ครม.ไฟเขียวปรับเกณฑ์ซื้อขาย-โอน ตราสารหนี้เพิ่มเติมหวังปชช.เข้าถึงบริการทางการง่ายขึ้น

Share on Line Share on Facebook Share on X
ครม.ไฟเขียวปรับเกณฑ์ซื้อขาย-โอน  ตราสารหนี้เพิ่มเติมหวังปชช.เข้าถึงบริการทางการง่ายขึ้น

สรุปข่าว

นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการออก การซื้อขาย การโอน และการใช้ตราสารหนี้เป็นหลักประกัน ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงฉบับปี 50 สำหรับสาระสำคัญของร่างดังกล่าวประกอบด้วย


1.กำหนดให้เพิ่มหน้าที่กระทรวงการคลัง สามารถทำหน้าที่ตัวแทนการจ่ายเงินสำหรับตราสารหนี้ภาครัฐ และเป็นผู้รับฝากตราสารหนี้ประเภทไร้ใบตราสารได้ จากเดิมกำหนดให้เฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) หรือนิติบุคคลที่กระทรวงการคลังประกาศกำหนดทำหน้าที่ด้งกล่าวได้เท่านั้น รวมทั้งกำหนดให้มีการระบุทะเบียนตราสารหนี้กรณีตราสารหนี้ประเภทไร้ใบตราสาร เฉพาะชื่อผู้รับฝากตราสารหนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในทาง


2.ปรับปรุงคุณสมบัติของนิติบุคคล จากเดิมเป็นสถาบันการเงิน ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายตราสารหนี้ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์สามารถยื่นขอเป็นผู้จัดจำหน่ายตราสารหนี้ได้


3.กำหนดเพิ่มวิธีการจัดจำหน่ายตั๋วเงินคลังในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้สามารถดำเนินการด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงหรือตกลงราคาได้เช่นเดียวกับวิธี การจำหน่ายพันธบัตรและกำหนดรายละเอียดการจัดจำหน่ายตั๋วเงินคลังโดยวิธีการเสนอประมูลอัตราผลตอบแทนและวิธีการเสนอซื้อไว้ในประกาศหรือหลักเกณฑ์ลำดับรองที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนด


4.กำหนดประเภทผู้รับเงินของตั๋วเงินและพันธบัตร ให้ครอบคลุมถึงผู้รับหลักประกันตามที่ตกลงกัน หรือผู้รับตามที่นายทะเบียนกำหนด เพื่อความชัดเจนและความสะดวกในการบริหารจัดการการใช้เงินของตัวแทนการจ่ายเงินให้สามารถดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องได้โดยสะดวกรวดเร็ว


5.กำหนดให้สามารถชำระหนี้ให้กับตราสารหนี้ประเภทมีใบตราสารโดยไม่ต้องนำใบตราสารมาเวนคืน และให้นำหลักการนี้มาใช้กับตราสารหนี้ที่ออกก่อนที่ร่างกฎกระทรวงนี้จะมีผลใช้บังคับด้วย เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนผู้ถือตราสารหนี้ในการขึ้นเงินเมื่อครบกำหน


6.กำหนดให้ร่างกฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานเบกษาเป็นต้นไป


ทั้งนี้กระทรวงการคลังระบุว่า การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้จะมีประโยชน์ 2 ด้านคือ ประโยชน์ต่อภาครัฐ กระทรวงการคลังจะมีความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการกู้เงินและตราสารหนี้ภาครัฐมากยิ่งขึ้น และสามารถยกระดับกระบวนงานออกพันธบัตรทั้งระบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ก่อให้เกิดการลดกระบวนงาน ระยะเวลา และต้นทุนการกู้เงินของภาครัฐรวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของภาครัฐในการตอบสนองความต้องการในการเข้าถึงเครื่องมือทางการเงินของประชาชน และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไป 


รวมทั้งยังสนับสนุนการสร้างสังคมแห่งการออม ลดความเหลื่อมล้ำ และ สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีตามนโยบายภาครัฐสำหรับอีกด้านคือประโยชน์ต่อประชาชน เป็นการช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินได้ด้วยตนเองได้จากทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม และทำให้ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็วและมีภาระค่าใช้จ่ายน้อยลงในอนาคต


ที่มา :นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  

ภาพประกอบข่าว :  ไทยพาณิชย์



ที่มาข้อมูล : -

ที่มารูปภาพ :

avatar

TNNThailand

แท็กบทความ

sticky-bar-top