AI Election 2026 ปรากฏการณ์ใหม่พรรคการเมืองแห่ชูนวัตกรรม ปราบโกง-กู้เศรษฐกิจ

Share on Line Share on Facebook Share on X
AI Election 2026 ปรากฏการณ์ใหม่พรรคการเมืองแห่ชูนวัตกรรม ปราบโกง-กู้เศรษฐกิจ

ในการเลือกตั้งปี 2569 นี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวกสบายอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ทุกพรรคการเมืองนำมาเป็นจุดขาย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต แก้ปัญหาคอรัปชัน และกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ โดยสามารถแบ่งกลุ่มนโยบายที่น่าสนใจได้ดังนี้

1. AI และการปราบปรามทุจริต (Governance & Anti-Corruption)
หลายพรรคเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อความโปร่งใส ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของไทย เริ่มจากพรรคเพื่อไทย มุ่งเน้น "รัฐแพลตฟอร์ม" เชื่อมโยงข้อมูลทุกหน่วยงานด้วย AI และ Big Data เพื่อความโปร่งใสและให้เอกชนนำข้อมูลไปต่อยอดได้

พรรคประชาธิปัตย์ นำเสนอแพลตฟอร์มส่องรัฐ เปิดให้ประชาชนตรวจสอบ TOR และการประมูล พร้อมระบบ AI Fraud Radar เพื่อปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ และพรรคโอกาสใหม่ เน้นชูนโยบาย AI for all activities เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และสร้าง Anti-Corruption Platform ให้ประชาชนตรวจสอบได้โดยตรง

2. เศรษฐกิจดิจิทัลและการยกระดับธุรกิจ (Digital Economy & Business)
การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านนวัตกรรม เริ่มจากพรรคประชาชน มุ่งเจาะกลุ่มธุรกิจด้วยซอฟต์แวร์บัญชี POS และระบบชำระเงินออนไลน์ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ

ในขณะที่พรรคไทยก้าวใหม่ เน้นดึงเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ในกลุ่ม AI และ Bio-tech ผ่านโครงการ EEC และจัดตั้ง SME Agency แบบ One-stop Service และพรรคพลังประชารัฐ มุ่งเน้นโครงสร้าง 5G และระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อผลักดัน Regional 4.0 และการสร้าง Smart City

3. การพัฒนาคนและคุณภาพชีวิต (Human Capital & Quality of Life)
พรรคชาติไทยพัฒนา ชูนโยบายเรียน AI ฟรี เพื่อสร้างทักษะให้จบมามีงานทำ และดึงดูดการลงทุนด้วยทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ

พรรคไทยสร้างไทย ชูประเด็นใช้ดิจิทัลและแอปพลิเคชันมือถือเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ใหม่ๆ ผ่านเศรษฐกิจดิจิทัล และพรรคภูมิใจไทย เสนอนำ AI มาใช้ในระบบเฝ้าระวังภัยธรรมชาติและภัยไซเบอร์เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน 

สรุปข่าว

การเลือกตั้งปี 2569 ทุกพรรคการเมืองมุ่งใช้ AI และ Big Data เป็นนโยบายหลักเพื่อยกระดับความโปร่งใส ปราบปรามทุจริต และสร้าง "รัฐแพลตฟอร์ม" ที่ประชาชนตรวจสอบได้ นอกจากนี้ยังเน้นการขับเคลื่อน เศรษฐกิจดิจิทัล ผ่านการสนับสนุน SME, ดึงดูดการลงทุนไฮเทค และพัฒนาทักษะทุนมนุษย์เพื่อสร้าง Smart City และความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้เกิดขึ้นจริง

ในการเลือกตั้งปี 2569 นี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวกสบายอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ทุกพรรคการเมืองนำมาเป็นจุดขาย เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต แก้ปัญหาคอรัปชัน และกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเต็มรูปแบบ โดยสามารถแบ่งกลุ่มนโยบายที่น่าสนใจได้ดังนี้

1. AI และการปราบปรามทุจริต (Governance & Anti-Corruption)
หลายพรรคเน้นการใช้เทคโนโลยีเพื่อความโปร่งใส ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของไทย เริ่มจากพรรคเพื่อไทย มุ่งเน้น "รัฐแพลตฟอร์ม" เชื่อมโยงข้อมูลทุกหน่วยงานด้วย AI และ Big Data เพื่อความโปร่งใสและให้เอกชนนำข้อมูลไปต่อยอดได้

พรรคประชาธิปัตย์ นำเสนอแพลตฟอร์มส่องรัฐ เปิดให้ประชาชนตรวจสอบ TOR และการประมูล พร้อมระบบ AI Fraud Radar เพื่อปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ และพรรคโอกาสใหม่ เน้นชูนโยบาย AI for all activities เพื่อลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ และสร้าง Anti-Corruption Platform ให้ประชาชนตรวจสอบได้โดยตรง

2. เศรษฐกิจดิจิทัลและการยกระดับธุรกิจ (Digital Economy & Business)
การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันผ่านนวัตกรรม เริ่มจากพรรคประชาชน มุ่งเจาะกลุ่มธุรกิจด้วยซอฟต์แวร์บัญชี POS และระบบชำระเงินออนไลน์ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ

ในขณะที่พรรคไทยก้าวใหม่ เน้นดึงเงินลงทุนจากต่างชาติ (FDI) ในกลุ่ม AI และ Bio-tech ผ่านโครงการ EEC และจัดตั้ง SME Agency แบบ One-stop Service และพรรคพลังประชารัฐ มุ่งเน้นโครงสร้าง 5G และระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อผลักดัน Regional 4.0 และการสร้าง Smart City

3. การพัฒนาคนและคุณภาพชีวิต (Human Capital & Quality of Life)
พรรคชาติไทยพัฒนา ชูนโยบายเรียน AI ฟรี เพื่อสร้างทักษะให้จบมามีงานทำ และดึงดูดการลงทุนด้วยทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ

พรรคไทยสร้างไทย ชูประเด็นใช้ดิจิทัลและแอปพลิเคชันมือถือเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างรายได้ใหม่ๆ ผ่านเศรษฐกิจดิจิทัล และพรรคภูมิใจไทย เสนอนำ AI มาใช้ในระบบเฝ้าระวังภัยธรรมชาติและภัยไซเบอร์เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน 

การเลือกตั้งครั้งนี้ แสดงให้เห็นทิศทางที่ชัดเจนว่า AI และ Data จะเข้ามามีบทบาทในทุกภาคส่วน ตั้งแต่การบริหารภาครัฐ การปราบโกง ไปจนถึงการปากท้องของประชาชน ท้าทายให้เราต้องจับตาดูว่านโยบายเหล่านี้จะถูกนำมาใช้อย่างเป็นรูปธรรมได้มากน้อยเพียงใดหลังการเลือกตั้งครับ

รู้หรือไม่ ? ประเทศเอสโตเนียมีระบบการเลือกตั้งที่ล้ำสมัยที่สุดในโลกผ่าน i-Voting ที่ประชาชนสามารถลงคะแนนได้จากทุกที่ทั่วโลก และยังสามารถเปลี่ยนใจเลือกใหม่ได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีสามารถเปลี่ยนโฉมหน้าประชาธิปไตยให้เข้าถึงง่ายและโปร่งใสได้อย่างแท้จริง 
คลิกอ่านเพิ่มเติมบนเว็บไซต์ TNN Thailand 

ที่มาข้อมูล : Wikipedia

ที่มารูปภาพ : Perplexity, Getty Images, Wikipedia, Evoting, Unsplash

sticky-bar-top