ดอกเบี้ยขาลง "ประชาชน-ธุรกิจ" รับประโยชน์อย่างไรบ้าง เช็กเลย!

Share on Line Share on Facebook Share on X
 ดอกเบี้ยขาลง "ประชาชน-ธุรกิจ" รับประโยชน์อย่างไรบ้าง เช็กเลย!

แบงก์พาณิชย์-แบงก์เฉพาะกิจ ทั้งธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ  กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)   ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ขานรับคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25%   เพื่อช่วยลูกค้าทุกกลุ่มเร่งปรับตัวรับกับความท้าทายครั้งสำคัญจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและห่วงโซ่อุปทานของโลก และการแข่งขันที่จะทวีความเข้มข้นขึ้นในเวลาอันใกล้ รวมทั้งเศรษฐกิจในประเทศที่มีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งปฏิรูป 

โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และ SME  ประคองธุรกิจ และลูกค้า ประชาชนให้เดินหน้าต่อไปได้ โดยการลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) อัตราดอกเบี้ยเงินลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) และอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR)

โดยดอกเบี้ย MRR คือ อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) ที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี ส่วนใหญ่จะใช้คำนวณเป็นอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกหนี้ซื้อบ้าน ที่อยู่อาศัย และสินเชื่อส่วนบุคคล เป็นหลักแตกต่างจากดอกเบี้ยหลักของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี มีประวัติการเงินดี มีหลักทรัพย์ค้ำประกันจะใช้กับการกู้ระยะยาวที่มีกำหนดเวลาแน่นอน และโดยปกติ ดอกเบี้ย MRR จะสูงกว่า ดอกเบี้ย MLR เพราะจะใช้กับสินเชื่อที่มีความเสี่ยงมากกว่า


ซึ่งหากดอกเบี้ย MRR ลด 0.25% จาก 7.03% เหลือ 6.78% ต่อปี โดยถ้า กู้ 1,000,000 บาท  

เดิม : จ่ายดอกเบี้ย 7.03% ต่อปี จะจ่ายดอกเบี้ย 70,300 บาทต่อปี หรือ 5,858 บาทต่อเดือน

ใหม่ : ดอกเบี้ยลง 0.25% มาที่ 6.78% จะจ่ายดอกเบี้ย 67,800 บาทต่อปี หรือประมาณ 5,650 บาท 

ส่วนต่างที่ลดลงประหยัดเงิน 5,858 -5,650 =208 บาท ต่อเดือน หรือประมาณ 2,496 บาทต่อปี 


สมมุติยอดกู้ 2,000,000 บาท

เดิม : จ่ายดอกเบี้ย 7.03% ต่อปี  จะจ่ายดอกเบี้ย  140,600 บาทต่อปี หรือ  11,716  บาทต่อเดือน

️ใหม่ : ดอกลง 0.25% มาที่ 6.78% จะจ่ายดอกเบี้ย 135,600  บาทต่อปี หรือประมาณ   11,300 บาท 

ส่วนต่างที่ลดลงประหยัดเงิน  11,716 - 11,300 = 416  บาท ต่อเดือน หรือประมาณ 4,992 บาทต่อปี

 

สรุปข่าว

กนง. ลดดอกเบี้ยลง 0.25% แม้ส่งผลดีต่อผู้กู้ภาคธุรกิจและประชาชนที่มีภาระต้นทุนการกู้ยืมที่ลดลง ทำให้คนอยากกู้เงินมากขึ้น เช่น กู้ซื้อบ้าน รถ หรือขยายธุรกิจเพิ่มขึ้น แต่ดอกเบี้ยเงินฝากลดลงผู้ฝากเงินจะเริ่มถอนเงินออกไปหาผลกำไรที่สูงกว่า

แบงก์พาณิชย์-แบงก์เฉพาะกิจ ทั้งธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงเทพ  กสิกรไทย ไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)   ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ขานรับคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง 0.25%   เพื่อช่วยลูกค้าทุกกลุ่มเร่งปรับตัวรับกับความท้าทายครั้งสำคัญจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตและห่วงโซ่อุปทานของโลก และการแข่งขันที่จะทวีความเข้มข้นขึ้นในเวลาอันใกล้ รวมทั้งเศรษฐกิจในประเทศที่มีปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งปฏิรูป 

โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และ SME  ประคองธุรกิจ และลูกค้า ประชาชนให้เดินหน้าต่อไปได้ โดยการลดอัตราดอกเบี้ยในครั้งนี้ ด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) อัตราดอกเบี้ยเงินลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) และอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR)

โดยดอกเบี้ย MRR คือ อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating Rate) ที่ธนาคารเรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี ส่วนใหญ่จะใช้คำนวณเป็นอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกหนี้ซื้อบ้าน ที่อยู่อาศัย และสินเชื่อส่วนบุคคล เป็นหลักแตกต่างจากดอกเบี้ยหลักของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะเรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี มีประวัติการเงินดี มีหลักทรัพย์ค้ำประกันจะใช้กับการกู้ระยะยาวที่มีกำหนดเวลาแน่นอน และโดยปกติ ดอกเบี้ย MRR จะสูงกว่า ดอกเบี้ย MLR เพราะจะใช้กับสินเชื่อที่มีความเสี่ยงมากกว่า


ซึ่งหากดอกเบี้ย MRR ลด 0.25% จาก 7.03% เหลือ 6.78% ต่อปี โดยถ้า กู้ 1,000,000 บาท  

เดิม : จ่ายดอกเบี้ย 7.03% ต่อปี จะจ่ายดอกเบี้ย 70,300 บาทต่อปี หรือ 5,858 บาทต่อเดือน

ใหม่ : ดอกเบี้ยลง 0.25% มาที่ 6.78% จะจ่ายดอกเบี้ย 67,800 บาทต่อปี หรือประมาณ 5,650 บาท 

ส่วนต่างที่ลดลงประหยัดเงิน 5,858 -5,650 =208 บาท ต่อเดือน หรือประมาณ 2,496 บาทต่อปี 


สมมุติยอดกู้ 2,000,000 บาท

เดิม : จ่ายดอกเบี้ย 7.03% ต่อปี  จะจ่ายดอกเบี้ย  140,600 บาทต่อปี หรือ  11,716  บาทต่อเดือน

️ใหม่ : ดอกลง 0.25% มาที่ 6.78% จะจ่ายดอกเบี้ย 135,600  บาทต่อปี หรือประมาณ   11,300 บาท 

ส่วนต่างที่ลดลงประหยัดเงิน  11,716 - 11,300 = 416  บาท ต่อเดือน หรือประมาณ 4,992 บาทต่อปี

 

ประโยชน์ต่อประชาชน

ภาระหนี้ลดลง

 - ดอกเบี้ยเงินกู้ เช่น สินเชื่อบ้าน รถ หรือบัตรเครดิตลดลง ทำให้ต้องจ่ายดอกเบี้ยน้อยลง

- คนที่มีหนี้เดิมอยู่แล้ว จะมีภาระดอกเบี้ยน้อยลง (โดยเฉพาะหนี้ที่เป็น “อัตราลอยตัว”)

กระตุ้นให้กู้มากขึ้น

- ดอกเบี้ยต่ำทำให้คนอยากกู้เงินมากขึ้น เช่น กู้ซื้อบ้าน รถ หรือเพื่อการศึกษา เพราะต้นทุนต่ำลง

เพิ่มการใช้จ่าย

- เมื่อดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ คนจะเก็บเงินในบัญชีหรือฝากธนาคารน้อยลง แล้วหันมาใช้จ่ายหรือลงทุนแทน

สร้างแรงจูงใจในการลงทุนส่วนบุคคล

- บางคนอาจนำเงินออกจากบัญชีออมทรัพย์ ฝากประจำ แล้วหันไปลงทุนในหุ้น หรืออสังหาริมทรัพย์เพื่อผลตอบแทนที่ดีกว่า

ประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ

ต้นทุนทางการเงินลดลง

-บริษัทสามารถกู้เงินจากธนาคารเพื่อขยายกิจการ หรือลงทุนเพิ่มได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่าเดิม

กระตุ้นการลงทุนในธุรกิจใหม่

-ดอกเบี้ยต่ำช่วยจูงใจให้เริ่มธุรกิจ หรือขยายธุรกิจ เพราะต้นทุนถูกลง และความเสี่ยงน้อยลง

ยอดขายเพิ่มจากการบริโภคของประชาชนที่เพิ่มขึ้น

- เมื่อผู้บริโภคมีเงินเหลือใช้ หรือกล้าจับจ่ายมากขึ้น ยอดขายสินค้าหรือบริการก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

เพิ่มโอกาสการจ้างงาน

- การลงทุนและการบริโภคที่มากขึ้น ช่วยให้ธุรกิจมีรายได้เพิ่ม และอาจจ้างพนักงานเพิ่ม

หลักประกันเงินกู้ มีอะไรบ้าง ?

การกู้เงินบางประเภท โดยเฉพาะสินเชื่อที่มีวงเงินสูง เช่น สินเชื่อบ้านหรือสินเชื่อรถยนต์ ธนาคารจะต้องการ ‘หลักประกัน’ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้กู้มีความสามารถในการชำระหนี้คืน หากผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ธนาคารจะใช้หลักประกันนั้นเพื่อชดเชยความเสียหายจากการผิดชำระหนี้ ซึ่งหลักประกันที่ใช้กันทั่วไปมีดังนี้

  • ที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ : สำหรับการกู้เงินเพื่อซื้อบ้านหรือการรีไฟแนนซ์บ้านนั้น บ้านหรือที่ดินที่ซื้อจะถูกนำมาเป็นหลักประกัน โดยธนาคารจะถือสิทธิ์ในการยึดบ้านหรือที่ดินนั้นหากผู้กู้ไม่สามารถชำระเงินคืนได้
  • รถยนต์ : สำหรับการกู้เงินซื้อรถยนต์ รถที่ซื้อจะถูกใช้เป็นหลักประกันในการกู้เงิน โดยธนาคารจะถือสิทธิ์ในการครอบครองรถ หากผู้กู้ไม่สามารถชำระเงินคืนตามกำหนด
  • เงินฝากหรือพันธบัตร : ในบางกรณีผู้กู้สามารถใช้เงินฝากประจำหรือพันธบัตรที่ถืออยู่ในธนาคารมาเป็นหลักประกันในการกู้ยืมเงิน หากผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ ธนาคารจะใช้เงินฝากหรือพันธบัตรนั้นมาชดเชยหนี้
  • สินทรัพย์ที่มีค่า : เช่น เครื่องจักรหรืออุปกรณ์สำหรับธุรกิจ อาจถูกใช้เป็นหลักประกันสำหรับสินเชื่อธุรกิจ โดยเฉพาะในกรณีที่บริษัทต้องการขยายกิจการหรือขอสินเชื่อเพื่อเพิ่มเงินทุน
  • บุคคลค้ำประกัน : บางครั้งผู้กู้ไม่สามารถให้หลักประกันที่เป็นทรัพย์สินได้ ธนาคารอาจยอมรับบุคคลค้ำประกัน ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความน่าเชื่อถือทางการเงิน โดยบุคคลนี้จะต้องรับผิดชอบการชำระหนี้แทนผู้กู้ในกรณีที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้

การมีหลักประกันที่มั่นคงจะช่วยให้ธนาคารมีความมั่นใจในความเสี่ยงที่ต่ำลง จึงมักจะทำให้ผู้กู้ได้รับเงื่อนไขที่ดีกว่า เช่น อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงและวงเงินกู้ที่สูงขึ้น

ก่อนตัดสินใจในการกู้เงินธนาคาร ควรพิจารณาข้อควรรู้ต่างๆ ดังนี้

  • อัตราดอกเบี้ย : สำคัญมากที่ต้องทำความเข้าใจอัตราดอกเบี้ยประเภทต่างๆ เช่น ดอกเบี้ยคงที่หรือดอกเบี้ยลอยตัว
  • ระยะเวลาการผ่อนชำระ : ควรพิจารณาว่าระยะเวลานานแค่ไหน และค่างวดที่ต้องชำระทุกเดือนสามารถรับได้หรือไม่
  • ค่าธรรมเนียม : ตรวจสอบค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าธรรมเนียมการกู้ ค่าธรรมเนียมการจดจำนอง

ขั้นตอนและวิธีการกู้เงินธนาคาร

การกู้เงินธนาคารต้องเตรียมตัวอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการกู้เพื่อซื้อบ้าน รถยนต์ หรือเรื่องส่วนตัว การเข้าใจถึงขั้นตอนต่างๆ จะช่วยให้กระบวนการพิจารณาเป็นไปอย่างราบรื่นและลดความเสี่ยงด้านการเงินในอนาคต

  • สำรวจความต้องการ : ประเมินว่าต้องการกู้ในเงินจำนวนเท่าไหร่ รวมถึงประเภทสินเชื่อที่เหมาะสมกับจุดประสงค์
  • เตรียมเอกสาร : รวบรวมเอกสารที่ธนาคารกำหนด
  • ยื่นคำขอกู้ : นำเอกสารไปยื่นที่ธนาคารที่ต้องการใช้บริการ
  • การพิจารณาเครดิต : ธนาคารจะตรวจสอบประวัติการเงินและเครดิตของผู้กู้
  • อนุมัติและเซ็นสัญญา : หากผ่านการพิจารณา ผู้กู้จะต้องเซ็นสัญญากู้ยืมเงิน
  • รับเงินกู้ : หลังจากเซ็นสัญญาเรียบร้อย ธนาคารจะโอนเงินให้ผู้กู้
  • ความสามารถในการชำระ : พิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของตัวเอง เพื่อไม่ให้เป็นภาระในอนาคต

 

การกู้เงินธนาคารเป็นทางเลือกที่ช่วยให้คุณบรรลุเป้าหมายทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อบ้าน รถยนต์ หรือการลงทุน โดยเฉพาะในวงจรดอกเบี้ยขาลง ก็จะช่วยให้ต้นทุนในการกู้ต่ำลงไปด้วย แต่ก่อนตัดสินใจควรเตรียมตัวให้พร้อมทั้งด้านเอกสาร ความสามารถในการชำระหนี้ และการเลือกประเภทสินเชื่อที่เหมาะสม โดยผู้กู้ควรเข้าใจขั้นตอนและเงื่อนไข พร้อมศึกษารายละเอียดอย่างรอบคอบ เพื่อช่วยให้กระบวนการกู้ยืมผ่านฉลุยจากธนาคาร และที่สำคัญต้องประเมินถึงความสามารถในการชำระหนี้ของตัวเองว่า จะสามารถจ่ายคืนหนี้ได้อย่างตลอดรอดฝั่งหรือไม่....

 

ที่มาข้อมูล : ธปท.,ktc

ที่มารูปภาพ : Getty Images

นักข่าวอาวุโส ประสบการณ์มากกว่า 25ปี ด้านข่าวการเงิน การคลัง การลงทุน

sticky-bar-top