เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ จะล่มสลายจริงหรือ? วิกฤตศรัทธาในยุคสังคมสูงวัย

Share on Line Share on Facebook Share on X
เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ จะล่มสลายจริงหรือ? วิกฤตศรัทธาในยุคสังคมสูงวัย

ทำไม “เงินฌาปนกิจ” ถึงกลับมาเป็นประเด็นร้อน

ช่วงวันที่ 17–19 กุมภาพันธ์ 2569 กระแสตื่นตระหนกเกิดขึ้นทั่วประเทศ หลังมีการเผยแพร่เอกสารประกาศเกี่ยวกับการยกเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หลายแห่งในหลายจังหวัด จนสมาชิกจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ส่งเงินสะสมมานาน กังวลว่าเงินจะหายและจะไม่ได้รับสิทธิเมื่อถึงเวลาจำเป็น

รายชื่อที่ถูกพูดถึงในกระแสข่าวช่วงนี้มีทั้งสมาคมระดับชมรมและสมาคมในกลุ่มผู้ฝากเงินบางพื้นที่ เช่น สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ผู้ฝากเงินด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา และสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ของผู้ฝากเงิน ธ.ก.ส. สาขาศรีสะเกษ


รัฐบาลยืนยัน ระบบยังเดินต่อได้ อย่าตื่นตระหนก

วันที่ 18–19 กุมภาพันธ์ 2569 ฝ่ายบริหารและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ออกมาชี้แจงตรงกันว่า ข่าวยกเลิกสมาคม “ไม่ได้หมายถึงล่มทั้งประเทศ”

ตัวเลขที่หน่วยงานยืนยันมีดังนี้

  • ทั่วประเทศมีสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ 4,874 แห่ง
  • ยังดำเนินการอยู่ 3,839 แห่ง
  • ถูกยกเลิกล่าสุดประมาณ 10 แห่ง เป็นสัดส่วนเล็กเมื่อเทียบทั้งระบบ
  • ตั้งแต่ปี 2517–2569 มีการยกเลิกรวมราว 1,000 แห่ง เฉลี่ยปีละ 18–20 แห่ง
  • การยกเลิกเป็นรายสมาคม ไม่กระทบสมาคมอื่นที่ยังดำเนินการถูกต้อง

ฌาปนกิจสงเคราะห์คืออะไร ทำไมคนต่างจังหวัดพึ่งพามานาน

สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์เป็นการรวมกลุ่มช่วยเหลือกันเรื่องค่าจัดการศพและการสงเคราะห์ครอบครัวสมาชิก โดยไม่มุ่งหากำไร จัดตั้งและกำกับตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545

ระบบทำงานแบบ “ลงเงินรายศพ” สมาชิกจ่ายเงินครั้งละหลักสิบถึงหลักร้อย เมื่อมีสมาชิกเสียชีวิต เงินจะรวมเป็นก้อนเพื่อช่วยครอบครัวผู้ตาย ลดภาระค่าใช้จ่ายงานศพที่มักเกิดแบบฉุกละหุก

หลายพื้นที่มองนี่เป็นสวัสดิการชุมชนที่จับต้องได้ เพราะเข้าถึงง่าย ไม่ซับซ้อน และพึ่งพากันในหมู่บ้าน


ทำไมหลายสมาคมเริ่มไปต่อยาก ปัญหาไม่ได้มีแค่เงินขาด

ภาพรวมที่ถูกพูดถึงในช่วงนี้มีทั้งปัจจัยโครงสร้างและปัญหาการบริหารจัดการ

  • สังคมสูงวัยทำให้สมดุลเปลี่ยน
    สมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ ขณะที่จำนวนคนวัยทำงานที่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ลดลง ทำให้ฐานคนจ่ายเงินเล็กลง แต่ภาระจ่ายมากขึ้น
  • คนรุ่นใหม่ไม่เข้าร่วม
    หลายคนเลือกทำประกันชีวิตหรือผลิตภัณฑ์การเงินอื่นแทน สมาคมในหมู่บ้านจึงขาดเลือดใหม่เข้ามาช่วยกระจายความเสี่ยง
  • การบริหารไม่เป็นระบบ
    บางแห่งอยู่ในมือคณะกรรมการชุมชนที่ไม่ได้มีพื้นฐานการเงินหรือการบริหารความเสี่ยง ทำบัญชีไม่ครบ จัดประชุมใหญ่ไม่สม่ำเสมอ ตรวจสอบยาก
  • ข้อร้องเรียนเรื่องทุจริต
    ในบางพื้นที่มีข้อกล่าวหาเรื่องนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เอกสารไม่โปร่งใส หรือจ่ายเงินไม่ครบตามสิทธิ จนเกิดการร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐและหน่วยงานสอบสวน
  • การกำกับดูแลไม่เข้มพอ
    หลายกรณีถูกตั้งข้อสังเกตว่า นายทะเบียนท้องที่ไม่ตรวจสอบงบการเงินอย่างจริงจัง ปล่อยให้ปัญหาค้างสะสมเป็นเวลานาน

ใครสั่งเลิกได้ กฎหมายกำหนดชัด

ตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545 การเลิกสมาคมเกิดได้ 3 ทาง

  1. ที่ประชุมใหญ่มีมติให้เลิก
  2. นายทะเบียนท้องที่สั่งเลิก เมื่อพบการดำเนินการไม่ถูกต้อง ทุจริต หรือไปต่อไม่ได้
  3. ศาลสั่งเลิก เมื่อมีผู้มีส่วนได้เสียร้อง และกรณีนายทะเบียนไม่ดำเนินการ

จุดสำคัญคือ อำนาจสั่งเลิกอยู่ที่ “นายทะเบียนท้องที่” เช่น นายกเทศมนตรี นายก อบต. หรือผู้อำนวยการเขต ส่วนนายทะเบียนกลางทำหน้าที่ประกาศตามกระบวนการ ไม่ใช่ผู้สั่งเลิกเอง


สมาชิกจะได้เงินคืนหรือไม่ อยู่ที่สถานะเงินและขั้นตอนชำระบัญชี

เมื่อสมาคมถูกสั่งเลิก ต้องเข้าสู่กระบวนการ “ชำระบัญชี” เพื่อปิดบัญชีและจัดการทรัพย์สินตามกฎหมาย

หลักทั่วไปที่ถูกชี้แจงคือ

  • เงินสงเคราะห์ล่วงหน้า สมาชิกอาจมีสิทธิได้รับคืน “เฉพาะส่วนที่ยังไม่อยู่ในภาระผูกพัน”
  • หากเงินก้อนนั้นถูกนำไปจ่ายช่วยเหลือศพก่อนหน้าแล้ว อาจเรียกคืนไม่ได้
  • ทรัพย์สินที่เหลือหลังชำระบัญชี ไม่สามารถแบ่งคืนสมาชิก ต้องโอนไปยังสมาคมอื่นหรือนิติบุคคลสาธารณกุศล หากไม่ได้ระบุไว้ อาจตกเป็นของแผ่นดิน

ประเด็นนี้เองที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่า ต่อให้ส่งเงินมานาน ก็อาจไม่ได้อะไรกลับมา หากระบบภายในล้มเหลวตั้งแต่ก่อนถูกสั่งเลิก


เคสที่ทำให้ความเชื่อมั่นสะเทือนหนัก

สองกรณีที่ถูกพูดถึงมากในช่วงนี้คือ

  • อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ มีข้อร้องเรียนเรื่องเงินหมุนเวียนสะสมระดับหลายร้อยล้านบาท สมาชิกจำนวนมากยื่นเรื่องตรวจสอบ ตั้งข้อสังเกตเรื่องการประชุมใหญ่ การหักค่าใช้จ่าย และการจ่ายเงินให้ทายาทที่ยังไม่ครบถ้วน
  • อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ชาวบ้านร้องให้ดีเอสไอตรวจสอบ กรณีถูกเบี้ยวเงินค่าจัดการศพ รวมมูลค่าตามคำร้องระดับ 1,400 ล้านบาท และมีผู้เสียชีวิตที่อ้างว่ายังไม่ได้รับเงินจำนวนมาก

แม้รายละเอียดเชิงคดียังอยู่ในกระบวนการ แต่ผลทางความรู้สึกเกิดขึ้นแล้ว คือคนในพื้นที่อื่นเริ่มไม่มั่นใจ และบางส่วนลังเลจะส่งเงินต่อ


สรุปข่าว

กระแสยกเลิกสมาคมฌาปนกิจฯ 17–19 ก.พ. 2569 ทำให้ชาวบ้านกังวลเงินสูญ รัฐยืนยันมีสมาคม 4,874 แห่ง ยังดำเนินการ 3,839 แห่ง ยกเลิกล่าสุดราว 10 แห่ง แต่ปัจจัยสังคมสูงวัย สมาชิกใหม่ลด และคดีร้องเรียนทุจริต กดดันความเชื่อมั่นในระบบ

ทำไม “เงินฌาปนกิจ” ถึงกลับมาเป็นประเด็นร้อน

ช่วงวันที่ 17–19 กุมภาพันธ์ 2569 กระแสตื่นตระหนกเกิดขึ้นทั่วประเทศ หลังมีการเผยแพร่เอกสารประกาศเกี่ยวกับการยกเลิกสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์หลายแห่งในหลายจังหวัด จนสมาชิกจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ส่งเงินสะสมมานาน กังวลว่าเงินจะหายและจะไม่ได้รับสิทธิเมื่อถึงเวลาจำเป็น

รายชื่อที่ถูกพูดถึงในกระแสข่าวช่วงนี้มีทั้งสมาคมระดับชมรมและสมาคมในกลุ่มผู้ฝากเงินบางพื้นที่ เช่น สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ผู้ฝากเงินด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา และสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ของผู้ฝากเงิน ธ.ก.ส. สาขาศรีสะเกษ


รัฐบาลยืนยัน ระบบยังเดินต่อได้ อย่าตื่นตระหนก

วันที่ 18–19 กุมภาพันธ์ 2569 ฝ่ายบริหารและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ออกมาชี้แจงตรงกันว่า ข่าวยกเลิกสมาคม “ไม่ได้หมายถึงล่มทั้งประเทศ”

ตัวเลขที่หน่วยงานยืนยันมีดังนี้

  • ทั่วประเทศมีสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ 4,874 แห่ง
  • ยังดำเนินการอยู่ 3,839 แห่ง
  • ถูกยกเลิกล่าสุดประมาณ 10 แห่ง เป็นสัดส่วนเล็กเมื่อเทียบทั้งระบบ
  • ตั้งแต่ปี 2517–2569 มีการยกเลิกรวมราว 1,000 แห่ง เฉลี่ยปีละ 18–20 แห่ง
  • การยกเลิกเป็นรายสมาคม ไม่กระทบสมาคมอื่นที่ยังดำเนินการถูกต้อง

ฌาปนกิจสงเคราะห์คืออะไร ทำไมคนต่างจังหวัดพึ่งพามานาน

สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์เป็นการรวมกลุ่มช่วยเหลือกันเรื่องค่าจัดการศพและการสงเคราะห์ครอบครัวสมาชิก โดยไม่มุ่งหากำไร จัดตั้งและกำกับตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545

ระบบทำงานแบบ “ลงเงินรายศพ” สมาชิกจ่ายเงินครั้งละหลักสิบถึงหลักร้อย เมื่อมีสมาชิกเสียชีวิต เงินจะรวมเป็นก้อนเพื่อช่วยครอบครัวผู้ตาย ลดภาระค่าใช้จ่ายงานศพที่มักเกิดแบบฉุกละหุก

หลายพื้นที่มองนี่เป็นสวัสดิการชุมชนที่จับต้องได้ เพราะเข้าถึงง่าย ไม่ซับซ้อน และพึ่งพากันในหมู่บ้าน


ทำไมหลายสมาคมเริ่มไปต่อยาก ปัญหาไม่ได้มีแค่เงินขาด

ภาพรวมที่ถูกพูดถึงในช่วงนี้มีทั้งปัจจัยโครงสร้างและปัญหาการบริหารจัดการ

  • สังคมสูงวัยทำให้สมดุลเปลี่ยน
    สมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ ขณะที่จำนวนคนวัยทำงานที่เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ลดลง ทำให้ฐานคนจ่ายเงินเล็กลง แต่ภาระจ่ายมากขึ้น
  • คนรุ่นใหม่ไม่เข้าร่วม
    หลายคนเลือกทำประกันชีวิตหรือผลิตภัณฑ์การเงินอื่นแทน สมาคมในหมู่บ้านจึงขาดเลือดใหม่เข้ามาช่วยกระจายความเสี่ยง
  • การบริหารไม่เป็นระบบ
    บางแห่งอยู่ในมือคณะกรรมการชุมชนที่ไม่ได้มีพื้นฐานการเงินหรือการบริหารความเสี่ยง ทำบัญชีไม่ครบ จัดประชุมใหญ่ไม่สม่ำเสมอ ตรวจสอบยาก
  • ข้อร้องเรียนเรื่องทุจริต
    ในบางพื้นที่มีข้อกล่าวหาเรื่องนำเงินไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เอกสารไม่โปร่งใส หรือจ่ายเงินไม่ครบตามสิทธิ จนเกิดการร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐและหน่วยงานสอบสวน
  • การกำกับดูแลไม่เข้มพอ
    หลายกรณีถูกตั้งข้อสังเกตว่า นายทะเบียนท้องที่ไม่ตรวจสอบงบการเงินอย่างจริงจัง ปล่อยให้ปัญหาค้างสะสมเป็นเวลานาน

ใครสั่งเลิกได้ กฎหมายกำหนดชัด

ตามพระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545 การเลิกสมาคมเกิดได้ 3 ทาง

  1. ที่ประชุมใหญ่มีมติให้เลิก
  2. นายทะเบียนท้องที่สั่งเลิก เมื่อพบการดำเนินการไม่ถูกต้อง ทุจริต หรือไปต่อไม่ได้
  3. ศาลสั่งเลิก เมื่อมีผู้มีส่วนได้เสียร้อง และกรณีนายทะเบียนไม่ดำเนินการ

จุดสำคัญคือ อำนาจสั่งเลิกอยู่ที่ “นายทะเบียนท้องที่” เช่น นายกเทศมนตรี นายก อบต. หรือผู้อำนวยการเขต ส่วนนายทะเบียนกลางทำหน้าที่ประกาศตามกระบวนการ ไม่ใช่ผู้สั่งเลิกเอง


สมาชิกจะได้เงินคืนหรือไม่ อยู่ที่สถานะเงินและขั้นตอนชำระบัญชี

เมื่อสมาคมถูกสั่งเลิก ต้องเข้าสู่กระบวนการ “ชำระบัญชี” เพื่อปิดบัญชีและจัดการทรัพย์สินตามกฎหมาย

หลักทั่วไปที่ถูกชี้แจงคือ

  • เงินสงเคราะห์ล่วงหน้า สมาชิกอาจมีสิทธิได้รับคืน “เฉพาะส่วนที่ยังไม่อยู่ในภาระผูกพัน”
  • หากเงินก้อนนั้นถูกนำไปจ่ายช่วยเหลือศพก่อนหน้าแล้ว อาจเรียกคืนไม่ได้
  • ทรัพย์สินที่เหลือหลังชำระบัญชี ไม่สามารถแบ่งคืนสมาชิก ต้องโอนไปยังสมาคมอื่นหรือนิติบุคคลสาธารณกุศล หากไม่ได้ระบุไว้ อาจตกเป็นของแผ่นดิน

ประเด็นนี้เองที่ทำให้หลายคนรู้สึกว่า ต่อให้ส่งเงินมานาน ก็อาจไม่ได้อะไรกลับมา หากระบบภายในล้มเหลวตั้งแต่ก่อนถูกสั่งเลิก


เคสที่ทำให้ความเชื่อมั่นสะเทือนหนัก

สองกรณีที่ถูกพูดถึงมากในช่วงนี้คือ

  • อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ มีข้อร้องเรียนเรื่องเงินหมุนเวียนสะสมระดับหลายร้อยล้านบาท สมาชิกจำนวนมากยื่นเรื่องตรวจสอบ ตั้งข้อสังเกตเรื่องการประชุมใหญ่ การหักค่าใช้จ่าย และการจ่ายเงินให้ทายาทที่ยังไม่ครบถ้วน
  • อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม ชาวบ้านร้องให้ดีเอสไอตรวจสอบ กรณีถูกเบี้ยวเงินค่าจัดการศพ รวมมูลค่าตามคำร้องระดับ 1,400 ล้านบาท และมีผู้เสียชีวิตที่อ้างว่ายังไม่ได้รับเงินจำนวนมาก

แม้รายละเอียดเชิงคดียังอยู่ในกระบวนการ แต่ผลทางความรู้สึกเกิดขึ้นแล้ว คือคนในพื้นที่อื่นเริ่มไม่มั่นใจ และบางส่วนลังเลจะส่งเงินต่อ


ทางเดินของผู้เสียหาย มีข้อเสนอ 3 ช่องทาง

มีคำแนะนำจากภาคกฎหมายให้ผู้เสียหายพิจารณาแนวทางหลักๆ เช่น

  • ดำเนินคดีต่อเจ้าหน้าที่รัฐ หากเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
  • ฟ้องศาลปกครองเพื่อขอเยียวยาความเสียหายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • แจ้งความดำเนินคดีกับกรรมการสมาคม หากมีพฤติการณ์ฉ้อโกงหรือยักยอก พร้อมประสานหน่วยงานสอบสวนและตรวจเส้นทางการเงิน

หัวใจของการเดินเรื่องคือการรวมกลุ่มและรวบรวมหลักฐาน เช่น สมุดสมาชิก ใบเสร็จ หนังสือแจ้งจากสมาคม และเอกสารการจ่ายเงินในช่วงที่เริ่มมีปัญหา




นี่คือวิกฤตระบบ หรือวิกฤตศรัทธา?

ในเชิงตัวเลข รัฐยืนยันว่าระบบยังดำเนินต่อได้ เพราะสมาคมส่วนใหญ่ยังอยู่ครบ และการยกเลิกเกิดเป็นรายแห่ง ไม่ได้ปิดพร้อมกันทั่วประเทศ

แต่อีกด้านหนึ่ง ปัจจัยที่ทำให้สมาคมจำนวนหนึ่งไปต่อยากกำลังชัดขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่โครงสร้างสังคมสูงวัย การขาดสมาชิกใหม่ ไปจนถึงช่องโหว่การบริหารและการกำกับดูแล

หากปล่อยให้แก้แบบรายคดี ความเชื่อมั่นอาจหายเร็วกว่าอัตราการยุบเลิกจริง และสุดท้ายคนอาจเลิกเข้าร่วมเองโดยไม่ต้องมีคำสั่งใดๆ

ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN

บรรณาธิการออนไลน์