"ตลท." เล็งยื่นรัฐบาลใหม่ ลดข้อบังคับ ดึงดูดเงินลงทุน เพิ่มสัดส่วนถือหุ้น ไม่เพิ่มอำนาจบริหาร เว้นภาษีปันผล-กำไร

Share on Line Share on Facebook Share on X
"ตลท." เล็งยื่นรัฐบาลใหม่ ลดข้อบังคับ ดึงดูดเงินลงทุน เพิ่มสัดส่วนถือหุ้น ไม่เพิ่มอำนาจบริหาร เว้นภาษีปันผล-กำไร

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เตรียมเสนอแพ็กเกจฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลใหม่ใช้ Omnibus Law สังคายนาข้อบังคับตลาดทุน ชูแนวคิดใหม่ปรับสิทธิประโยชน์ TISA จากลดหย่อนเป็นเว้นภาษีเงินปันผลและกำไรดึงเม็ดเงินลงทุนยาว เตรียมปลดล็อกโครงสร้างหุ้น Dual Class Shares และหุ้นบุริมสิทธิให้ต่างชาติลงทุนได้ไม่จำกัดแต่คงอำนาจบริหารไว้ที่คนไทย

สรุปข่าว

ตั้งแต่ต้นปีดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้นมาแล้วถึง 7% มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันมากกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท ผู้ลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2 เดือนติดต่อกันรวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เตรียมเสนอแพ็กเกจฟื้นฟูความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลใหม่ใช้ Omnibus Law สังคายนาข้อบังคับตลาดทุน ชูแนวคิดใหม่ปรับสิทธิประโยชน์ TISA จากลดหย่อนเป็นเว้นภาษีเงินปันผลและกำไรดึงเม็ดเงินลงทุนยาว เตรียมปลดล็อกโครงสร้างหุ้น Dual Class Shares และหุ้นบุริมสิทธิให้ต่างชาติลงทุนได้ไม่จำกัดแต่คงอำนาจบริหารไว้ที่คนไทย

พร้อมแสดงความมั่นใจปัจจัยพื้นฐานยังแกร่งหลังต่างชาติพลิกกลับมาซื้อสุทธิ 2 เดือนซ้อน เตรียมนำทัพบจ. โรดโชว์ดึงทุนต่างชาติปลายเดือน พ.ค.นี้ ขณะที่ยอมรับอยู่ระหว่างประเมินการปรับเวลาซื้อขายช่วงบ่ายกลับสู่เวลาเดิมหลังพบว่าการเพิ่มเวลา 30 นาทีสร้างภาระต้นทุนมากกว่าผลประโยชน์

นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานคณะกรรมการ ตลท. กล่าวว่า ตลท. ได้เตรียมแพ็กเกจที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุนไว้พร้อมเสนอต่อรัฐบาลชุดใหม่ได้ทันที โดยเสนอให้ใช้แนวทาง “Omnibus Law” หรือการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้องในคราวเดียว เพื่อความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะครอบคลุมทั้งการเพิ่มความเชื่อมั่นขององค์กร (Corporate Confidence), การเร่งรัดกระบวนการฟ้องร้องคดีที่เกี่ยวกับตลาดทุน, และอำนาจของ ก.ล.ต. เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน

ขณะที่หากเปรียบเทียบกับตลาดทุนต่างประเทศ การทำ M&A ในตลาดทุนไทยเงียบหายไปค่อนข้างมาก ซึ่งมองว่าการที่มีบริษัททำ M&A กับธุรกิจ New Economy จะเป็นการเพิ่มสินค้าใหม่ ๆ เข้ามาในตลาดได้มากขึ้น รวมทั้งการเปิดทางให้ต่างชาติลงทุนมากขึ้น อาจต้องพิจารณาปลดล็อกเครื่องมือต่าง ๆ อย่างหุ้นบุริมสิทธิและโครงสร้าง Dual Class Shares ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ต่างชาติถือหุ้นได้โดยไม่จำกัดแต่ผู้ถือหุ้นไทยยังคงมีอำนาจควบคุม เพื่อลดความเสี่ยงเรื่องนอมินีและปัญหาทุนสีเทา

“ที่ผมเสนอเรื่อง dual class of share ก็เป็นวิธีนึงที่จะแก้ปัญหาอำนาจนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนได้ไม่จำกัด แต่ว่าอำนาจการควบคุมยังอยู่ในคนไทยได้ อีกประเด็นที่สำคัญ ธุรกิจอสังหาฯ ที่ตอนนี้ซบเซาเพราะติดกฎเกณฑ์บางอย่างโดยเฉพาะการถือครองอสังหาฯของต่างชาติ หากรัฐบาลปลดล็อกพวกนี้หมด ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก็จะกลับคืนมา แก้ปัญหาเรื่องกลุ่มจีนเทาได้”

สำหรับความกังวลที่ไทยอาจถูก MSCI ปรับลดสถานะจากตลาดเกิดใหม่สู่ตลาดชายขอบ เช่นเดียวกับกรณีที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นอินโดนีเซียนั้น นายกิติพงศ์ กล่าวว่า เกณฑ์ในปัจจุบันของตลาดหุ้นไทยยังเป็นสากลและเป็นที่ยอมรับในตลาดทั่วโลก ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียคือเรื่อง Foreign shareholding ซึ่งตลาดหุ้นไทยไม่ได้มีปัญหานี้

แต่ข้อจำกัดของตลาดทุนไทยคือ การถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติที่ยังจำกัดและเป็นอุปสรรคในการลงทุน โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารที่ได้รับความสนใจสูง นักลงทุนจำนวนไม่น้อยต้องการถือหุ้นโดยมีสิทธิออกเสียงมากกว่าการลงทุนผ่าน NVDR จึงจำเป็นต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะสามารถปรับเกณฑ์หรือสร้างทางเลือกใหม่ได้หรือไม่

รวมทั้งโครงการ TISA ที่แนวคิดอาจปรับเปลี่ยนจากที่เคยให้แรงจูงใจด้วยการลดหย่อนภาษี ซึ่งเป็นประโยชน์ระยะสั้นและกระทบรายได้รัฐ โดยอาจเปลี่ยนมาเป็นการยกเว้นภาษีเงินปันผลและกำไร ซึ่งจะเป็นการจูงใจให้เกิดการลงทุนระยะยาวอย่างแท้จริง

นายอัสสเดช คงศิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลท. กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าตั้งแต่อดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันรายชื่อหุ้นใน SET50 มีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างน้อย ต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐที่มีบริษัทใหม่ ๆ หมุนเวียนเข้ามาเกือบ 90% โดยคาดหวังว่าโครงการ Jump+ รวมทั้งมาตรการต่าง ๆ ที่จะดึงดูด New Economy เข้ามาจดทะเบียน จะช่วยผลักดันให้ต่างชาติกลับมาลงทุนและสร้างการเติบโตในธุรกิจใหม่ ๆ มากขึ้น

ขณะที่การปรับแก้กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้กำกับการซื้อขายหลักทรัพย์อยู่ระหว่างการศึกษาอย่างลึกซึ้งร่วมกับผู้เกี่ยวข้องในตลาดทุน ทั้งผู้ประกอบการและนักลงทุน ซึ่งมีความหลากหลาย ต้องใช้เวลาในการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อหาจุดที่สมดุลและเหมาะสมกับตลาดทุนให้มากที่สุด อีกทั้งตลท. ไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบบ่อยครั้ง เพราะจะเป็นการทำร้ายตลาดทุน การเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้งต้องมีการบังคับใช้ในระยะยาว เพื่อให้นักลงทุนมีความมั่นใจว่าการลงทุนนั้นมีความมั่นคงและแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ตลท.อยู่ระหว่างพิจารณาปรับเวลาทำการซื้อขายหุ้นช่วงบ่ายที่เพิ่มเวลา 30 นาที จากเดิม 14:30 น. เป็น 14:00 น. ซึ่งใช้มานานเกือบ 2 ปี เพราะจากการประเมินผลและรวบรวมข้อคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องมีเสียงสะท้อนว่าการเพิ่มชั่วโมงซื้อขายดังกล่าวสร้างภาระด้านต้นทุนมากกว่าผลประโยชน์ที่จะได้รับ แม้ผู้เกี่ยวข้องบางตลาด อาทิ TFEX หรือ DR มองว่าการปรับเวลาช่วยให้การซื้อขายมีความเชื่อมโยงกับตลาดต่างประเทศได้ดีขึ้น แต่จากความคิดเห็นส่วนใหญ่มองว่าการกลับไปซื้อขายเวลาเดิมเหมาะสมกว่า

นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ สายงานผู้ออกหลักทรัพย์และสายงานการตลาด ตลท. กล่าวว่า ปัจจุบันมีนักลงทุนระยะยาวกลับเข้ามาสนใจหุ้นขนาดใหญ่ในไทยค่อนข้างมาก คาดว่าหลังจากได้รัฐบาลชุดใหม่และมีนโยบายที่ชัดเจนแล้ว ช่วงปลายเดือนพ.ค.นี้ ตลท.จะออกไป Roadshow พาบริษัทจดทะเบียนไปพบนักลงทุนต่างประเทศเพื่อดึงดูดนักลงทุนระยะยาวเข้ามามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เดือนม.ค. ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ดัชนี SET ปรับเพิ่มขึ้นมาแล้วถึง 7% ด้วยมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันมากกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท ผู้ลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2 เดือนติดต่อกันรวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท นับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี

และในไตรมาส 3/68 มีจำนวน 370 บริษัทมีกำไรสุทธิเติบโต YoY โดย 242 บริษัทมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 10% YoY นอกจากนี้ ในปี 68 SETHD Total Return Index ให้ผลตอบแทนรวม 11.32% สูงกว่า SET Index สะท้อนว่าปัจจัยพื้นฐานของตลาดทุนไทยยังมีความแข็งแกร่ง ซึ่งหากรัฐบาลพร้อม ตลท.ก็พร้อมจะออกไปนำเสนอข้อมูลต่าง ๆ ให้กับนักลงทุนต่างชาติ

ที่มาข้อมูล : ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ที่มารูปภาพ : TNN

sticky-bar-top