เรอัล มาดริด หรือ บาร์เซโลน่า ทีมใดจะคว้าแชมป์ลาลีกา สเปน

Share on Line Share on Facebook Share on X
เรอัล มาดริด หรือ บาร์เซโลน่า ทีมใดจะคว้าแชมป์ลาลีกา สเปน

ณ เวลานี้การแข่งขันฟุตบอลลาลีกา สเปน ฤดูกาล 2025/26 เดินทางผ่านเกมนัดที่ 24 ไปเป็นที่เรียบร้อย โดยสถานการณ์ในตารางคะแนนเป็นทางฝั่ง เรอัล มาดริด ที่นำเป็นจ่าฝูง กับการมีแต้มมากกว่า บาร์เซโลน่า รองจ่าฝูง 2 คะแนน


ความพ่ายแพ้ในเกมลีกนัดล่าสุดของ บาร์เซโลน่า ที่บุกไปโดน จิโรน่า เชือดมา 1-2 ทำให้โอกาสที่พวกเขาจะทวงคืนตำแหน่งจ่าฝูงหลุดลอยไป


อย่างไรก็ตามด้วยช่องว่างเพียงแค่ 2 แต้ม ทุกอย่างยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เพราะโปรแกรมที่เหลืออีกถึง 14 นัดต่อจากนี้ หนทางยังคงอีกยาวไกล อะไรก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ 


เราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดในแต่ละสัปดาห์ ว่าทีมไหนจะพลาดท่า และทีมไหนจะสามารถช่วงชิงความได้เปรียบในช่วงเวลานั้นไปได้ 


เพราะถ้าหากเราลองย้อนไปในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาล เรอัล มาดริด ก็มีช่วงที่เริ่มต้นได้อย่างร้อนแรง เก็บชัยชนะต่อเนื่อง โกยคะแนนนำจ่าฝูงด้วยช่องว่างที่มากกว่า 2 คะแนนมาแล้ว แต่เล่นไปเล่นมาผลงานตก กลายเป็นว่าเสียตำแหน่งให้ บาร์เซโลน่า อยู่พักใหญ่ๆ กว่าที่สถานการณ์จะกลับมาอยู่ในมือของทัพ "ราชันชุดขาว" อีกครั้ง 


การขับเคี่ยวกันของทั้งสองทีมที่เต็มไปด้วยความเข้มข้น ผลกำไรจึงตกมาอยู่ที่แฟนบอลที่จะได้ดูการแข่งขันของสองสุดยอดทีมในโลกลูกหนัง 


ในช่วงเวลาต่อจากนี้เราจะมาวิเคราะห์กันดูว่าทั้งสองสโมสรจะมีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไรกับฤดูกาลที่เต็มไปด้วยจุดเปลี่ยนและความเข้มข้น


สรุปข่าว

ศึก ลาลีกา ฤดูกาล 2025/26 ผ่าน 24 นัดเรอัล มาดริด นำจ่าฝูงเหนือ บาร์เซโลน่า เพียง 2 แต้ม ยังเหลืออีก 14 เกม ทุกอย่างจึงเปิดกว้าง มาดริดยุค อัลบาโร่ อาร์เบลัว ฟอร์มกำลังมั่นใจเกมรุกลงตัวทั้ง วินิซิอุส และ เอ็มบัปเป้กองกลาง–แนวรับเริ่มนิ่งขึ้นบรรยากาศทีมดี ส่งผลต่อความสม่ำเสมอ ด้านบาร์ซ่าของ ฮันซี่ ฟลิค ยังมีลุ้นเต็มตัวศักยภาพเกมรุกอันตรายเหมือนเดิมแต่ปัญหาแนวรับและอาการบาดเจ็บรบกวนต่อเนื่องทำให้แต้มหล่นในช่วงสำคัญ ช่องว่างแค่ 2 คะแนนชี้ว่าทุกอย่างสูสีวัดกันที่ความนิ่งในโค้งสุดท้ายโดยเฉพาะศึกเอลกลาซิโก้ช่วงท้ายซีซั่นอาจเป็นเกมตัดสินแชมป์ของปีนี้

ณ เวลานี้การแข่งขันฟุตบอลลาลีกา สเปน ฤดูกาล 2025/26 เดินทางผ่านเกมนัดที่ 24 ไปเป็นที่เรียบร้อย โดยสถานการณ์ในตารางคะแนนเป็นทางฝั่ง เรอัล มาดริด ที่นำเป็นจ่าฝูง กับการมีแต้มมากกว่า บาร์เซโลน่า รองจ่าฝูง 2 คะแนน


ความพ่ายแพ้ในเกมลีกนัดล่าสุดของ บาร์เซโลน่า ที่บุกไปโดน จิโรน่า เชือดมา 1-2 ทำให้โอกาสที่พวกเขาจะทวงคืนตำแหน่งจ่าฝูงหลุดลอยไป


อย่างไรก็ตามด้วยช่องว่างเพียงแค่ 2 แต้ม ทุกอย่างยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เพราะโปรแกรมที่เหลืออีกถึง 14 นัดต่อจากนี้ หนทางยังคงอีกยาวไกล อะไรก็ยังสามารถเกิดขึ้นได้ 


เราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดในแต่ละสัปดาห์ ว่าทีมไหนจะพลาดท่า และทีมไหนจะสามารถช่วงชิงความได้เปรียบในช่วงเวลานั้นไปได้ 


เพราะถ้าหากเราลองย้อนไปในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาล เรอัล มาดริด ก็มีช่วงที่เริ่มต้นได้อย่างร้อนแรง เก็บชัยชนะต่อเนื่อง โกยคะแนนนำจ่าฝูงด้วยช่องว่างที่มากกว่า 2 คะแนนมาแล้ว แต่เล่นไปเล่นมาผลงานตก กลายเป็นว่าเสียตำแหน่งให้ บาร์เซโลน่า อยู่พักใหญ่ๆ กว่าที่สถานการณ์จะกลับมาอยู่ในมือของทัพ "ราชันชุดขาว" อีกครั้ง 


การขับเคี่ยวกันของทั้งสองทีมที่เต็มไปด้วยความเข้มข้น ผลกำไรจึงตกมาอยู่ที่แฟนบอลที่จะได้ดูการแข่งขันของสองสุดยอดทีมในโลกลูกหนัง 


ในช่วงเวลาต่อจากนี้เราจะมาวิเคราะห์กันดูว่าทั้งสองสโมสรจะมีจุดเด่นจุดด้อยอย่างไรกับฤดูกาลที่เต็มไปด้วยจุดเปลี่ยนและความเข้มข้น


เรอัล มาดริด ครองจ่าฝูงลาลีกา สเปน


ภายใต้การคุมทัพของ อัลบาโร่ อาร์เบลัว ที่เข้ามาแทนที่ ชาบี อลอนโซ่ แม้ผลงานอาจจะไม่ได้หวือหวา กับการเริ่มต้นด้วยความพ่ายแพ้ต่อ อัลบาเซเต้ ทีมจากดิวิชั่นสอง ตกรอบ 16 ทีมสุดท้ายของศึกโคปา เดล เรย์


แต่หลังจากนั้นเขาพาทีมเดินหน้าโกยแต้มอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีเกมที่พลาดท่าบุกไปพ่าย เบนฟิก้า 2-4 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบลีกเฟส เดือดร้อนต้องไปเล่นในรอบเพลย์ออฟ แต่ภาพรวมก็ถือว่ามีผลงานที่น่าพอใจ กับตัวเลขคุมทีม 8 นัด ชนะ 6 แพ้ 2 


12 มกราคม 2026 คือวันแรกที่ อาร์เบลัว ขยับขึ้นมาคุมทีมชุดใหญ่อย่างเป็นทางการ ในตอนนั้นพวกเขาอยู่ในตำแหน่งรองจ่าฝูง ก่อนที่จะค่อยๆโกยแต้มในลีกอย่างต่อเนื่องกับผลงานชนะ 5 นัดรวด สวนทางกับ บาร์เซโลน่า ที่อยู่ดีดีฟอร์มก็ดร็อปลงไปดื้อๆ ทำแต้มหล่นหายไปหลายนัด จนเสียตำแหน่งผู้นำกลับกลายมาเป็นผู้ตาม 


การมาของ อาร์เบลัว อาจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงทีมในแบบชั่วพริบตาเดียว แต่สิ่งที่สัมผัสได้คือเขามาพร้อมกับความสบายใจของนักเตะในทีมที่กลับมาเล่นได้อย่างมีชีวิตชีวาอีกครั้ง โดยเฉพาะคนที่เป็นหัวใจสำคัญในแนกรุกอย่าง วินิซิอุส จูเนียร์ ที่เคยตกเป็นประเด็นไม่ลงรอยกับเจ้านายคนเก่าอย่าง ชาบี อลอนโซ่


จริงอยู่ที่เมื่อตอนนั้นทั้งโค้ชและบอร์ดบริหารของ เรอัล มาดริด จะออกมาให้สัมภาษณ์ว่าทุกฝ่ายได้เคลียร์ใจกันจบลงไปแล้ว แต่แก้วที่มันร้าวก็ยากที่จะกลับมาสมานให้เหมือนเดิม


เอาง่ายๆดูจากสถิติตัวเลขผลงานการยิงประตูของ วินิซิอุส ที่ซัดไปแล้ว 4 ลูกหลังการเข้ามาของ อาร์เบลัว ในขณะที่ตัวเลขการมีส่วนร่วมกับเกม และลีลาในสนามที่กลับมามั่นใจ มันทำให้อาวุธหนักของทีมที่เคยใช้งานได้ดีกลับมามีประสิทธิภาพอีกครั้ง 


ยิ่งเมื่อบวกกับผลงานที่ร้อนแรงต่อเนื่องของ คีเลียน เอ็มบัปเป้ และการขึ้นมาแจ้งเกิดเต็มตัวของ กอนซาโล การ์เซีย ดาวยิงวัย 21 ปี ที่มาแบบถูกที่ถูกเวลา 


ส่วนแผงกองกลางที่ในยุคของ อลอนโซ่ เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เพราะยังหาชุดที่ลงตัวที่สุดไม่เจอ ทำให้มีหลายครั้งที่สลับสับเปลี่ยนแทบจะทุกช่วง แต่พอ อาร์เบลัว เข้ามาเขาเลือกที่จะไว้ใจ เอดูอาร์โด้ กามาวิงก้า เป็นพลังงานขับเคลื่อนตรงกลาง ทำให้เพื่อนรอบตัวเล่นได้ง่ายขึ้นและมีอิสระในการสร้างสรรค์เกม 


แถมยังมีความโชคดีกับการได้ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่กลับมาฟิตสมบูรณ์อีกครั้ง ทำให้ เฟเดริโก้ บัลเบร์เด้ ที่ต้องแบกรับตำแหน่งแบ็กขวาได้กลับไปอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดของเขาอีกครั้ง กับการเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง ยิ่งทำให้คุณภาพเกมของพวกเขาแข็งแกร่งขึ้นไปอีก 


ตัดมาที่กองหลังก็ได้ทั้ง ดีน เฮาเซ่น ที่หายเจ็บกลับมาทันเวลา รวมถึง อันโตนิโอ รูดิเกอร์ นี่ยังไม่นับการคืนสนามของ ดาวิด อลาบา ทำให้ทรัพยากรณ์ในเกมรับมีทางเลือกใช้งานมากขึ้นกับโปรแกรมแข่งขันที่ต้องลงเล่นแบบถี่ๆ


บรรยากาศในห้องแต่งตัวดี นักเตะเล่นด้วยความสบายใจ มันจึงส่งผลกับฟอร์มในสนาม แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่มีอะไรที่แน่นอน จากนี้ยังคงต้องติดตามดูกันยาวๆว่าผลงานของทีมชุดนี้จะไปสุดที่ตรงไหน ยิ่งเมื่อต้องเจอกับสถานการณ์บีบคั้น ทีมจะสามารถเอาตัวรอดไปได้หรือไม่


เริ่มตั้งแต่เกมที่จะต้องเจอกับ เบนฟิก้า ในรอบเพลย์ออฟ น็อคเอาท์ ของศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นด่านแรก เพราะความผิดพลาดกับการบุกไปพ่ายทีมจากโปรตุเกสทีมนี้มาในนัดสุดท้ายของรอบลีกเฟส นับเป็นผลงานที่เข้ามาขัดความสุขของแฟนๆ ยังดีที่พวกเขามีโอกาสแก้ตัวอีกครั้งกับคู่แข่งเดิมในช่วง 2 เกมต่อจากนี้ 


หากผ่านเบนฟิก้า เข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายต่อไปได้ ก็จะทำให้รอยแผลที่เกิดขึ้นกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ตกสะเก็ดไปแล้ว ถึงเวลานั้นมันจะยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้กับพวกเขาไปได้อีกหลายเท่าตั้ว กับการไล่ล่าความสำเร็จในช่วงครึ่งซีซั่นหลัง 


บาร์เซโลน่า กับบทผู้ตามที่ดี


ตัดมาที่ฝั่งของ บาร์เซโลน่า ภายใต้การคุมทัพของ ฮันซี่ ฟลิค ที่เป้าหมายคือการป้องกันแชมป์ลาลีกา เอาไว้ให้ได้ แม้จะออกสตาร์ทไม่ร้อนแรงเท่าคู่อริ แต่พวกเขาก็รักษามาตรฐานที่ดีของตัวเองมาได้เรื่อยๆ ก่อนจะช่วงชิงจังหวะแซงขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูงอยู่พักใหญ่ๆ


แม้เวลานี้จะเสียตำแหน่งไปแล้ว แต่ช่องว่างเพียงแค่ 2 คะแนน ทีมระดับบาร์ซ่าไม่มีอะไรจะต้องเดือดร้อน เพราะด้วยระยะทางอีกยาวไกล และประสบการณ์ของทีมที่แม้หลายคนจะอายุยังน้อย แต่ความสำเร็จที่เคยทำไว้เมื่อซีซั่นก่อน ก็เป็นตัวชี้วัดได้ว่าพวกเขาแข็งแกร่งเกินวัย 


ทีมของฮันซี่ ฟลิค ก็มีช่วงเวลาที่ต้องแก้ปัญหาเรื่องขุมกำลังหลักที่สลับกันบาดเจ็บเป็นว่าเล่น ย้อนกลับไปในช่วงออกสตาร์ทเขาไม่มีอาวุธหนักอย่าง ราฟินญ่า ที่พักยาว เดือดร้อนต้องไปดึงตัว มาร์คัส แรชฟอร์ด มาช่วยทีม ซึ่งภาพรวมก็ถือว่าทำได้ดี บวกกับผลงานของ ลามัน ยามาล ที่กลับมาเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง


ขณะที่เกมตรงกลางก็ดันมาเสีย เปดรี้ รวมถึง แฟรงกี้ เดอ ยอง 2 ห้องเครื่องคนสำคัญ ทำให้กลายเป็นช่องว่างของทีมอยู่พักใหญ่ๆ กว่าที่ เดอ ยอง จะกลับมาฟิตสมบูรณ์อีกครั้งในเวลานี้ ซึ่งก็ถือว่ากลับมาได้ทันเวลา ในขณะที่ เปดรี้ แฟนๆยังต้องรอคอยต่อไป


แต่ปัญหาที่ดูจะใหญ่กว่าทุกเรื่องคือแผงเกมรับที่คุณภาพดูจะด้อยกว่าเพื่อน หากเทียบกับตำแหน่งอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องประสบการณ์นักเตะ ทำให้หลายครั้งทีมมักจะเสียประตูแบบง่ายๆ แม้จะโดนกลบด้วยเกมรุกที่ยิงคู่แข่งได้มากกว่า แต่เมื่อปืนฝืด ภาพปัญหาในแนวรับของทีมก็เริ่มชัดเจนขึ้นมา


นักเตะอย่าง เปา คูบาร์ซี่ ถือเป็นของดีแต่ยังไม่ใช่เวลานี้ เพราะด้วยวัยเพียงแค่ 18 ปี กับการแบกภาระลงเล่นกองหลังให้ทีมอย่างบาร์เซโลน่า จะหวังให้เด็กเล่นด้วยความนิ่งทุกนัดก็เป็นเรื่องยาก เพราะเขาอยู่ในวัยที่กำลังเรียนรู้ เราจึงเห็นความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง คงต้องปล่อยให้นักเตะได้เก็บเลเวลเพื่อพัฒนาสู่ความเป็นเลิศในอนาคต 


ขณะที่ โรนัลด์ อาเราโฆ ก็ 3 วันดี 4 วันไข้ และนอกจากปัญหาฟอร์มในสนามแล้วยังมีเรื่องส่วนตัวนอกสนามมารบกวนใจ ทำให้มีอยู่ช่วงหนึ่งที่สโมสรให้นักเตะได้ถอยห่างจากฟุตบอลเพื่อออกไปพักกายพักใจให้เต็มที่ ก่อนที่จะกลับมาลงเล่นอีกครั้ง แต่ด้วยคุณภาพโดยรวมก็ยังไม่ใช่ในระดับที่ทีมต้องการ 


ส่วนรุ่นพี่อย่าง อันเดรียส คริสเตนเซ่น ในวัย 29 ปี แทนที่จะอยู่ในช่วงพีคแต่กลายเป็นว่าเจอทั้งอาการบาดเจ็บ ผลงานภาพรวมจึงยังไม่สม่ำเสมอ ทำให้บทบาทส่วนใหญ่ต้องนั่งเป็นตัวสำรองข้างสนาม


ขณะที่แบ็ก 2 ฝั่งก็ไม่โดดเด่นเท่าที่ควร นักเตะอย่าง ฌูลส์ คุนเด้ ทางฝั่งขวาบทจะดีก็ดีใจหาย บทจะเงียบก็หายไปดื้อๆ เกมรุกไม่มา เกมรับหลุด ทำให้ไม่มีความสม่ำเสมอ ส่วนทางฝั่งซ้ายนักเตะอย่าง อเลฮานโดร บัลเด้ แม้จะดูมีของ แต่ด้วยอายุที่เพิ่งจะเพียงแค่ 22 ปี ยังอยู่ในช่วงของการพัฒนา เช่นเดียวกับ เคราร์ด มาร์ติน ทำให้หลายครั้งที่ต้องสลับกันเล่น


ด้วยปัญหานี้ทำให้สโมสรตัดสินใจที่จะไปดึงตัว เจา คันเซโล่ เข้ามาช่วย แต่ก็ดูจะยังไม่ตอบโจทย์เพราะผลงานตกลงไปเยอะหากเทียบกับการเข้ามาในรอบแรก อีกทั้งสภาพร่างกายในวัย 31 ปีก็ไม่เหมือนเดิม 


กลายเป็นว่าคนที่ทำได้มีมาตรฐานที่สุดในแผงเกมรับคือ เอริก การ์เซีย นักเตะสารพัดประโยชน์ ที่มีทั้งช่วงเวลาแบกกองกลางตัวรับ และลงไปยืนเป็นปราการหลังตัวกลาง แต่ด้วยส่วนสูง 180cm แม้ทางบอลจะดี แต่พอโดนลูกกลางอากาศเข้าไปบ่อยๆก็ทำให้เสียเปรียบคู่แข่งอยู่บ่อยครั้ง 


ยิ่งเมื่อต้องเปลี่ยนคู่หูกองหลังบ่อยๆ กลายเป็นว่าเกมรับยังไม่มีความลงตัว หลายครั้งที่ โจน การ์เซีย นายทวารต้องรับบทฮีโร่เซฟสำคัญช่วยทีมเอาไว้ เมื่อถึงช่วงที่เกมรุกฝืด เกมรับไม่ดี ทำให้แต้มหล่นหายไปง่ายๆ และเสียตำแหน่งผู้นำไปในที่สุด


กลายเป็นฤดูกาลที่ทั้งสองทีมต่างก็เจอปัญหาในแบบฉบับของตัวเอง อยู่ที่ว่าฝ่ายไหนจะเอาตัวรอดได้ดีกว่ากัน ระยะห่าง 2 แต้ม คือเครื่องการันตีว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมีความหนักคนละแบบ 


เชื่อว่าจากนี้ทั้งสองทีมจะยังจะเบียดทำแต้มกดดันกันไปมาแบบนี้ในทุกๆสัปดาห์ วัดกันที่ความนิ่งว่าใครจะมีมากกว่ากัน ที่น่าสนใจคือการเจอกันเองในศึกเอลกลาซิโก้ ที่จะเป็นเกมตัดสินแชมป์ของฤดูกาลเลยก็ว่าได้ เพราะกว่าจะถึงเกมนั้นต้องรอกันถึงช่วงท้ายฤดูกาล กับแมตช์เดย์ที่ 35 ไม่รู้ว่าถึงเวลานั้นช่องว่างของทั้งสองทีมจะเป็นอย่างไร 


ยกแรกที่บ้านของ เรอัล มาดริด เป็น บาร์ซ่า พลาดท่าไปก่อน บุกพ่าย 1-2 แต่ในเลก2 พวกเขาจะได้กลับมาเล่นในบ้าน ถือเป็นโอกาสดีที่จะได้ล้างตา น่าจะเป็นอีกหนึ่งเกมนัดหยุดโลกของวงการฟุตบอลที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง 


แฟนๆที่อยากจะรับชมความมันของศึกฟุตบอลลาลีกา สเปน กับการขับเคี่ยวกันของ 2 ทีมยักษ์ใหญ่ของโลก สามารถติดตามการถ่ายทอดสดได้ทุกนัดผ่านทางแอปพลิเคชัน ทรูวิชั่นส์นาว 


✈️⚽ลุ้นเป็น 10 ผู้โชคดี ที่จะได้เข้าไปอยู่ในโมเมนต์ประวัติศาสตร์ นัดชิงชนะเลิศ UEFA Champions League 2025/26 พร้อมสิทธิ์เข้า Hospitality สุดเอ็กซ์คลูซีฟในสนาม Puskás Aréna ณ ประเทศฮังการี


เพียงสมัครแพ็กเกจ TrueVisions Now ที่ร่วมรายการ ก็มีสิทธิ์ลุ้นบินลัดฟ้าชมนัดชิงฯ ที่ประเทศฮังการี รวม 10 รางวัล (1 รางวัลต่อ 1 ผู้โชคดี) พร้อมลุ้น เสื้อฟุตบอลลิขสิทธิ์แท้จาก 4 ทีมดังทุกสัปดาห์


📍ลงทะเบียนร่วมกิจกรรม คลิก https://www.truevisions.co.th/luckydraw/uclfinal2026


📍รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก https://www.truevisions.co.th/DREAMCOMETRUE


⏰ ระยะเวลากิจกรรม 9 กุมภาพันธ์ 69 – 31 มีนาคม 69

✨ ประกาศผู้โชคดีรางวัลใหญ่ วันที่ 7 เมษายน 69


*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทกำหนด


#TrueVisionsNow #NowFootball #Football #UEFAChampionsLeague #NowUCLFinal #DreamComeTrueUCLFinal

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : AFP

sticky-bar-top