
วันนี้ (7 มีนาคม 2569) นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า
ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา ตรวจพบสารพิษกลุ่มโลหะหนัก โดยเฉพาะ “สารหนู (Arsenic)” ในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าและละอองไอจากการสูบ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก โดยโลหะหนักดังกล่าวอาจหลุดลอกจากขดลวดในอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้า เมื่อได้รับความร้อนจากแบตเตอรี่
ทำให้น้ำยาระเหยกลายเป็นละอองไอ และผู้สูบหรือผู้ใกล้ชิดอาจสูดดมเข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ บางส่วนยังอาจมาจากสารแต่งกลิ่นรสในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า
สรุปข่าว
วันนี้ (7 มีนาคม 2569) นพ.เอนก มุ่งอ้อมกลาง รองอธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า
ผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา ตรวจพบสารพิษกลุ่มโลหะหนัก โดยเฉพาะ “สารหนู (Arsenic)” ในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าและละอองไอจากการสูบ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก โดยโลหะหนักดังกล่าวอาจหลุดลอกจากขดลวดในอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้า เมื่อได้รับความร้อนจากแบตเตอรี่
ทำให้น้ำยาระเหยกลายเป็นละอองไอ และผู้สูบหรือผู้ใกล้ชิดอาจสูดดมเข้าสู่ร่างกาย นอกจากนี้ บางส่วนยังอาจมาจากสารแต่งกลิ่นรสในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้า
ด้าน ศ.นพ.วินัย วนานุกูล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุว่า สารหนูเป็นโลหะหนักที่มีพิษรุนแรง เมื่อเข้าสู่ร่างกายทางการสูดดม จะกระทบต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดกล่องเสียงอักเสบ หลอดลมอักเสบ และอาจส่งผลต่อระบบประสาท รวมถึงระบบหัวใจ
และหลอดเลือด หากได้รับต่อเนื่องเป็นเวลานาน จะเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งปอด
กรมควบคุมโรค ย้ำเตือนประชาชน ลด ละ เลิก การใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิด เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพตนเองและคนรอบข้าง หากพบเห็นการลักลอบจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านช่องทางต่าง ๆ สามารถแจ้งเบาะแสเพื่อดำเนินคดีได้ผ่านแอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่หรือบุหรี่ไฟฟ้า สามารถขอรับคำปรึกษาได้ที่ สถานพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขใกล้บ้าน หรือโทรสายด่วนเลิกบุหรี่ 1600 ฟรีตลอดวัน
- อาจารย์แพทย์-ทนายจี้พรรคการเมืองใหม่ แบนบุหรี่ไฟฟ้าปกป้องเด็ก
- คนกรุงเทพฯ น่าเป็นห่วง ป่วย"มะเร็งปอด"สูงกว่าเขตอื่น ใน 1 ปี กรุงเทพฯอากาศดีแค่ 38 วัน
- ความสามารถดมกลิ่นของสุนัข ช่วยตรวจหามะเร็งบางชนิดได้
- ไขรหัสลับ"มะเร็ง" 25 ปี จากอดีต ปัจจุบัน สู่อนาคตของการรักษา
- แผ่นแปะอัจฉริยะ ส่งยาตรงจุด-แม่นยำสู่อวัยวะซับซ้อน
ที่มาข้อมูล : กรมควบคุมโรค
ที่มารูปภาพ : กรมควบคุมโรค
