ต้องท้าวความก่อนว่า ในช่วงที่ผ่านมาภาคการท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง หลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลายลง และมีการเปิดประเทศเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2565 แต่อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 เมื่อปีที่ผ่านมา “การท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยต้องสะดุดลงอีกครั้งจากหลายปัจจัยทั้งประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย
ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่ทวีความรุนแรงขึ้นและลากยาวมาถึงในปีนี้ รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ รวมถึงค่าเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่า ส่งผลให้ในปี 2568 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยราว 32.9 ล้านคน ติดลบร้อยละ 7.2 และยังฟื้นตัวได้เพียงร้อยละ 82 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิดในปี 2562 โดยสาเหตุหลักมาจากนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงถึง ร้อยละ -33.6 และยังฟื้นตัวได้เพียงร้อยละ 40 ของช่วงก่อนโควิดเท่านั้น

แม้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหดตัวน้อยกว่าจำนวน โดยในปี 2568 มีรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 1.54 ล้านล้านบาท ลดลง ร้อยละ -4.7 จากการใช้จ่ายต่อหัว (Spending per Head) ที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ประมาณ 46,600 บาทต่อคนต่อทริป สะท้อนสัญญาณ “Value over Volume” หรือ ความต้องการมุ่งเน้นไปที่คุณภาพของนักท่องเที่ยวมากกว่าปริมาณ ส่วนกลุ่มที่สร้างมูลค่าให้กับภาคท่องเที่ยวไทยปี 2568 จะอยู่ในตลาดระยะไกลเป็นหลัก เช่น กลุ่ม Middle East ที่มี การใช้จ่ายต่อหัว สูงถึงราว 80,000 บาท/ทริป
ขณะที่ยุโรป รัสเซีย สหรัฐ และโอเชียเนีย อยู่ที่ราว 55,000-62,000 บาท/ทริป สูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมที่ 46,600 บาท/ทริป ซึ่งสามารถช่วยประคับประคองรายได้ของการท่องเที่ยวไทยไว้ได้ในระดับหนึ่งแต่อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกลุ่มตลาดระยะไกลยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการหายไปของนักท่องเที่ยวจีนซึ่งมีขนาดใหญ่มากในเชิงปริมาณ
ดังนั้น Krungthai COMPASS จึงประเมินว่า ในปี 2569 ทั้งจำนวน และรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังไม่กลับไปเท่าระดับก่อนโควิด โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดอยู่ที่ราว 34.5 ล้านคน (คิดเป็นร้อยละ 86 ของปี 2562) และรายได้ราว 1.64 ล้านล้านบาท (ร้อยละ 86 ของปี 2562)
โดย ปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการฟื้นตัว คือ การหายไปของนักท่องเที่ยวจีนกว่าครึ่งจากระดับ 11 ล้านคนในปี 2562 เหลือ 4.5-5.5 ล้านคน ในปี 2568-69 ขณะเดียวกันยังต้องติดตามผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่จะกดดันจำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียในช่วงต้นปี 2569
สำหรับนักท่องเที่ยวจากตลาดอื่นๆ โดยเฉพาะยุโรป ที่ ค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง ประเมินว่า แม้จำนวนจะมีเติบโตต่อเนื่อง และสูงกว่าปี 2562 แล้ว แต่กลับยังไม่สามารถชดเชยการหายไปของนักท่องเที่ยวจีนได้ ส่งผลให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568-69 จะมีมูลค่า 1.52-1.64 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 79-86 ของปี 2562

ส่วนปัจจัยที่ทำนัก “ท่องเที่ยวจีน” ที่ยังไม่กลับมาเที่ยวไทย Krungthai COMPASS มองว่ามาจาก 3 สาเหตุหลัก ประกอบด้วย
1.ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยในไทย จากผลสำรวจล่าสุดโดย Dragon Trail International เปิดเผยว่า ร้อยละ 48 ของนักท่องเที่ยวจีนมองว่าไทยไม่ปลอดภัย
ส่วนหนึ่งเกิดจากข่าวเชิงลบที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของไทย เช่น การหายตัวไปของนักแสดงชาวจีน รวมถึงการปราบปรามธุรกิจสีเทาในไทย ทำให้ไทยถูกมองว่าไม่ปลอดภัยและเป็นประเทศที่มีธุรกิจผิดกฎหมายจำนวนมาก
2.การแข่งขันจากประเทศปลายทางอื่นทวีความรุนแรงขึ้น โดยประเทศในเอเชียอย่างญี่ปุ่น สิงคโปร์ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนได้ดีด้วยภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย และใช้นโยบายวีซ่าฟรีเพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการเดินทาง
สรุปข่าว
ต้องท้าวความก่อนว่า ในช่วงที่ผ่านมาภาคการท่องเที่ยวไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง หลังจากสถานการณ์โควิดคลี่คลายลง และมีการเปิดประเทศเต็มรูปแบบตั้งแต่ปี 2565 แต่อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 เมื่อปีที่ผ่านมา “การท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยต้องสะดุดลงอีกครั้งจากหลายปัจจัยทั้งประเด็นเรื่องความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย
ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่ทวีความรุนแรงขึ้นและลากยาวมาถึงในปีนี้ รวมถึงสถานการณ์น้ำท่วมในภาคใต้ รวมถึงค่าเงินบาทที่มีทิศทางแข็งค่า ส่งผลให้ในปี 2568 มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยราว 32.9 ล้านคน ติดลบร้อยละ 7.2 และยังฟื้นตัวได้เพียงร้อยละ 82 เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิดในปี 2562 โดยสาเหตุหลักมาจากนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลงถึง ร้อยละ -33.6 และยังฟื้นตัวได้เพียงร้อยละ 40 ของช่วงก่อนโควิดเท่านั้น

แม้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะหดตัวน้อยกว่าจำนวน โดยในปี 2568 มีรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 1.54 ล้านล้านบาท ลดลง ร้อยละ -4.7 จากการใช้จ่ายต่อหัว (Spending per Head) ที่ปรับดีขึ้นต่อเนื่องมาอยู่ที่ประมาณ 46,600 บาทต่อคนต่อทริป สะท้อนสัญญาณ “Value over Volume” หรือ ความต้องการมุ่งเน้นไปที่คุณภาพของนักท่องเที่ยวมากกว่าปริมาณ ส่วนกลุ่มที่สร้างมูลค่าให้กับภาคท่องเที่ยวไทยปี 2568 จะอยู่ในตลาดระยะไกลเป็นหลัก เช่น กลุ่ม Middle East ที่มี การใช้จ่ายต่อหัว สูงถึงราว 80,000 บาท/ทริป
ขณะที่ยุโรป รัสเซีย สหรัฐ และโอเชียเนีย อยู่ที่ราว 55,000-62,000 บาท/ทริป สูงกว่าค่าเฉลี่ยโดยรวมที่ 46,600 บาท/ทริป ซึ่งสามารถช่วยประคับประคองรายได้ของการท่องเที่ยวไทยไว้ได้ในระดับหนึ่งแต่อย่างไรก็ตาม การเติบโตของกลุ่มตลาดระยะไกลยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการหายไปของนักท่องเที่ยวจีนซึ่งมีขนาดใหญ่มากในเชิงปริมาณ
ดังนั้น Krungthai COMPASS จึงประเมินว่า ในปี 2569 ทั้งจำนวน และรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติจะยังไม่กลับไปเท่าระดับก่อนโควิด โดยจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติคาดอยู่ที่ราว 34.5 ล้านคน (คิดเป็นร้อยละ 86 ของปี 2562) และรายได้ราว 1.64 ล้านล้านบาท (ร้อยละ 86 ของปี 2562)
โดย ปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการฟื้นตัว คือ การหายไปของนักท่องเที่ยวจีนกว่าครึ่งจากระดับ 11 ล้านคนในปี 2562 เหลือ 4.5-5.5 ล้านคน ในปี 2568-69 ขณะเดียวกันยังต้องติดตามผลกระทบจากเหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ที่จะกดดันจำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียในช่วงต้นปี 2569
สำหรับนักท่องเที่ยวจากตลาดอื่นๆ โดยเฉพาะยุโรป ที่ ค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง ประเมินว่า แม้จำนวนจะมีเติบโตต่อเนื่อง และสูงกว่าปี 2562 แล้ว แต่กลับยังไม่สามารถชดเชยการหายไปของนักท่องเที่ยวจีนได้ ส่งผลให้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2568-69 จะมีมูลค่า 1.52-1.64 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 79-86 ของปี 2562

ส่วนปัจจัยที่ทำนัก “ท่องเที่ยวจีน” ที่ยังไม่กลับมาเที่ยวไทย Krungthai COMPASS มองว่ามาจาก 3 สาเหตุหลัก ประกอบด้วย
1.ภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัยในไทย จากผลสำรวจล่าสุดโดย Dragon Trail International เปิดเผยว่า ร้อยละ 48 ของนักท่องเที่ยวจีนมองว่าไทยไม่ปลอดภัย
ส่วนหนึ่งเกิดจากข่าวเชิงลบที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของไทย เช่น การหายตัวไปของนักแสดงชาวจีน รวมถึงการปราบปรามธุรกิจสีเทาในไทย ทำให้ไทยถูกมองว่าไม่ปลอดภัยและเป็นประเทศที่มีธุรกิจผิดกฎหมายจำนวนมาก
2.การแข่งขันจากประเทศปลายทางอื่นทวีความรุนแรงขึ้น โดยประเทศในเอเชียอย่างญี่ปุ่น สิงคโปร์ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวจีนได้ดีด้วยภาพลักษณ์ด้านความปลอดภัย และใช้นโยบายวีซ่าฟรีเพื่อเพิ่มแรงจูงใจในการเดินทาง
ขณะเดียวกันพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวจีนที่มองหาประสบการณ์ใหม่มากขึ้น อาจทำให้ไทยถูกมองว่าเป็นจุดหมายปลายทางที่ซ้ำ เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งที่พัฒนาจุดหมายปลายทาง (Destination) ใหม่ๆ อาทิ ประเทศเวียดนาม ที่พัฒนา Ha Giang เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มที่ชอบผจญภัย
ซึ่งภาพดังกล่าวสะท้อนได้จากอัตราการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวจีนในหลายประเทศที่ดีกว่าไทย นำโดยญี่ปุ่น ฟื้นตัวร้อยละ 99 ตามมาด้วย เวียดนามร้อยละ 91 และสิงคโปร์ ร้อยละ 87 ขณะที่ไทยฟื้นตัวเพียง ร้อยละ 40
3.เงินบาทที่แข็งค่าเมื่อเทียบกับคู่แข่ง แม้ผู้ประกอบการยังไม่ได้มีการปรับราคาสินค้าและบริการ แต่เงินบาทที่แข็งค่าขึ้น จากเดิมในปี 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 4.9 บาทต่อหยวน แต่ปัจจุบันแลกได้ 4.4 บาทต่อหยวน หรือหายไป ร้อยละ 10 และคาดว่าในปี 2569 เงินบาทยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่อง อาจส่งผลให้ในสายตานักท่องเที่ยวจีนมองว่าค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวไทยแพงขึ้น เมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอื่น อาทิ เวียดนาม ที่ค่าเงินอ่อนลง จากปี 2567 ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 3,489 หยวนต่อดอง แต่ปัจจุบันแลกได้ 3,756 หยวนต่อดอง หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 8

นอกจากนี้ในปี 2569 ไทยยังต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศคู่แข่ง ดังนั้น Krungthai COMPASS มองว่า ไทยควรทำ 3 เรื่อง ดังนี้
1) ขยายตลาดนักท่องเที่ยวกลุ่ม High Spending เช่น กลุ่มยุโรปตะวันออกกลาง ผ่านการยกระดับประสบการณ์การ พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว และการทำตลาดเชิงคุณภาพ
2) ฟื้นความเชื่อมั่นตลาดจีน โดยสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย รวมถึงเลือก Segment ของนักท่องเที่ยวจีนที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ เช่น กลุ่มที่เดินทางเอง (FIT) กลุ่มครอบครัว มากกว่ากลุ่มทัวร์ราคาถูกเช่นในอดีต
3) ยกระดับความสดใหม่ของแหล่งท่องเที่ยว เช่น Man Made Destination ใหม่ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศคู่แข่งที่มีภาพลักษณ์ที่ค่อนข้างทันสมัย
ส่วนด้านผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว จำเป็นต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันโดยการยกระดับคุณค่าของสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยว ผ่านแนวคิด Reinvent Thailand
ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการมีโอกาสเข้าถึงสิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจให้ Transform สู่โมเดลที่เน้น ‘มูลค่า’ มากกว่าปริมาณ อาทิ มาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft loan) เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันรวมถึงการขับเคลื่อนด้าน ESG ผ่านมาตรฐานต่างๆ เช่น Green Hotel Plus ซึ่งจะมีบทบาทมากขึ้นต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวคุณภาพในระยะข้างหน้า
ในอนาคต คำถามของภาคท่องเที่ยวไทยอาจจะไม่ใช่ “เมื่อไรจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยจะกลับไปที่ 40 ล้านคน เท่ากับช่วงก่อนโควิด” แต่อาจเป็น “ไทยจะยกระดับคุณภาพของการท่องเที่ยวให้สร้างรายได้ที่ยั่งยืนได้อย่างไร”
ส่วนเมื่อมาดูทางภาครัฐอย่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ในปี 2569 ตั้งเป้าหมายท้าทายรายได้ทางการท่องเที่ยวรวมสูงสุด 3 ล้านล้านบาท และพยายามจะฟื้นคืนนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศจีนให้กลับมาเที่ยวไทยให้มากที่สุด
โดยเมื่อเร็วๆ นี้ได้ จัดงานแถลงข่าวเทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 (Amazing Thailand Happy Chinese New Year 2026) ซึ่งปีนี้ ททท. จัดงาน ใน 2 พื้นที่หลัก ได้แก่ เทศกาลตรุษจีนประเทศไทย ประจำปี 2569 (Amazing Thailand Happy Chinese New Year 2026) ณ กรุงเทพมหานคร

ซึ่ง ททท. ได้บูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย กรุงเทพมหานคร เขตสัมพันธวงศ์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน บริษัทไทเบฟเวอเรจ จัดกิจกรรมใน 2 พื้นที่ย่อย
รวมทั้งจัด งาน Amazing Thailand Chinese New Year 2026 @ Hat Yai วันที่ 17-20 กุมภาพันธ์ 2569 ณ บริเวณถนนเสน่หานุสรณ์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พบกับการแสดงจากมณฑลฝูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน
การเชิดสิงโต การแสดงกายกรรม และการประดับไฟยามค่ำคืน สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความเป็นสิริมงคลให้เมืองหาดใหญ่คึกคักตลอดทั้งงาน
ซึ่งนอกจาก 2 พื้นที่จัดงานดังกล่าวแล้ว ททท. ยังได้สนับสนุนการจัดงานเทศกาลตรุษจีนในภูมิภาคที่มีเอกลักษณ์ ได้แก่ ประเพณีแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ วันที่ 10 - 21 กุมภาพันธ์ 2569 และงานตรุษจีนสุพรรณบุรี มหัศจรรย์ 18 ปี มังกรสวรรค์ ณ อุทยานมังกรสวรรค์ จังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 17-18 กุมภาพันธ์ 2569
นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมจัดและส่งเสริมให้เกิดการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลตรุษจีน ประกอบด้วย ศูนย์การค้าสยามพารากอน ศูนย์การค้า ไอคอนสยาม ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์และในเครือเซ็นทรัล ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)
โดยททท. คาดการณ์การเดินทางช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569 (13-22 กุมภาพันธ์ 2569) จะมีนักท่องเที่ยวต่างประเทศเดินทางเข้ามาในประเทศ ประมาณ 1.25 ล้านคน เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จากปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามา ประมาณ 241,000 คน และผู้เยี่ยมเยือนชาวไทยเดินทาง 2.30 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น ร้อยละ 3 ก่อให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยว รวมประมาณ 42,230 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามตัวเลขคาดการณ์นี้ ถือเป็นตัวเลขที่ดีมาก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนมีการเดินทางเข้ามาเที่ยวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 19,000 คนต่อวัน จะปรับเพิ่มขึ้นจากช่วงเดิมอยู่ประมาณ 13,000-14,000 คนเท่านั้น
แม้ยังมีปัจจัยท้าทายจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง แต่ทิศทางการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติถือว่าดีขึ้นอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยคาดว่าทั้งเดือนกุมภาพันธ์นี้จะมีนักท่องเที่ยวจีนจะแตะ 500,000 คนได้จากเดิมที่เข้ามาเที่ยวไทยสะสม 300,000 คนแล้ว
ในขณะที่ฝั่งเอกชน อย่างนายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกับรัฐบาลว่าช่วง "ตรุษจีน" ที่จะถึงนักท่องเที่ยวจากจีนน่าจะเพิ่มขึ่น
โดยระบุว่า คาดว่สาแนวโน้มเทศกาลตรุษจีนปี 2569 ระหว่างวันที่ 13-22 ก.พ. นี้ ในช่วง 10 วันนี้ จะมีชาวจีนเดินทางเข้าไทยรวมประมาณ 350,000 คน หรือเฉลี่ย 17,000 – 18,000 คนต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วราวร้อยละ 15-20
โดยมีอัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสาร (Load Factor) ปัจจุบันขึ้นมาอยู่ที่ระดับร้อยละ 70-80 แล้วซึ่งมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อยๆ โดยการคาดการณ์ของแอตต้า คาดว่าปี 2569 คนจีนจะเดินทางออกทั่วโลกประมาณ 165-175 ล้านคน ซึ่งขยับขึ้นจากระดับ 155 ล้านคนในปี 2019 ก่อนโควิด-19
สำหรับภาพรวมทั้งปี 2569 คาดว่านักท่องเที่ยวจีนจะอยู่ที่ 7-8 ล้านคน ซึ่งเป็นการเติบโตมากกว่าร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวจีนไม่ถึง 5 ล้านคน
โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการกลับมาของเที่ยวบินประจำและเมืองรอง รวมถึงกระแสการเดินทางของคนไทยไปจีนที่ช่วยกระตุ้นให้สายการบินเพิ่มเที่ยวบินและรักษาสมดุลของ Load Factor ได้ดีขึ้น

ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังคงมีเพียง 3 เรื่องหลัก คือ โรคระบาดที่ชาวจีนค่อนข้างอ่อนไหว ปัญหาอาชญากรรม/สแกมเมอร์ และเหตุการณ์ปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่อาจกระทบภาคท่องเที่ยวในปีนี้ได้

