
สรุปข่าว
นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุม ครม.อนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขในการออก การซื้อขาย การโอน และการใช้ตราสารหนี้เป็นหลักประกัน ซึ่งเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงฉบับปี 50 สำหรับสาระสำคัญของร่างดังกล่าวประกอบด้วย
1.กำหนดให้เพิ่มหน้าที่กระทรวงการคลัง สามารถทำหน้าที่ตัวแทนการจ่ายเงินสำหรับตราสารหนี้ภาครัฐ และเป็นผู้รับฝากตราสารหนี้ประเภทไร้ใบตราสารได้ จากเดิมกำหนดให้เฉพาะธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) หรือนิติบุคคลที่กระทรวงการคลังประกาศกำหนดทำหน้าที่ด้งกล่าวได้เท่านั้น รวมทั้งกำหนดให้มีการระบุทะเบียนตราสารหนี้กรณีตราสารหนี้ประเภทไร้ใบตราสาร เฉพาะชื่อผู้รับฝากตราสารหนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในทาง
2.ปรับปรุงคุณสมบัติของนิติบุคคล จากเดิมเป็นสถาบันการเงิน ที่เป็นผู้จัดจำหน่ายตราสารหนี้ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เพื่อให้บริษัทหลักทรัพย์สามารถยื่นขอเป็นผู้จัดจำหน่ายตราสารหนี้ได้
3.กำหนดเพิ่มวิธีการจัดจำหน่ายตั๋วเงินคลังในกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นให้สามารถดำเนินการด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงหรือตกลงราคาได้เช่นเดียวกับวิธี การจำหน่ายพันธบัตรและกำหนดรายละเอียดการจัดจำหน่ายตั๋วเงินคลังโดยวิธีการเสนอประมูลอัตราผลตอบแทนและวิธีการเสนอซื้อไว้ในประกาศหรือหลักเกณฑ์ลำดับรองที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศกำหนด
4.กำหนดประเภทผู้รับเงินของตั๋วเงินและพันธบัตร ให้ครอบคลุมถึงผู้รับหลักประกันตามที่ตกลงกัน หรือผู้รับตามที่นายทะเบียนกำหนด เพื่อความชัดเจนและความสะดวกในการบริหารจัดการการใช้เงินของตัวแทนการจ่ายเงินให้สามารถดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องได้โดยสะดวกรวดเร็ว
5.กำหนดให้สามารถชำระหนี้ให้กับตราสารหนี้ประเภทมีใบตราสารโดยไม่ต้องนำใบตราสารมาเวนคืน และให้นำหลักการนี้มาใช้กับตราสารหนี้ที่ออกก่อนที่ร่างกฎกระทรวงนี้จะมีผลใช้บังคับด้วย เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนผู้ถือตราสารหนี้ในการขึ้นเงินเมื่อครบกำหน
6.กำหนดให้ร่างกฎกระทรวงนี้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานเบกษาเป็นต้นไป
ทั้งนี้กระทรวงการคลังระบุว่า การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้จะมีประโยชน์ 2 ด้านคือ ประโยชน์ต่อภาครัฐ กระทรวงการคลังจะมีความคล่องตัวและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการการกู้เงินและตราสารหนี้ภาครัฐมากยิ่งขึ้น และสามารถยกระดับกระบวนงานออกพันธบัตรทั้งระบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ก่อให้เกิดการลดกระบวนงาน ระยะเวลา และต้นทุนการกู้เงินของภาครัฐรวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการของภาครัฐในการตอบสนองความต้องการในการเข้าถึงเครื่องมือทางการเงินของประชาชน และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชนที่เปลี่ยนแปลงไป
รวมทั้งยังสนับสนุนการสร้างสังคมแห่งการออม ลดความเหลื่อมล้ำ และ สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีตามนโยบายภาครัฐสำหรับอีกด้านคือประโยชน์ต่อประชาชน เป็นการช่วยอำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงบริการทางการเงินได้ด้วยตนเองได้จากทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม และทำให้ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็วและมีภาระค่าใช้จ่ายน้อยลงในอนาคต
ที่มา :นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
ภาพประกอบข่าว : ไทยพาณิชย์
- แก้หนี้นอกระบบ! รัฐบาลโชว์ผลงาน 6 เดือนช่วยลูกหนี้กว่า 7.7 หมื่นราย
- ดีมานด์ "พันธบัตรสหรัฐฯ" ซบเซา ยอดประมูลต่ำสุดในรอบ 4 เดือน นักลงทุนเลี่ยง กังวลวิกฤติหนี้รัฐบาล
- พิชัยสั่งแบงก์ลดกำไรออกสินเชื่อช่วยส่งออก
- G-Token คืออะไร? การลงทุนรูปแบบใหม่ หวังดึง Gen Z-คนรุ่นใหม่ ออมสินทรัพย์ดิจิทัล ค้ำด้วยพันธบัตรรัฐ
- "พิชัย"จ่อเก็บแวตธุรกิจต่ำ 1.8 ล้านบาท
- ‘คุณสู้ เราช่วย" ขยายต่อถึง 30 มิ.ย. 68 ลูกหนี้ลงทะเบียนแล้วกว่า 5.3 แสนราย
- ครม.เคาะกู้กว่า 1.6 หมื่นล้าน หนุนอีอีซีโต
ที่มาข้อมูล : -
TNNThailand
