สรุปข่าว
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ออกบทวิเคราะห์เกี่ยวกับ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย พบว่า กำลังถูกท้าทายด้วยต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ไทยกำลังเผชิญกับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองตลาดในปัจจุบันได้เร็วกว่าและมีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่ต่ำกว่า หากไทยไม่เร่งพัฒนาศักยภาพการผลิต และวางกลยุทธ์ทางการตลาดให้เหมาะสม อาจกระทบมูลค่าอุตสาหกรรมนี้ที่อาจปรับตัวลดลงได้
อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย “โดยในปี 2565 สามารถสร้างเม็ดเงินที่สูงถึง 417,000 ล้านบาท”
ต่อมาในปี 2566 มูลค่าปรับตัวลดลงร้อยละ 5.9 เหลือเพียง 392,000 ล้านบาท และในปี 2567 คาดว่าจะหดตัวร้อยละ 1.42 มีมูลค่า 386,000 ล้านบาท แม้ดูเหมือนจะลดลงน้อยกว่าปีที่ผ่านมา แต่ถ้าดูในรายละเอียดเพราะได้รับผลดีการส่งออกในรูปแบบค่าเงินบาทที่ช่วยพยุงในช่วงครึ่งปีแรกให้ไม่ทรุดต่ำลงนัก
สิ่งที่ต้องจับตาคือ อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย ที่มีความเปราะบางพร้อมจะเกิดรอยร้าวและความเสียหายได้ทุกเวลา จากข้อจำกัดของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยที่ยังรับจ้างผลิต (Original Equipment Manufacturer : OEM) แบรนด์แฟชั่น Hi-Street รวมถึงผู้ผลิตที่ยังไม่สามารถสร้างเอกลักษณ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ผ่านแบรนด์สินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าปรับตัวได้ช่วยสร้างกำแพงที่ปกป้องอุตสาหกรรมจากการเน้นเรื่องคุณภาพการผลิต มากกว่าการมุ่งเน้นในเรื่องของต้นทุน
ttb analytics มองถึงสัญญาณเตือนที่กระทบต่ออุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยในแต่ละตลาดดังนี้
-ผลกระทบของกลุ่มรับจ้างการผลิตในตลาดกลุ่ม Hi-Street Fashion ที่ย้ายฐานการผลิตสู่แหล่งต้นทุนต่ำ ด้วยธรรมชาติของรูปแบบการผลิตดั้งเดิม ในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เป็นรูปแบบการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labor Intensive) โดยอุตสาหกรรมนี้ใช้แรงงาน 4 แสนตำแหน่ง มีสัดส่วนราวร้อยละ 10 ของแรงงานในภาคการผลิต เมื่อประกอบกับบริบทที่ไทยเป็นผู้ผลิตและผู้รับจ้างผลิตกลุ่มสินค้า Hi-Street ที่มีมูลค่าเพิ่มไม่สูงจึงมักแข่งขันในเรื่องต้นทุนมากกว่าคุณภาพ ส่งผลให้มีการย้ายฐานการผลิตที่จะทำให้สามารถรักษาข้อได้เปรียบจากต้นทุน อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย มีค่าแรงเริ่มต้น 255 เหรียญสหรัฐต่อเดือน ขณะที่ประเทศในภูมิภาคเอเชีย เช่น บังกลาเทศ และเวียดนาม เริ่มต้นที่ 114 และ 195 เหรียญสหรัฐต่อเดือน ตามลำดับ
ตรงนี้กระทบต่อไทยพอสมควร โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามูลค่าการส่งออกของไทยที่มีสัดส่วนราวร้อยละ 65-70 ของมูลค่าตลาดทั้งหมดหดตัวกว่าร้อยละ 13 ในขณะที่ภาคการส่งออกของกลุ่มประเทศที่ถูกยกระดับการเป็นฐานการผลิตใหม่ เช่น บังกลาเทศมีมูลค่าส่งออกเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 20 ส่วนเวียดนามมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นกว่า 45.3
-ผลกระทบในตลาด Mass Marketing ที่กดดันให้การผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย ต้องตอบสนองพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ด้วยบริบทของคนในยุคปัจจุบันที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังเน้นกระแส Fast Fashion ที่เมื่อมีกระแสนิยมตามช่วงเวลานั้น ๆ สินค้าต้องวางขายให้เร็วที่สุดก่อนกระแสนั้นจะเบาบางลง ประกอบกับความก้าวหน้าในเรื่องของสื่อสังคมออนไลน์ยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้กระแส Fast Fashion ขยายตัว จากเดิมอาจเป็นแค่กระแสในประเทศ (Country Trends) เกิดเป็นไวรัลจนกลายเป็นกระแสในสังคมโลก (Global Trends) ดังนั้น การผลิตในรูปแบบดั้งเดิมอาจไม่สามารถผลิตเพื่อตอบสนองเทรนด์ดังกล่าวได้ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อเปลี่ยนโฉมการผลิตอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เป็นรูปแบบการผลิตที่ใช้ทุนเข้มข้น จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์
พบว่าโรงงานที่ใช้เทคโนโลยีในการผลิตสามารถมีกำลังการผลิตต่อ 1 โรงงานได้มากกว่า 100,000 ตัวต่อวัน ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการระยะสั้น ๆ ที่เข้ามาทันทีทันใดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการผลิตโดยเน้นบทบาททางเทคโนโลยีส่งผลให้เกิดการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) สามารถลดต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ
ด้วยบทบาทของไทยในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ส่วนใหญ่ยังจัดอยู่ในกลุ่มรับจ้างผลิตสินค้าในระดับแค่ Hi-Street Fashion รวมถึงในกลุ่มผู้ผลิตที่ยังไม่สามารถสร้างเอกลักษณ์ผ่านตราสินค้าได้ ซึ่งเป็นกำแพงที่ทำให้เกิดผลกระทบจากการแข่งขันด้านต้นทุนและป้องกันการลอกเลียนแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ไทยยังเผชิญกับแรงกดดันอันลดทอนศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก
มีแนวโน้มว่าไทยจะเสียเปรียบการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตรงนี้จะสร้างแรงกดดันจากการย้ายฐานการผลิตของกลุ่มเจ้าของแบรนด์ Hi-Street Fashion เข้าสู่ประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า และการตอบสนองตลาด Mass ที่เน้นการออกแบบตามกระแสมากกว่าคุณภาพและพร้อมเปลี่ยนได้ตลอดเวลาที่เรียกกันว่า Fast Fashion โดยพบว่าฐานการผลิตเพื่อตอบสนองสินค้ากลุ่มนี้มักกระจุกตัวในจีน ที่มีศักยภาพในการผลิตเชิงอุตสาหกรรมสูง และจีนเป็นเจ้าของ Platform การค้าออนไลน์ที่เป็นแหล่งข้อมูลที่สามารถคาดการณ์เทรนด์การสั่งซื้อ และพฤติกรรมของผู้ซื้อได้อย่างแม่นยำ
ด้วยแรงกดดันดังกล่าว ttb analytics จึงมองทางรอดสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย ไว้ 3 ประเด็นคือ
1.กำหนดกลุ่มลูกค้าให้มีความชัดเจน ด้วยแรงกดดันการแข่งขันด้านต้นทุน ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเน้นในเรื่องกลุ่มเป้าหมาย (Segment Marketing) ที่เหมาะกับสินค้าของตนเองผ่านเอกลักษณ์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ดีไซน์ รูปแบบ เพื่อให้ลูกค้าตระหนักในเรื่องคุณภาพสินค้าได้ โดยสามารถปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างอัตรากำไรให้สูงขึ้น และขยายธุรกิจได้ในเวลาเดียวกันผ่านกลยุทธ์ทางราคา ในรูปแบบที่ไม่ใช่การแข่งขันทางราคา ซึ่งการเน้นคุณภาพให้สูงเพียงพอจะเป็นกำแพงป้องกันการตีตลาดจากฝั่งผู้ประกอบการต่างชาติที่เน้นเรื่องต้นทุนต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.พัฒนาศักยภาพการผลิต โดยเฉพาะในกลุ่มที่ยังมีพื้นที่ขายตลาดกลุ่ม Mass ที่แข่งขันในเรื่องต้นทุนมากกว่าเน้นเรื่องคุณภาพ ควรพยายามพัฒนาบทบาททางเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุนการผลิต และลดช่องว่างความเสียเปรียบด้านต้นทุนให้แคบลง หากต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำกว่าระดับหนึ่ง เช่น ต่ำกว่าร้อยละ 50 นโยบายภาษีของภาครัฐอาจไม่ส่งผลเพื่อปกป้องผู้ผลิตในประเทศ เนื่องจากต้องยกระดับถึงการเก็บภาษีเต็ม 100 จึงจะช่วยลดแต้มต่อจากต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าในจำนวนนั้น ๆ ได้ ดังนั้น ผู้ประกอบในประเทศควรเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเพื่อลดต้นทุนให้มีกรอบที่แคบลงเพียงพอที่ภาครัฐจะสามารถใช้นโยบายภาษี เพื่อลดความเสียเปรียบนั้นได้อย่างสมเหตุสมผล
3.ใช้เอกลักษณ์ประจำชาติ ที่มีวัฒนธรรมอันยาวนาน รวมถึงมีจุดเด่นด้านการแต่งกายประจำภาคก็เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งการเพิกเฉยต่อเอกลักษณ์เหล่านั้น ไม่หยิบมาใช้ เนื่องจากไม่มีความเหมาะสมต่อการใช้สอยในชีวิตประจำวันจึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ดังนั้น ภาครัฐควรร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อออกแบบและกำหนดชุดแต่งกาย เช่น ชุดทำงานที่มีกลิ่นอายของไทยและเหมาะสำหรับการทำงานในทุก ๆ วัน สามารถออกแบบได้ตั้งแต่ ชุดทำงานที่ไม่เป็นทางการ ชุดทำงานกึ่งทางการ และ ชุดทำงานที่เป็นทางการ รวมไปถึงการนำผ้าไทยจากทุกภูมิภาคมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบเพื่อให้มีกลิ่นอายแบบไทย ๆ ผนวกเข้ากับชุดแต่งกายที่ร่วมสมัยและเข้าถึงบริบทในชีวิตประจำวันได้
- จีนเลิก "แบน" อาหารทะเลญี่ปุ่น จ่อนำเข้าอีกครั้ง
- "คนจีน" ไม่กล้าใช้จ่าย 80 % หันออมเงิน แม้ดอกเบี้ยต่ำ
- "ทุเรียนปราจีนบุรี"เนื้อแน่น คุณภาพดี ดังไกลส่งขายถึงยุโรป | เรื่องดีดีทั่วไทย | 27-05-68
- เมื่อจีนใช้มังกรน้อย พลิกฟื้นชนบท (ตอน 1) โดย ดร.ไพจิตร วิบูลย์ธนสาร
- เจนซี "จีน" เป็นฮีโร่ไม่รู้ตัว ใช้จ่ายตามอารมณ์ = ช่วยชาติ ?
- “เวียดนาม-สหรัฐฯ” คืบหน้าดีลภาษีรอบ 2 จ่อนัดอีกครั้งต้นมิถุนายนนี้
ที่มาข้อมูล : -
TNNThailand