หากมนุษย์อยู่บนดวงจันทร์เป็นระยะเวลายาวนานร่างกายจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง?

Share on Line Share on Facebook Share on X
หากมนุษย์อยู่บนดวงจันทร์เป็นระยะเวลายาวนานร่างกายจะได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง?

โครงการอาร์ทิมิส (Artemis) ของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ยุคอะพอลโล (Apollo) ที่มนุษย์กำลังเตรียมพร้อมไม่เพียงแค่ไปเยือนดวงจันทร์ แต่เพื่ออยู่อาศัยและทำงานที่นั่นเป็นเวลาหลายสัปดาห์ หลายเดือน หรืออาจถึงขั้นหลายปี 

โดยการไปเยือนดวงจันทร์ครั้งนี้มีเป้าหมายในการตั้งฐานที่มั่นบนพื้นผิวดวงจันทร์ เริ่มต้นที่บริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การสำรวจอวกาศ จากเดิมที่เคยไปเพียงเพื่อทิ้งรอยเท้าและปักธงชาติ 

สรุปข่าว

มนุษยชาติกำลังเปลี่ยนเป้าหมายจาก “ไปเยือนดวงจันทร์” สู่ “การอยู่อาศัยระยะยาว” ผ่านโครงการ Artemis Program โดยเริ่มจาก Artemis II เพื่อทดสอบระบบสำคัญก่อนสร้างฐานจริง อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์ก่อให้เกิด “Space Exposome” ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายทุกระบบ ทั้งรังสีคอสมิก แรงโน้มถ่วงต่ำ และความเครียดทางจิตใจ NASA จึงพัฒนาแนวทางรับมือ ทั้งการออกกำลังกายเฉพาะทาง โภชนาการแบบเฉพาะบุคคล การสร้างแรงโน้มถ่วงเทียม และการใช้ดินดวงจันทร์ป้องกันรังสี เพื่อปูทางสู่ภารกิจระยะไกลอย่างดาวอังคาร

โครงการอาร์ทิมิส (Artemis) ของสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่ยุคอะพอลโล (Apollo) ที่มนุษย์กำลังเตรียมพร้อมไม่เพียงแค่ไปเยือนดวงจันทร์ แต่เพื่ออยู่อาศัยและทำงานที่นั่นเป็นเวลาหลายสัปดาห์ หลายเดือน หรืออาจถึงขั้นหลายปี 

โดยการไปเยือนดวงจันทร์ครั้งนี้มีเป้าหมายในการตั้งฐานที่มั่นบนพื้นผิวดวงจันทร์ เริ่มต้นที่บริเวณขั้วใต้ของดวงจันทร์ ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในหน้าประวัติศาสตร์การสำรวจอวกาศ จากเดิมที่เคยไปเพียงเพื่อทิ้งรอยเท้าและปักธงชาติ 

เมื่อวันที่ 1 เมษายน หรือตรงกับเช้าตรู่ของวันที่ 2 เมษายน ตามเวลาในประเทศไทย องค์การ NASA ได้ปล่อยยานในภารกิจ Artemis II ซึ่งเป็นภารกิจส่งนักบินอวกาศ 4 คน เดินทางไปบินโฉบดวงจันทร์ โดยใช้ระยะเวลาภารกิจทั้งหมด 10 วัน เพื่อทดสอบระบบช่วยชีวิต การนำทาง และความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน ก่อนที่จะเดินหน้าแผนการสร้างฐานบนผิวดวงจันทร์ในระยะยาว มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 641,300 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การใช้ชีวิตบนดวงจันทร์ถือเป็นความท้าทายทางชีววิทยาขั้นสูงสุด สภาพแวดล้อมบนดวงจันทร์จะทำให้ร่างกายทุกระบบต้องเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า "Space Exposome" หรือกลุ่มความเครียดทางกายภาพ เคมี ชีวภาพ และจิตใจที่พบเจอนอกโลก นักบินอวกาศจะต้องเผชิญกับแรงโน้มถ่วงที่ลดลงเหลือเพียง 1 ใน 6 ของโลก การสัมผัสรังสีคอสมิกอย่างเรื้อรัง ฝุ่นดวงจันทร์ที่เป็นพิษ อุณหภูมิที่แกว่งตัวรุนแรง ตลอดจนการถูกโดดเดี่ยวและวงจรการนอนหลับที่ผิดเพี้ยน

การอยู่นอกสนามแม่เหล็กโลกทำให้ความเสี่ยงจากรังสีอวกาศเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งอาจทำลาย DNA รบกวนระบบภูมิคุ้มกัน และส่งผลกระทบต่อสมองรวมถึงระบบหลอดเลือดหัวใจได้ นอกจากนี้ สภาวะแรงโน้มถ่วงต่ำยังรบกวนการไหลเวียนของเลือด ออกซิเจน และกลูโคสไปยังสมอง 

ปัญหาที่น่ากังวลที่สุด คือ การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยาหลายอย่างมักเกิดขึ้นอย่างเงียบ ๆ และซ่อนเร้น โดยนักบินอาจรู้สึกสบายดีในขณะที่ภาวะแทรกซ้อนกำลังก่อตัวขึ้นภายใน และอาจเพิ่งมาแสดงอาการในอีกหลายเดือนหรือหลายปีให้หลัง

และเพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ องค์การ NASA ได้เตรียมความพร้อมและมาตรการป้องกันความเสี่ยง (Countermeasures) ไว้อย่างรัดกุม ได้แก่

1. การออกกำลังกาย โดยมีการเตรียมอุปกรณ์และระบบการออกกำลังกายที่จะต้องถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด เพื่อให้เหมาะสมกับสภาวะแรงโน้มถ่วงบางส่วนของดวงจันทร์

2. โภชนาการเฉพาะบุคคล (Personalized nutrition) อาหารจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษามวลกระดูก กล้ามเนื้อ ระบบภูมิคุ้มกัน และช่วยให้ร่างกายรับมือกับรังสีได้ดีขึ้น

3. การสร้างแรงโน้มถ่วงเทียม (Artificial gravity) ปัจจุบันกำลังมีการศึกษาเครื่องหมุนเหวี่ยงแบบรัศมีสั้น (Short-radius centrifuges) เพื่อสร้างแรงโน้มถ่วงจำลองระยะสั้น ซึ่งอาจช่วยรักษาสมดุลของระบบหลอดเลือดและระบบประสาทได้

4. การป้องกันรังสี โครงสร้างที่พักอาศัยอาจถูกสร้างขึ้นโดยใช้ดินหรือฝุ่นบนดวงจันทร์ (Lunar regolith) มาเป็นเกราะกำบังรังสีและอุกกาบาตขนาดจิ๋ว

นอกจากนี้ การใช้เทคโนโลยีเซ็นเซอร์สวมใส่และการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง จะช่วยให้ทีมควบคุมภารกิจสามารถตรวจจับสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าทางสรีรวิทยา และเข้าแทรกแซงได้ก่อนที่ปัญหาเล็ก ๆ จะกลายเป็นวิกฤตของภารกิจ

การสร้างฐานบนดวงจันทร์มีเป้าหมายเพื่อสอนให้มนุษย์รู้จักการปฏิบัติการอย่างยั่งยืนนอกโลก ท้ายที่สุดแล้ว หากเราสามารถเรียนรู้วิธีรักษาบุคลากรให้มีสุขภาพดีและแข็งแกร่งบนดวงจันทร์ได้ นี่จะเป็นก้าวสำคัญที่จะส่งมวลมนุษยชาติเดินทางต่อไปยังเป้าหมายที่ไกลกว่าอย่างดาวอังคาร และเราอาจได้เรียนรู้ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตบนโลกมากขึ้น พอๆ กับการเรียนรู้อนาคตของเราในอวกาศ 

ที่มาข้อมูล : NASA, Sciencealert, The Conversation

ที่มารูปภาพ : NASA, Sciencealert, The Conversation