองที่มีประสบการณ์ในพื้นที่ โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นแกนกลางของการจัดทัพ พรรคใช้ยุทธศาสตร์การรีแบรนด์จากกลุ่มการเมืองเดิม เพื่อสร้างอัตลักษณ์ใหม่ในฐานะพรรคที่เน้นการทำงานเชิงภาคสนาม การแก้ปัญหาปากท้อง และนโยบายที่เชื่อมโยงกับเกษตรกรและชุมชนชนบท

แม้พรรคจะสื่อสารคุณค่าเชิงนโยบายในกรอบความเป็นธรรมและการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน แต่ในทางปฏิบัติ กลไกหลักของพรรคยังคงอยู่ที่เครือข่ายการเมืองท้องถิ่นและผู้สมัครที่มีฐานเสียงเดิมในพื้นที่ ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ช่วยให้พรรคสามารถแข่งขันในสนามเขตเลือกตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รูปแบบชัยชนะและความหมายทางการเมือง

ผลการเลือกตั้งสะท้อนว่ากล้าธรรมประสบความสำเร็จจากการได้ ส.ส. เขตเป็นสัดส่วนหลัก โดยชัยชนะในหลายพื้นที่เป็นการแข่งขันที่สูสี ไม่ได้ชนะด้วยคะแนนทิ้งห่าง ลักษณะดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าพรรคมีฐานเสียงที่ยึดโยงกับตัวผู้สมัครและบริบทพื้นที่ มากกว่าการพึ่งพาคะแนนนิยมเชิงอุดมการณ์ระดับชาติ

ในเชิงโครงสร้าง การชนะในลักษณะนี้มีความหมายว่า พรรคสามารถรักษาความได้เปรียบในพื้นที่เฉพาะได้ แม้สภาพแวดล้อมทางการเมืองโดยรวมจะเปลี่ยนไป ซึ่งแตกต่างจากพรรคที่อาศัยกระแสระดับชาติเป็นหลัก

ภูมิศาสตร์การเมืองของกล้าธรรม

กล้าธรรมไม่มีฐานที่มั่นในรูปแบบจังหวัดเดียวทั้งจังหวัด แต่มีที่นั่งกระจายอยู่ในหลายภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และบางพื้นที่ในภาคใต้ โดยเฉพาะเขตที่โครงสร้างการเมืองท้องถิ่นยังมีบทบาทสูง

การกระจายตัวของที่นั่งในลักษณะนี้ ทำให้พรรคมีแผนที่อำนาจที่ไม่ขึ้นกับพื้นที่เดียว หากแต่รวมตัวเป็นกลุ่มก้อนทางการเมืองในสภา ซึ่งมีความสำคัญต่อการต่อรองเชิงนโยบายในรัฐบาลผสม

เมื่อเปรียบเทียบคะแนนบัญชีรายชื่อกับจำนวน ส.ส. เขต จะเห็นว่ากล้าธรรมมีฐานคะแนนระดับชาติไม่สูงนัก อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้สะท้อนการวางตำแหน่งพรรคที่มุ่งเน้นการเมืองเชิงพื้นที่เป็นหลัก พรรคไม่ได้ตั้งเป้าขยายฐานคะแนนในเมืองใหญ่หรือกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งรุ่นใหม่ในวงกว้าง แต่เลือกสร้างความแข็งแรงในพื้นที่ที่มีศักยภาพต่อการแปรเป็นอำนาจในสภา

ด้วยจำนวนที่นั่งระดับ 50–60 เสียง กล้าธรรมจึงถูกจัดวางบทบาทเป็นพรรคขนาดกลางที่มีความสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลผสม เสียงของพรรคมีความหมายเชิงนโยบาย โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาคเกษตร การจัดการทรัพยากร และการพัฒนาพื้นที่ชนบท ซึ่งเป็นนโยบายที่ต้องอาศัยงบประมาณและการตัดสินใจเชิงโครงสร้างจากฝ่ายบริหาร

บทบาทดังกล่าวทำให้พรรคกลายเป็นผู้เล่นที่ไม่อาจมองข้าม แม้จะไม่ได้เป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็ตาม

การเติบโตของพรรคกล้าธรรมในการเลือกตั้งปี 2569 แสดงให้เห็นว่า การเมืองเชิงพื้นที่ยังคงเป็นกลไกสำคัญของการเมืองไทย ควบคู่ไปกับการเมืองเมืองใหญ่และกระแสระดับชาติ พรรคที่สามารถรักษาเครือข่ายในพื้นที่ และแปรความสัมพันธ์ทางการเมืองท้องถิ่นให้กลายเป็นที่นั่งในสภา ยังคงมีบทบาทในโครงสร้างอำนาจระดับประเทศ

ภายใต้บริบทดังกล่าว พรรคกล้าธรรมขยับสถานะขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับกลางในระบบรัฐสภา และมีน้ำหนักต่อทิศทางการเมืองหลังการเลือกตั้งอย่างมีนัยสำคัญ หากต้องจัดตั้งรัฐบาลผสม เสียงของพรรคย่อมถูกนำมาคำนวณในสมการอำนาจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มาข้อมูล : TNN เรียบเรียง

ที่มารูปภาพ : thainewspix

บรรณาธิการออนไลน์

sticky-bar-top