ต่างชาติเมิน "หุ้นไทย" หวั่นผล "เลือกตั้ง69" ซ้ำเติม "พรินซิเพิล" มองการเมืองไม่นิ่ง เศรษฐกิจฟื้นตัวยาก

Share on Line Share on Facebook Share on X
ต่างชาติเมิน "หุ้นไทย" หวั่นผล "เลือกตั้ง69" ซ้ำเติม "พรินซิเพิล" มองการเมืองไม่นิ่ง เศรษฐกิจฟื้นตัวยาก

ความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย ประกอบกับการที่ไทยยังไม่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ ทำให้หุ้นและพันธบัตรของไทยตกอยู่ในสถานะที่ยากลำบาก โดยทำให้สินทรัพย์มีราคาถูก แต่ไม่เป็นที่น่าสนใจในสายตานักลงทุนระดับโลก

สรุปข่าว

การเปลี่ยนผ่านผู้นำทางการเมืองบ่อยครั้ง ยังบดบังความหวังในการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยสถิติที่ผ่านมาพบว่า ตลาดหุ้นมักจะพุ่งขึ้นหลังการเลือกตั้ง แต่มักจะแผ่วลงในเวลาอันรวดเร็ว

ความไม่แน่นอนทางการเมืองของไทย ประกอบกับการที่ไทยยังไม่สามารถฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ ทำให้หุ้นและพันธบัตรของไทยตกอยู่ในสถานะที่ยากลำบาก โดยทำให้สินทรัพย์มีราคาถูก แต่ไม่เป็นที่น่าสนใจในสายตานักลงทุนระดับโลก

คริสโตเฟอร์ เลียว ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของบลจ.พรินซิเพิล (Principal Asset Management) ในสิงคโปร์ กล่าวว่า สินทรัพย์ของไทยดูเป็นของถูกในแง่มูลค่า แต่การมีราคาถูกเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

ผู้จัดการกองทุนรายใหญ่ระดับโลกหลายรายส่งสัญญาณว่าจะลดการลงทุนในหุ้นไทย เนื่องจากกังวลว่าผลการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.นี้ จะยิ่งซ้ำเติมความท้าทายที่ไทยกำลังเผชิญอยู่แล้วในปัจจุบัน ซึ่งรวมถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ โดยแรงกดดันเหล่านี้มีส่วนทำให้ตลาดหุ้นไทยกลายเป็นหนึ่งในตลาดที่ทำผลงานแย่ที่สุดของโลกในปี 2568 ขณะที่พันธบัตรไทยยังตามหลังประเทศส่วนใหญ่ในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ในปี 2569

ที. โรว์ ไพรซ์ กรุ๊ป (T. Rowe Price Group) เผยว่า บริษัทได้ปรับลดการถือครองพันธบัตรของไทยก่อนการเลือกตั้ง และยังคงระมัดระวังที่จะลงทุนในตราสารหนี้สกุลเงินบาท โดยบริษัทกำลังจับตาทิศทางของนโยบายก่อนที่จะเพิ่มสถานะการลงทุน

ขณะที่อลิอันซ์ โกลบอล อินเวสเตอร์ (Allianz Global Investors) กล่าวว่า บริษัทลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทย แต่อาจพิจารณาเปลี่ยนสถานะไปถือครองพันธบัตรระยะยาวแทน

ด้านแบล็คร็อค (BlackRock Inc.) เปิดเผยว่า บริษัทถือครองสินทรัพย์ไทยน้อยลงเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว แต่เมื่อไม่นานมานี้บริษัทได้เริ่มซื้อพันธบัตรไทยที่มีอายุการไถ่ถอนนานขึ้น

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนแทบไม่มีความเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีคนที่ 4 ของไทยในรอบ 3 ปี จะสามารถผลักดันการปฏิรูปที่จำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลที่อ่อนแอและนโยบายที่ไร้ทิศทางได้ โดยผลที่ตามมาคือ เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve) อาจจะชันขึ้นอีก อันเป็นผลมาจากกระแสคาดการณ์การปรับลดดอกเบี้ยและการใช้จ่ายของรัฐบาล ในขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังคงอยู่ในภาวะซบเซาเนื่องจากเม็ดเงินทุนไหลออกไปยังตลาดหุ้นของประเทศอื่น ๆ

ความกังวลอย่างหนึ่งที่มีผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนระดับโลกคือ กระแสคาดการณ์ที่ว่ารัฐบาลจะออกพันธบัตรเพิ่มขึ้นเพื่อระดมทุนสำหรับมาตรการเยียวยาทางการเงินที่พรรคการเมืองต่าง ๆ ประกาศไว้ในช่วงหาเสียง ในขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประมาณการว่าเศรษฐกิจจะเติบโตเพียง 2.2% ในปี 2568 ซึ่งตามหลังประเทศเพื่อนบ้าน

กระแสความวิตกกังวลเหล่านี้กำลังกลายเป็นข้อถกเถียงเกี่ยวกับบทบาทของสินทรัพย์ไทยในพอร์ตการลงทุนระหว่างประเทศ จากเดิมที่เคยเป็นที่นิยมในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงและได้ประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจทั่วโลก แต่ขณะนี้สินทรัพย์ของไทยกลับไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา การท่องเที่ยวที่อ่อนแอ และความไม่สงบทางการเมืองที่ยืดเยื้อ

นักลงทุนทั่วโลกกำลังจับตาว่า การปฏิรูปที่มีนัยสำคัญจะเกิดขึ้นหลังการเลือกตั้งของไทยหรือไม่ หรือจะถูกลดทอนความสำคัญลง เนื่องจากการจัดตั้งรัฐบาลมักบีบให้ต้องมีการประนีประนอม นอกจากนี้ การเปลี่ยนผ่านผู้นำทางการเมืองบ่อยครั้ง ยังบดบังความหวังในการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน โดยสถิติที่ผ่านมาพบว่า ตลาดหุ้นมักจะพุ่งขึ้นหลังการเลือกตั้ง แต่มักจะแผ่วลงในเวลาอันรวดเร็ว

ที่มาข้อมูล : พรินซิเพิล

ที่มารูปภาพ : TNN

sticky-bar-top