“ธุรกิจสปา” ดันไทยผู้นำ Wellness Tourism

Share on Line Share on Facebook Share on X

ไทยมีนโยบายผลักดันท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากตลาดศักยภาพสูง ทั้งยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกาข้อมูล ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเดือนต้นปี 2568 สถาบันโกลบอลเวลเนส (Global Wellness Institute หรือ GWI) เคยออกรายงานเกี่ยวกับไทย ระบุว่า ไทยมีมูลค่ารวมสินค้าและบริการเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพมีมูลค่าอยู่ที่กว่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ  โดยอยู่ในอันดับ 24 ของโลก จาก 218 ประเทศ เป็นอันดับที่ 9 ของเอเชียแปซิฟิก โดยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมาเป็นอันดับ1 มูลค่ากว่า 12,000 ล้านเหรีญสหรัฐ เป็นอันดับที่ 15 ของโลก

ล่าสุดแพลตฟอร์มการจองการเดินทางและไลฟ์สไตล์ Traveloka (ทราเวลโลก้า)  รายงานว่า ประเทศไทยครองส่วนแบ่งการค้นหามากกว่าร้อยละ 50 ของประสบการณ์เชิงสุขภาพทั้งหมด โดยกรุงเทพมหานครได้รับความนิยมสูงสุดในด้านสปาและบริการดูแลสุขภาพ

ส่วนยอดค้นหารองลงมาคืออินโดนีเซียที่มีสัดส่วนการค้นหากว่าร้อยละ 30 โดยมีบาหลีเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม

ถ้าไปดูการให้บริการสปาของไทย พบว่า สปาทางการแพทย์ ที่ให้บริการบำบัดและดูแลสุขภาพแบบผสมผสานด้านการแพทย์ โดยบุคลากรทางการแพทย์ การบริการด้านสุขภาวะทางจิต การช่วยบำบัดด้านการนอนหลับ การดูแลสุขภาพด้วยอาหาร อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ บริการด้านการแช่น้ำพุร้อน เป็นบริการที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แม้ไทยและอินโดนีเซียจะครองใจนักเดินทางไทย  แต่ประเทศในภูมิภาคอย่างเวียดนาม มาเลเซีย ญี่ปุ่น และไต้หวัน ก็ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการการท่องเที่ยวเพื่อดูแลตัวเองทั้งใกล้บ้านและในภูมิภาค

บาหลีของอินโดนีเซีย ยังคงเป็นเมืองหลวงด้านสุขภาพของอินโดนีเซีย ด้วยชื่อเสียงด้านสปาสุดหรู รีทรีตโยคะ การบำบัดแบบองค์รวม และการฟื้นฟูด้วยธรรมชาติ ทำให้ดึงดูดนักเดินทางชาวไทยที่มองหาประสบการณ์สุขภาพครบวงจร ขณะที่จาการ์ตาและสุราบายาก็มีความต้องการสูง โดยเฉพาะบริการนวดกดจุดและสปาในตัวเมือง

ส่วน ญาจาง ในเวียดนาม รีสอร์ตสปาริมชายหาดที่มีบริการแบบองค์รวม กลายเป็นตัวเลือกยอดฮิตสำหรับคนรักการผ่อนคลาย

มาเลเซีย ก็มีครบ ทั้งรีสอร์ตสปาหรู ศูนย์สุขภาพในกัวลาลัมเปอร์ และการนวดสมุนไพรแบบดั้งเดิม ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยให้มาลองประสบการณ์สุดพิเศษ

ส่วน ญี่ปุ่นและไต้หวัน ต่างก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว ญี่ปุ่นเด่นเรื่องออนเซนและการนวดกดจุดผ่อนคลาย ส่วนไต้หวันโดดเด่นด้วยบริการความงามและทรีตเมนต์แบบมืออาชีพ


สรุปข่าว

ธุรกิจสปา และบริการด้านสุขภาพ ถือเป็นบริการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติให้ความสนใจ ล่าสุดมีรายงานว่า ไทยมียอดค้นหามากสุดในแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยว สูงกว่าบาหลี อินโดนีเซีย

ไทยมีนโยบายผลักดันท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากตลาดศักยภาพสูง ทั้งยุโรป อเมริกา ตะวันออกกลาง และแอฟริกาข้อมูล ก่อนหน้านี้เมื่อช่วงเดือนต้นปี 2568 สถาบันโกลบอลเวลเนส (Global Wellness Institute หรือ GWI) เคยออกรายงานเกี่ยวกับไทย ระบุว่า ไทยมีมูลค่ารวมสินค้าและบริการเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพมีมูลค่าอยู่ที่กว่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ  โดยอยู่ในอันดับ 24 ของโลก จาก 218 ประเทศ เป็นอันดับที่ 9 ของเอเชียแปซิฟิก โดยการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมาเป็นอันดับ1 มูลค่ากว่า 12,000 ล้านเหรีญสหรัฐ เป็นอันดับที่ 15 ของโลก

ล่าสุดแพลตฟอร์มการจองการเดินทางและไลฟ์สไตล์ Traveloka (ทราเวลโลก้า)  รายงานว่า ประเทศไทยครองส่วนแบ่งการค้นหามากกว่าร้อยละ 50 ของประสบการณ์เชิงสุขภาพทั้งหมด โดยกรุงเทพมหานครได้รับความนิยมสูงสุดในด้านสปาและบริการดูแลสุขภาพ

ส่วนยอดค้นหารองลงมาคืออินโดนีเซียที่มีสัดส่วนการค้นหากว่าร้อยละ 30 โดยมีบาหลีเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม

ถ้าไปดูการให้บริการสปาของไทย พบว่า สปาทางการแพทย์ ที่ให้บริการบำบัดและดูแลสุขภาพแบบผสมผสานด้านการแพทย์ โดยบุคลากรทางการแพทย์ การบริการด้านสุขภาวะทางจิต การช่วยบำบัดด้านการนอนหลับ การดูแลสุขภาพด้วยอาหาร อสังหาริมทรัพย์เพื่อสุขภาพ บริการด้านการแช่น้ำพุร้อน เป็นบริการที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แม้ไทยและอินโดนีเซียจะครองใจนักเดินทางไทย  แต่ประเทศในภูมิภาคอย่างเวียดนาม มาเลเซีย ญี่ปุ่น และไต้หวัน ก็ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการการท่องเที่ยวเพื่อดูแลตัวเองทั้งใกล้บ้านและในภูมิภาค

บาหลีของอินโดนีเซีย ยังคงเป็นเมืองหลวงด้านสุขภาพของอินโดนีเซีย ด้วยชื่อเสียงด้านสปาสุดหรู รีทรีตโยคะ การบำบัดแบบองค์รวม และการฟื้นฟูด้วยธรรมชาติ ทำให้ดึงดูดนักเดินทางชาวไทยที่มองหาประสบการณ์สุขภาพครบวงจร ขณะที่จาการ์ตาและสุราบายาก็มีความต้องการสูง โดยเฉพาะบริการนวดกดจุดและสปาในตัวเมือง

ส่วน ญาจาง ในเวียดนาม รีสอร์ตสปาริมชายหาดที่มีบริการแบบองค์รวม กลายเป็นตัวเลือกยอดฮิตสำหรับคนรักการผ่อนคลาย

มาเลเซีย ก็มีครบ ทั้งรีสอร์ตสปาหรู ศูนย์สุขภาพในกัวลาลัมเปอร์ และการนวดสมุนไพรแบบดั้งเดิม ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยให้มาลองประสบการณ์สุดพิเศษ

ส่วน ญี่ปุ่นและไต้หวัน ต่างก็มีเสน่ห์เฉพาะตัว ญี่ปุ่นเด่นเรื่องออนเซนและการนวดกดจุดผ่อนคลาย ส่วนไต้หวันโดดเด่นด้วยบริการความงามและทรีตเมนต์แบบมืออาชีพ


ผลการค้นหาดังกล่าวสอดคล้องกับผลการศึกษาล่าสุดของ Traveloka ในหัวข้อ "การท่องเที่ยวในมิติใหม่ : ทำความเข้าใจและตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก" ซึ่งรวบรวมข้อมูลเชิงลึกจากผู้ตอบแบบสอบถามเกือบ 12,000 คน จาก 9 ประเทศ

ลมีผู้ตอบแบบสอบถามจากประเทศไทยกว่า 2,000 คน พบว่านักท่องเที่ยวชาวไทยร้อยละ 70 ชื่นชอบการท่องเที่ยวภายในประเทศมากกว่า โดย ร้อยละ 35 ระบุว่าการพักผ่อนและเติมพลัง (Rest and Recharge) เป็นแรงจูงใจหลักในการเดินทาง ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาหมวดหมู่ที่สำรวจทั้งหมด

“เทรนด์นี้สอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรมเชิงสุขภาพในประเทศไทย โดยในปี 2567 อุตสาหกรรมสร้างรายได้กว่า 1 ล้านล้านบาท และคาดการณ์ว่าจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้านล้านบาท ภายในปี 2570 ด้วยอัตราการเติบโตต่อปี ร้อยละ 7-10”

ตามรายงานของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ระบุว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ( Wellness Tourism) น่าจะเติบโตเร็วกว่า Medical Tourism (การท่องเที่ยวเชิงการแพทย์) มากกว่า 3-4 เท่า ตรงนี้เกิดจากทั้งความต้องการของคนไทยเอง และนักท่องเที่ยวต่างชาติ ต้องการมาใช้บริการในไทย

ถ้าดูว่านักท่องเที่ยวชอบที่ไหนมากสุด พบว่า ประสบการณ์เชิงสุขภาพในกรุงเทพฯ ยังคงเป็นที่ต้องการสูงสุด รองลงมาคือ เชียงใหม่ ภูเก็ต อุบลราชธานี และพัทยา 

ส่วนนักเดินทางไทยกำลังมองหาตัวเลือกใกล้ตัว เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรการดูแลตัวเอง ไม่ใช่เพียงแค่ในโอกาสพิเศษเท่านั้น โดยบริการยอดนิยมบนแอป Traveloka ในหมู่ผู้ใช้ชาวไทย ได้แก่

1. สปาและนวด นวดไทยซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติโดยยูเนสโก ยังคงดึงดูดความสนใจอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ร้านสปาในตัวเมืองต่าง ๆ ก็ยังเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับนักเดินทางที่ต้องการผ่อนคลายและคลายความเครียดอย่างรวดเร็ว

2. ออนเซนและน้ำพุร้อน ออนเซนสไตล์ญี่ปุ่น หรือบ่อน้ำพุร้อน ซึ่งมีประวัติยาวนาน และขึ้นชื่อในด้านการบำบัดสุขภาพและคุณค่าทางวัฒนธรรม ถือเป็นรากฐานสำคัญของการผ่อนคลายและการดูแลสุขภาพในญี่ปุ่นมาหลายศตวรรษ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา วัฒนธรรมการแช่ออนเซนได้ก้าวข้ามพรมแดน และเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นในประเทศไทย โดยมีทั้งบริการแช่แบบส่วนตัวและแบบรวมกลุ่มให้เลือกตามความต้องการ

3. ร้านเสริมสวย การทำเล็บ และการต่อขนตา เป็นกิจกรรมที่โดดเด่นของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยการดูแลความงามและการเสริมสวยในชีวิตประจำวันได้กลายเป็นประสบการณ์ที่นักเดินทางชาวไทยให้ความสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการตัดแต่งทรงผม การทำเล็บ ไปจนถึงการต่อขนตา ซึ่งทั้งหมดนี้ผสมผสานทั้งการดูแลตัวเองและความผ่อนคลายเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

4. คลินิกแพทย์และความงาม ระบบสาธารณสุขของไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล ด้วยคุณภาพมาตรฐานสูงที่นักเดินทางสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเดินทางไกล คลินิกเหล่านี้ได้รับความนิยมทั้งในด้านการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการให้บริการเสริมความงามหลากหลายรูปแบบ

5. การนวดกดจุดและประสบการณ์เฉพาะทาง ตั้งแต่สปากดจุดศีรษะ เลานจ์สำหรับงีบหลับชั่วคราว ไปจนถึงการดูแลสุขภาพตามภูมิปัญญาท้องถิ่น กิจกรรมด้านสุขภาพเฉพาะทางเหล่านี้กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น

 

ที่มาข้อมูล : Traveloka ททท. Global Wellness Institute

ที่มารูปภาพ : canva

sticky-bar-top