เส้นทางศิลปาชีพ บางไทร มรดกแห่งพระพันปีหลวง

Share on Line Share on Facebook Share on X
เส้นทางศิลปาชีพ บางไทร มรดกแห่งพระพันปีหลวง

 

เส้นทางศิลปาชีพ การทรงสร้างงาน และสร้างความยั่งยืนแก่ชุมชนไทย

วันที่ 24 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 ประเทศไทยทั้งชาติอยู่ในความโศกเศร้า เมื่อสำนักพระราชวังประกาศว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคตด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษา 93 พรรษา
พระองค์ทรงเป็น “แม่ของแผ่นดิน” ผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา และทรงอุทิศพระวรกายเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกหมู่เหล่า หนึ่งในพระราชกรณียกิจอันสำคัญ คือ “ศิลปาชีพ” โครงการที่ทรงริเริ่มเพื่อเปลี่ยนภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็นอาชีพ สร้างรายได้และศักดิ์ศรีให้ชาวไทย

กำเนิดแห่งศูนย์ศิลปาชีพบางไทร

ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ก่อตั้งขึ้นจากแนวพระราชดำริของสมเด็จพระพันปีหลวง ผ่านมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เมื่อปี พ.ศ. 2519 เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ห่างไกลได้มีอาชีพเสริมในช่วงว่างเว้นจากฤดูเพาะปลูก

พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าคนไทยทุกคนล้วนมี “สายเลือดของช่างฝีมือ” และหากได้รับการฝึกฝนอย่างจริงจัง จะสามารถสร้างสรรค์งานศิลป์อันทรงคุณค่าได้ พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2532 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา ยืนยันพระปณิธานนั้นอย่างชัดเจน

“ข้าพเจ้านั้นภูมิใจเสมอมาว่า คนไทยมีสายเลือดของช่างฝีมืออยู่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวนา หรืออาชีพใด อยู่สารทิศใด คนไทยมีความละเอียดอ่อนและฉับไวต่อการรับศิลปะทุกชนิด ขอเพียงแต่ให้เขาได้มีโอกาสฝึกฝน เขาก็จะแสดงความสามารถออกมาให้เห็น”

สรุปข่าว

ภายหลังสมเด็จพระพันปีหลวงเสด็จสวรรคต ประเทศไทยรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงสร้าง “ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร” เป็นต้นแบบของการสร้างงานจากภูมิปัญญาไทย ปัจจุบันสานต่อในนาม “ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร” เพื่อให้ชุมชนไทยมีอาชีพและรายได้อย่างยั่งยืน

 

เส้นทางศิลปาชีพ การทรงสร้างงาน และสร้างความยั่งยืนแก่ชุมชนไทย

วันที่ 24 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 ประเทศไทยทั้งชาติอยู่ในความโศกเศร้า เมื่อสำนักพระราชวังประกาศว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จสวรรคตด้วยพระอาการสงบ สิริพระชนมพรรษา 93 พรรษา
พระองค์ทรงเป็น “แม่ของแผ่นดิน” ผู้เปี่ยมด้วยพระเมตตา และทรงอุทิศพระวรกายเพื่อยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทุกหมู่เหล่า หนึ่งในพระราชกรณียกิจอันสำคัญ คือ “ศิลปาชีพ” โครงการที่ทรงริเริ่มเพื่อเปลี่ยนภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็นอาชีพ สร้างรายได้และศักดิ์ศรีให้ชาวไทย

กำเนิดแห่งศูนย์ศิลปาชีพบางไทร

ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ก่อตั้งขึ้นจากแนวพระราชดำริของสมเด็จพระพันปีหลวง ผ่านมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพพิเศษ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ เมื่อปี พ.ศ. 2519 เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ห่างไกลได้มีอาชีพเสริมในช่วงว่างเว้นจากฤดูเพาะปลูก

พระองค์ทรงเล็งเห็นว่าคนไทยทุกคนล้วนมี “สายเลือดของช่างฝีมือ” และหากได้รับการฝึกฝนอย่างจริงจัง จะสามารถสร้างสรรค์งานศิลป์อันทรงคุณค่าได้ พระราชดำรัสเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2532 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา ยืนยันพระปณิธานนั้นอย่างชัดเจน

“ข้าพเจ้านั้นภูมิใจเสมอมาว่า คนไทยมีสายเลือดของช่างฝีมืออยู่ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นชาวไร่ ชาวนา หรืออาชีพใด อยู่สารทิศใด คนไทยมีความละเอียดอ่อนและฉับไวต่อการรับศิลปะทุกชนิด ขอเพียงแต่ให้เขาได้มีโอกาสฝึกฝน เขาก็จะแสดงความสามารถออกมาให้เห็น”

ศูนย์แห่งการเรียนรู้และสร้างอาชีพ

ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร ตั้งอยู่บนพื้นที่กว่า 1,000 ไร่ ตำบลช้างใหญ่ อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดำเนินการโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.)


ศูนย์แห่งนี้เป็นแหล่งรวมการเรียนรู้ด้านหัตถศิลป์ไทยอย่างครบวงจร ทั้งการทอผ้า การปักผ้า การทำเครื่องหนัง การประดิษฐ์หัวโขน และงานเครื่องเรือน ภายใต้คำขวัญ

“หัตถกรรมสืบสาน สรรสร้างอาชีพเสริม เพิ่มพูนรายได้ สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน”

การพัฒนาสู่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร

ต่อมาเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2566 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้โอนคืนพื้นที่และภารกิจของศูนย์ศิลปาชีพ บางไทรฯ ให้แก่ ส.ป.ก. เพื่อสานต่อพระราชปณิธานของสมเด็จพระพันปีหลวง และจัดตั้งเป็น “ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร” โดยสังกัดสำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี

ในปี 2567 ศูนย์ได้กลับมาเปิดให้เยี่ยมชมอีกครั้งในรูปแบบคณะ เพื่อส่งต่อความรู้ด้านศิลปาชีพแก่หน่วยงานและสถาบันการศึกษา พร้อมเปิดหลักสูตรฝึกอบรม 12 แผนก 5 สาขาวิชา ครอบคลุมงานศิลปกรรม ศิลปหัตถกรรม คหกรรม อุตสาหกรรมศิลป์ และช่างอุตสาหกรรม

ศูนย์แห่งการฝึกฝน–สร้างคน–สร้างชุมชน

หลักสูตรของศูนย์แบ่งเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

  1. ฝึกอบรมเพื่อวิสาหกิจชุมชน – สำหรับสมาชิกในเขตปฏิรูปที่ดิน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีมูลค่าสูงขึ้น

  2. ฝึกอบรมสำหรับบุคคลทั่วไป – โดยเฉพาะบุตรหลานเกษตรกร เรียนฟรีตลอดหลักสูตร รุ่นละ 6 เดือน ปีละ 2 รุ่น

ในศูนย์ยังมีอาคารแสดงผลงานสำคัญ เช่น ศาลาพระมิ่งขวัญ หมู่บ้านศิลปาชีพ 4 ภาค และหอประชุมหม่อมราชวงศ์หญิงรสลิน คัคณางค์ ซึ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงผลงานนักเรียนศิลปาชีพ และนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นไทย

กว่า 40 ปีของการดำเนินงาน ศูนย์ศิลปาชีพ บางไทร ได้สร้างช่างฝีมือจำนวนมากทั่วประเทศ หลายคนกลายเป็นผู้ประกอบการและครูช่าง ถ่ายทอดความรู้สู่คนรุ่นใหม่

พระราชดำริด้านศิลปาชีพจึงไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังสร้างศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจในความเป็นไทย นำพาให้ศิลปวัฒนธรรมอยู่คู่สังคมไทยอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์