
รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในการทดลองขุดเจาะและนำโคลนที่มีส่วนประกอบของแรร์เอิร์ธ (Rare Earth) ขึ้นมาจากก้นมหาสมุทรที่ระดับความลึกเกือบ 6,000 เมตร ได้เป็นครั้งแรกของโลก โดยมุ่งหวังที่จะสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรและลดการพึ่งพาการนำเข้าจากจีนที่กำลังใช้นโยบายควบคุมการส่งออกอย่างเข้มงวด
สรุปข่าว
รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ในการทดลองขุดเจาะและนำโคลนที่มีส่วนประกอบของแรร์เอิร์ธ (Rare Earth) ขึ้นมาจากก้นมหาสมุทรที่ระดับความลึกเกือบ 6,000 เมตร ได้เป็นครั้งแรกของโลก โดยมุ่งหวังที่จะสร้างความมั่นคงทางทรัพยากรและลดการพึ่งพาการนำเข้าจากจีนที่กำลังใช้นโยบายควบคุมการส่งออกอย่างเข้มงวด
ภารกิจเรือจิคิวกับความสำเร็จครั้งแรกของโลก
สำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางทะเลและโลกแห่งญี่ปุ่น (JAMSTEC) เปิดเผยว่า เรือขุดเจาะน้ำลึกจิคิว (Chikyu) ได้ประสบความสำเร็จในการดูดโคลนที่มีแร่ธาตุหายากจากความลึก 5,700 ถึง 6,000 เมตร ในเขตเศรษฐกิจจำเพาะ (EEZ) บริเวณน่านน้ำรอบเกาะมินามิโทริชิมะ (Minamitorishima) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากกรุงโตเกียวไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 1,900 กิโลเมตร
การทดสอบครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในโลกที่มีการทดลองนำโคลนแรร์เอิร์ธขึ้นมาจากระดับความลึกดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง โดยใช้ท่อขุดเจาะความยาว 6,000 เมตร ที่ดัดแปลงเทคโนโลยีจากการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เพื่อดูดโคลนขึ้นสู่ผิวน้ำ
ซานาเอะ ทาคาอิจิ (Sanae Takaichi) นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าวผ่านแถลงการณ์ว่า "นี่คือก้าวแรกสู่อุตสาหกรรมการผลิตแรร์เอิร์ธภายในประเทศ... เราจะพยายามสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาประเทศใดประเทศหนึ่งมากเกินไป"
ขุมทรัพย์ใต้ทะเลแหล่งสำรองมหาศาล
พื้นที่รอบเกาะมินามิโทริชิมะถูกค้นพบว่ามีแหล่งแรร์เอิร์ธสะสมอยู่มหาศาลตั้งแต่ปี 2013 โดยนักวิจัยประเมินว่ามีปริมาณสำรองกว่า 16 ล้านตัน ซึ่งเทียบเท่ากับปริมาณสำรองที่ใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ผลการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าโคลนในพื้นที่นี้มีความเข้มข้นของแรร์เอิร์ธสูงมาก โดยเฉพาะแร่ธาตุสำคัญอย่าง ดิสโพรเซียม (Dysprosium) และเทอร์เบียม (Terbium) ซึ่งจำเป็นสำหรับการผลิตแม่เหล็กคุณภาพสูงในรถยนต์ไฟฟ้า (EV), กังหันลม และยุทโธปกรณ์ทางทหาร
การประเมินระบุว่าแหล่งทรัพยากรในพื้นที่เพียง 105 ตารางกิโลเมตร อาจสามารถตอบสนองความต้องการใช้แร่ธาตุบางชนิดของโลกได้นานหลายสิบปี เช่น อิตเทรียม (Yttrium) ที่ใช้ได้นานถึง 62 ปี และยูโรเพียม (Europium) นานถึง 47 ปี
แรงผลักดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์
ความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นในครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันจากจีน ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ควบคุมการผลิตแรร์เอิร์ธประมาณ 70% ของโลก และครองกำลังการกลั่นแร่ถึง 90% โดยเมื่อเดือนตุลาคม 2025 จีนได้ประกาศมาตรการควบคุมการส่งออกแรร์เอิร์ธและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องครั้งใหญ่ที่สุด ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของญี่ปุ่น สหรัฐฯ และยุโรป
นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ทางการทูตที่ตึงเครียดขึ้นหลังจากนายกรัฐมนตรีทาคาอิจิกล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ญี่ปุ่นจะเข้ามามีส่วนร่วมหากจีนใช้ปฏิบัติการทางทหารกับไต้หวัน ส่งผลให้จีนระงับการส่งออกสินค้าที่ใช้ได้สองทาง (Dual-use goods) มายังญี่ปุ่น ทำให้ความกังวลเรื่องการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญทวีความรุนแรงขึ้น
แผนงานในอนาคตและความท้าทาย
รัฐบาลญี่ปุ่นได้ลงทุนไปแล้วกว่า 4 หมื่นล้านเยน หรือ 256 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในโครงการนี้ตั้งแต่ปี 2018 โดยหลังจากความสำเร็จในครั้งนี้ ญี่ปุ่นวางแผนที่จะดำเนินการทดสอบขุดเจาะเต็มรูปแบบในเดือนกุมภาพันธ์ 2027 โดยตั้งเป้าที่จะกู้คืนโคลนให้ได้ 350 ตันต่อวัน และคาดว่าจะเริ่มประเมินความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจเพื่อเข้าสู่กระบวนการผลิตเชิงพาณิชย์หลังปี 2028
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่าการทำเหมืองใต้ทะเลลึกยังมีความท้าทายสูง ทั้งในด้านต้นทุนการดำเนินงานที่มหาศาล และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ยังเป็นข้อกังวลของนักวิทยาศาสตร์และกลุ่มอนุรักษ์ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการฟุ้งกระจายของตะกอน (Sediment plumes) ที่อาจทำลายระบบนิเวศใต้ทะเล
โดยทางด้านเจ้าหน้าที่โครงการระบุว่า จะมีการสร้างโรงงานบนเกาะมินามิโทริชิมะเพื่อรีดน้ำออกจากโคลนและลดปริมาณก่อนขนส่งไปยังแผ่นดินใหญ่เพื่อสกัดและกลั่นต่อไป ซึ่งถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญในการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น
- ญี่ปุ่นเตือนภัยหิมะถล่ม หลังอุณหภูมิพุ่งสูงฉับพลัน
- มือปืนสังหาร "อาเบะ" ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแล้ว หลังถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต
- ผู้นำอังกฤษและญี่ปุ่นคุยชื่นมื่น ร่วมมือกลาโหมและเศรษฐกิจ
- ผลสำรวจชี้ พรรครัฐบาลญี่ปุ่นจะได้ครองเสียงข้างมากในการเลือกตั้ง 8 ก.พ.
- จีนยกเลิกทั้ง 49 เที่ยวบินที่มุ่งหน้าไปญี่ปุ่น หลังขยายนโยบายคืนตั๋วเที่ยวบินไปญี่ปุ่น

