
เข้าสู่ช่วงที่เข็มนาฬิกาการเมืองไทยหมุนเข้าสู่โค้งสุดท้ายความเข้มข้นในการฟาดฟันชิงคะแนน และความนิยมระหว่าง 3 พรรคใหญ่ 3 สี คือ ภูมิใจไทย (สีน้ำเงิน) พรรคประชาชน( สีส้ม) และพรรคเพื่อไทย (สีแดง) เพื่อชิงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
นั่นทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งเข้าสู่จุดที่เข้มข้นที่สุด แต่ละพรรคต่างเร่งเดินเกมระดมกำลัง เพื่อหวังดึงคะแนนเสียงในระดับพื้นที่อย่างหนักหน่วง คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “ใครจะชนะ” แต่คือ “ใครพลาดไม่ได้”
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าการเลือกตั้งรอบนี้มีลักษณะพิเศษตรงที่พรรคตัวเก็งสามสี ทั้งสีส้ม สีแดง และสีน้ำเงิน มีโอกาสใกล้เคียงกันมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วนก่อนสิ้นสุดการหาเสียง ซึ่งถือเป็นจุดชี้เป็นชี้ตาย เมื่อความผิดพลาดเพียงเขตเดียวอาจเปลี่ยนลำดับอันดับของทั้งพรรคได้ทันที
สรุปข่าว
เข้าสู่ช่วงที่เข็มนาฬิกาการเมืองไทยหมุนเข้าสู่โค้งสุดท้ายความเข้มข้นในการฟาดฟันชิงคะแนน และความนิยมระหว่าง 3 พรรคใหญ่ 3 สี คือ ภูมิใจไทย (สีน้ำเงิน) พรรคประชาชน( สีส้ม) และพรรคเพื่อไทย (สีแดง) เพื่อชิงเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
นั่นทำให้บรรยากาศการเลือกตั้งเข้าสู่จุดที่เข้มข้นที่สุด แต่ละพรรคต่างเร่งเดินเกมระดมกำลัง เพื่อหวังดึงคะแนนเสียงในระดับพื้นที่อย่างหนักหน่วง คำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “ใครจะชนะ” แต่คือ “ใครพลาดไม่ได้”
ดร.สติธร ธนานิธิโชติ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าการเลือกตั้งรอบนี้มีลักษณะพิเศษตรงที่พรรคตัวเก็งสามสี ทั้งสีส้ม สีแดง และสีน้ำเงิน มีโอกาสใกล้เคียงกันมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในช่วนก่อนสิ้นสุดการหาเสียง ซึ่งถือเป็นจุดชี้เป็นชี้ตาย เมื่อความผิดพลาดเพียงเขตเดียวอาจเปลี่ยนลำดับอันดับของทั้งพรรคได้ทันที
ปัจจัยชี้ขาดในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่วาทกรรมหรือภาพใหญ่เชิงนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “จำนวนที่นั่ง” โดยเฉพาะจำนวน สส.เขตเลือกตั้ง ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าใครเก็บ สส.เขตได้มาก ย่อมได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์
“การแข่งขันในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคอีสาน เป็นการปะทะกันของทั้งสามพรรคแทบทุกเขต แม้จะมีลักษณะร่วมกันบางประการ แต่สไตล์การเมืองของแต่ละพรรคแตกต่างกันชัดเจน” ดร.สติธรกล่าว
นักวิชการ มองว่าพรรคประชาชนเป็นพรรคเชิงกระแส ได้รับการตอบรับจากประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่กระแสเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในบางเขตเลือกตั้ง
ขณะที่พรรคสีแดงและสีน้ำเงินมีความแข็งแรงด้านฐานมวลชนและเครือข่ายเดิม พรรคสีน้ำเงินอาศัยการเมืองท้องถิ่น บ้านเล็กบ้านใหญ่ และสถานะการเป็นรัฐบาล
ส่วนพรรคสีแดงยังคงได้เปรียบจากความเป็นแชมป์เก่าในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคอีสาน ซึ่งมีทั้งเครือข่ายและความผูกพันทางอารมณ์กับประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
ท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือด ดร.สติธรเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยอาจมีโอกาสพลิกแซงทั้งภูมิใจไทย และประชาชนขึ้นเป็นพรรคคะแนนเสียงอันดับ 1 ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งเหนือความคาดหมาย และหักปากกาเซียนหลายสำนัก ที่ต่างวางให้ภูมิใจไทย และประชาชนเป้นคู่ชิงอันดับ 1
ในมุมมองของ ดร.สติธร พรรคเพืาอไทยอาจไม่ใช่เพียง “ม้านอกสายตา” แต่มีโอกาสเบียดขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง หากสามารถรักษาคะแนนในระดับเดียวกับการเลือกตั้งปี 2566 หรือราว 140 ที่นั่ง
จุดน่าสนใจคือ พรรคเพื่อไทยรอบนี้ไม่ได้ตกเป็นเป้าโจมตีเหมือนครั้งก่อน เพราะเริ่มต้นด้วยความคาดหวังที่ต่ำกว่า แต่ขณะเดียวกันยังสามารถรักษาโมเมนตัมทางการเมืองมาได้ต่อเนื่อง ลักษณะนี้คล้ายกับพรรคก้าวไกลในปี 2566 ซึ่งไม่ได้ถูกคาดหายเป็นพรรคอันดับ 1 แต่กลับเร่งแรงในโค้งสุดท้ายจนพลิกสมการการเมืองเป็นพรรคอันดับ 1 ได้สำเร็จ
ทั้งนี้หากวิเคราะห์ในรายพื้นที่ ภาคเหนือกลายเป็นสมรภูมิสามสีอย่างแท้จริง
ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะเห็นการฟื้นตัวของพรรคสีแดงจากการรวมเครือข่ายเดิม ขณะที่ภาคใต้จากที่เคยถูกมองว่าสีน้ำเงินจะครอง กลับกลายเป็นการแข่งขันแบบแบ่งพื้นที่หลังประชาธิปัตย์กลับมาฟื้นตัว
ทั้งหมดนี้นำไปสู่โจทย์ใหญ่หลังวันเลือกตั้ง หากสามพรรค คือ ภูมิใจไทย เพื่อไทย และประชาชนได้ที่นั่งใกล้เคียงกัน ทุกพรรคก็จะมีเหตุผลอ้างความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล
สูตรตั้งรัฐบาลจะซับซ้อนและต่อรองยากกว่าครั้งก่อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่ว่าพรรคใดจะได้อันดับหนึ่ง เกมการเมืองหลังเลือกตั้งย่อมไม่เป็นเส้นตรงอีกต่อไป
ปัจจัยชี้ขาดในสนามเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ได้อยู่ที่วาทกรรมหรือภาพใหญ่เชิงนโยบายเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “จำนวนที่นั่ง” โดยเฉพาะจำนวน สส.เขตเลือกตั้ง ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าใครเก็บ สส.เขตได้มาก ย่อมได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์
“การแข่งขันในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคอีสาน เป็นการปะทะกันของทั้งสามพรรคแทบทุกเขต แม้จะมีลักษณะร่วมกันบางประการ แต่สไตล์การเมืองของแต่ละพรรคแตกต่างกันชัดเจน” ดร.สติธรกล่าว
นักวิชการ มองว่าพรรคประชาชนเป็นพรรคเชิงกระแส ได้รับการตอบรับจากประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง แต่กระแสเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอในบางเขตเลือกตั้ง
ขณะที่พรรคสีแดงและสีน้ำเงินมีความแข็งแรงด้านฐานมวลชนและเครือข่ายเดิม พรรคสีน้ำเงินอาศัยการเมืองท้องถิ่น บ้านเล็กบ้านใหญ่ และสถานะการเป็นรัฐบาล
ส่วนพรรคสีแดงยังคงได้เปรียบจากความเป็นแชมป์เก่าในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคอีสาน ซึ่งมีทั้งเครือข่ายและความผูกพันทางอารมณ์กับประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
ท่ามกลางการแข่งขันอย่างดุเดือด ดร.สติธรเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยอาจมีโอกาสพลิกแซงทั้งภูมิใจไทย และประชาชนขึ้นเป็นพรรคคะแนนเสียงอันดับ 1 ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งเหนือความคาดหมาย และหักปากกาเซียนหลายสำนัก ที่ต่างวางให้ภูมิใจไทย และประชาชนเป้นคู่ชิงอันดับ 1
ในมุมมองของ ดร.สติธร พรรคเพืาอไทยอาจไม่ใช่เพียง “ม้านอกสายตา” แต่มีโอกาสเบียดขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง หากสามารถรักษาคะแนนในระดับเดียวกับการเลือกตั้งปี 2566 หรือราว 140 ที่นั่ง
จุดน่าสนใจคือ พรรคเพื่อไทยรอบนี้ไม่ได้ตกเป็นเป้าโจมตีเหมือนครั้งก่อน เพราะเริ่มต้นด้วยความคาดหวังที่ต่ำกว่า แต่ขณะเดียวกันยังสามารถรักษาโมเมนตัมทางการเมืองมาได้ต่อเนื่อง ลักษณะนี้คล้ายกับพรรคก้าวไกลในปี 2566 ซึ่งไม่ได้ถูกคาดหายเป็นพรรคอันดับ 1 แต่กลับเร่งแรงในโค้งสุดท้ายจนพลิกสมการการเมืองเป็นพรรคอันดับ 1 ได้สำเร็จ
ทั้งนี้หากวิเคราะห์ในรายพื้นที่ ภาคเหนือกลายเป็นสมรภูมิสามสีอย่างแท้จริง
ส่วนกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะเห็นการฟื้นตัวของพรรคสีแดงจากการรวมเครือข่ายเดิม ขณะที่ภาคใต้จากที่เคยถูกมองว่าสีน้ำเงินจะครอง กลับกลายเป็นการแข่งขันแบบแบ่งพื้นที่หลังประชาธิปัตย์กลับมาฟื้นตัว
ทั้งหมดนี้นำไปสู่โจทย์ใหญ่หลังวันเลือกตั้ง หากสามพรรค คือ ภูมิใจไทย เพื่อไทย และประชาชนได้ที่นั่งใกล้เคียงกัน ทุกพรรคก็จะมีเหตุผลอ้างความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล
สูตรตั้งรัฐบาลจะซับซ้อนและต่อรองยากกว่าครั้งก่อนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และไม่ว่าพรรคใดจะได้อันดับหนึ่ง เกมการเมืองหลังเลือกตั้งย่อมไม่เป็นเส้นตรงอีกต่อไป
- เศรษฐกิจไทยต้องปฏิรูปเร่งด่วน หลังเลือกตั้ง ภารกิจใหญ่ของรัฐบาลใหม่
- เจาะสนามกรุงเทพฯ พรรคสีส้มยังแลนด์สไลด์? หรือต้องแบ่งเค้กให้ "ฟ้า-แดง-น้ำเงิน"
- ต่างชาติเมิน "หุ้นไทย" หวั่นผล "เลือกตั้ง69" ซ้ำเติม "พรินซิเพิล" มองการเมืองไม่นิ่ง เศรษฐกิจฟื้นตัวยาก
- ส่องยุทธศาสตร์โค้งสุดท้าย "ภูมิใจไทย" เร่งโหมกระแสพรรค ตั้งเป้าโกยปาร์ตี้ลิสต์เบียดส้ม-แซงแดง
- เลือกตั้ง 69 เจาะนโยบาย ทหารเกณฑ์และลดงาน ปลดหนี้ให้ครูไทย | TNN Policy hackathon
ที่มาข้อมูล : TNN ONLINE รวบรวม และสัมภาษณ์
ที่มารูปภาพ : Thai News Pix

