สหรัฐฯ สร้าง “แสตมป์ฝั่งสมอง” ชิปที่ทำให้สมองคุยกับ AI ได้ ด้วยความเร็ว 100 Mbps

Share on Line Share on Facebook Share on X
สหรัฐฯ สร้าง “แสตมป์ฝั่งสมอง” ชิปที่ทำให้สมองคุยกับ AI ได้ ด้วยความเร็ว 100 Mbps

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียยูนิเวอร์ซิตี้ (Columbia University) และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดยูนิเวอร์ซิตี้ (Stanford University)ในสหรัฐอเมริกา เปิดตัว BISC (Biological Interface System to Cortex) ชิปฝังสมองลักษณะเหมือน “แสตมป์” ช่วยให้สมองของมนุษย์คุยกับ AI ได้โดยตรง !!

สรุปข่าว

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียยูนิเวอร์ซิตี้ (Columbia University) และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดยูนิเวอร์ซิตี้ (Stanford University)ในสหรัฐอเมริกา เปิดตัว BISC (Biological Interface System to Cortex) ชิปฝังสมองลัษณะเหมือน “แสตมป์” ที่บางและปลอดภัยกว่า ช่วยให้สมองของมนุษย์คุยกับ AI ได้โดยตรงแบบไร้สาย

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียยูนิเวอร์ซิตี้ (Columbia University) และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดยูนิเวอร์ซิตี้ (Stanford University)ในสหรัฐอเมริกา เปิดตัว BISC (Biological Interface System to Cortex) ชิปฝังสมองลักษณะเหมือน “แสตมป์” ช่วยให้สมองของมนุษย์คุยกับ AI ได้โดยตรง !!

BISC คืออะไร ?

BISC (Biological Interface System to Cortex) จัดอยู่ในเทคโนโลยี Brain-Computer Interface หรือ BCI (เบรนคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เฟซ) หรือเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์รูปแบบใหม่ ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มการรับส่งข้อมูลกับสมองให้มากที่สุด และลดความเสียหายของสมองจากการผ่าตัดฝังชิปให้น้อยลงยิ่งกว่าเทคโนโลยีฝังสมองยุคก่อน

โดยจุดเด่นของ BISC คือการออกแบบตัวอุปกรณ์ฝังสมองให้มีลักษณะที่ “บางเฉียบและยืดหยุ่น” แตกต่างจากเทคโนโลยีเชื่อมต่อสมองกับคอมพิวเตอร์เดิม ที่มีข้อจำกัดในเรื่องขนาดอุปกรณ์ ที่ค่อนข้างใหญ่ ทำให้การผ่าตัดฝังอุปกรณ์ เป็นการสร้างภาระให้แก่ร่างกายมากขึ้น

หัวใจหลักของ BISC คือการนำเทคโนโลยีชิปเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) แบบเดียวกับที่ใช้ในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ มาประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์ทางการแพทย์ ทำให้ BISC มีจุดเด่นที่เรื่องของขนาด ที่บางกว่ากระดาษหลายเท่า โดยมีลักษณะเป็น “ชิปซิลิคอน” ที่หนาเพียง 50 ไมครอน สามารถโค้งงอแนบไปกับผิวสมองได้เหมือนกับ “แสตมป์”

ภายในมีอิเล็กโทรด หรือตัวนำไฟฟ้าที่ใช้สัมผัสกับส่วนที่ไม่ใช่โลหะของวงจรไฟฟ้า จำนวน 65,536 จุด ช่องบันทึกสัญญาณสมอง (recording channels) 1,024 ช่อง ช่องกระตุ้นสมอง (stimulation channels) 16,384 ช่อง ทุกระบบถูกรวมไว้บนชิปเดียวด้วยเทคโนโลยี CMOS (Complementary Metal-Oxide-Semiconductor) เทคโนโลยีการผลิตชิปอิเล็กทรอนิกส์

ด้วยขนาดที่เล็กและบางมาก BISC จึงสามารถฝังผ่านแผลผ่าตัดขนาดเล็ก ให้วางอยู่ใต้เยื่อหุ้มสมองได้โดยตรง ตัวชิปไม่มีสายไฟและไม่มีอิเล็กโทรดที่แทงเข้าไปในเนื้อสมอง ช่วยลดการอักเสบของสมองและปัญหาสัญญาณเสื่อมในระยะยาวได้

ในด้านการทำงาน BISC สามารถส่งข้อมูลจากสมองแบบไร้สายไปยังคอมพิวเตอร์ด้วยความเร็ว 100 Mbps เมื่อทำงานร่วมกับ AI ตัวระบบจะสามารถถอดรหัสการเคลื่อนไหวของร่างกาย วิเคราะห์ข้อมูลการรับรู้และประสาทสัมผัส ตรวจจับสภาวะสมอง เพื่อระบุ “ความตั้งใจ” ของผู้ใช้งานออกมาได้ ทำให้ผู้ป่วยที่ไม่สามารถพูดหรือเคลื่อนไหวได้ สามารถสื่อสารกับคอมพิวเตอร์หรือ AI ได้โดยตรงผ่านสมอง

ทีมนักวิจัยเผยว่า "เทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์ทำให้สิ่งนี้เป็นไปได้ เพราะเซมิคอนดักเตอร์ช่วยให้สามารถย่อขนาดอุปกรณ์ต่าง ๆ  ทำให้พลังการประมวลผลของคอมพิวเตอร์เล็กลง จากขนาดเท่าตู้เซฟหลายตู้ ๆ เหลือเพียงขนาดเท่ากระเป๋าสตางค์ใบเดียว ตอนนี้เรากำลังทำเช่นเดียวกันกับอุปกรณ์ฝังในร่างกายทางการแพทย์ ทำให้ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ซับซ้อนสามารถอยู่ในร่างกายได้โดยแทบไม่กินพื้นที่อะไรเลย"

ประโยชน์ทางการแพทย์และอนาคตของมนุษย์

เป้าหมายของเทคโนโลยี BISC ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การรักษา แต่ยังอาจเปลี่ยนวิธีที่มนุษย์โต้ตอบกับเครื่องจักรในอนาคต มันสามารถฟื้นฟูการสื่อสารของผู้ป่วยอัมพาตได้ รวมไปถึงยังช่วยควบคุมอาการชักและโรคทางระบบประสาท พัฒนาอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ไซเบอร์เนติกส์ และยกระดับการควบคุมคอมพิวเตอร์และ AI ให้รวดเร็วและเป็นธรรมชาติกว่าเดิม

โดยในขั้นตอนต่อไป ทีมวิจัยของทั้ง 2 มหาวิทยาลัยได้ก่อตั้งบริษัท Kampto Neurotech (แคมป์โต นิวโรเทค) ขึ้นมา เพื่อผลิต BISC สำหรับใช้ในงานวิจัยโดยเฉพาะ โดยชี้ว่าแนวทางการออกแบบนี้แตกต่างจากเทคโนโลยีคู่แข่งอย่างสิ้นเชิง และมีศักยภาพเหนือกว่าในหลายระดับ

แหล่งที่มา : Columbia University

ที่มาข้อมูล : Columbia University

ที่มารูปภาพ : Columbia University

sticky-bar-top