"ธปท." ชี้ความเสี่ยงสงครามยืด ปิดช่องแคบฉุดจีดีพี

Share on Line Share on Facebook Share on X
"ธปท." ชี้ความเสี่ยงสงครามยืด ปิดช่องแคบฉุดจีดีพี

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 ก.พ.69 ว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะนี้ต้องค่อยๆ ประเมิน และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะสงครามเพิ่งเกิดขึ้น  ตลาดการเงินทั่วโลกผันผวนพอสมควร จำเป็นต้องลำดับประเด็นสำคัญ กล่าวคือ 

ประเด็นแรกคือ ความเสี่ยงจากสงคราม ซึ่งได้ถูกประเมินไว้แล้วในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุด หลายฝ่ายเห็นความเสี่ยงนี้ แต่เดิมคาดว่าหากมีการปะทะกัน อาจเป็นลักษณะคล้ายปีที่ผ่านมา ที่มีการสู้รบกัน 12 วัน ระหว่าง อิหร่าน กับ อิสราเอล แต่สถานการณ์ครั้งนี้ดูเหมือนจะมีความรุนแรงและขยายวงกว้างมากกว่าชัดเจน  รวมถึงความเป็นไปได้ในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญมาก เพราะน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียประมาณ 20–25% ของโลกต้องผ่านช่องแคบนี้ หากมีการปิดจริง ผลกระทบจะรุนแรงกว่าที่เคยประเมินไว้

ประเด็นที่สองคือผลกระทบต่อประเทศไทยและเศรษฐกิจโลก หากราคาน้ำมันปรับขึ้นแรงและยืนระยะนาน ย่อมกระทบแน่นอน ปัจจุบันราคาปรับขึ้นมาแล้วประมาณ 5–7 เหรียญต่อบาร์เรล หากเพิ่มขึ้นเฉลี่ยทั้งปีราว 10 เหรียญต่อบาร์เรล จะกระทบ GDP ไทยประมาณ 0.1–0.15% ซึ่งถือว่ากระทบโดยตรงในวงจำกัด


สรุปข่าว

“แบงก์ชาติ” ชี้ความเสี่ยงสงครามตะวันออกกลางยืด หวั่นปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” กดดันน้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อปรับขึ้น คนไทยซื้อของแพง สวนทางจีดีพีไทยลด

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน เมื่อวันที่ 28 ก.พ.69 ว่า จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะนี้ต้องค่อยๆ ประเมิน และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะสงครามเพิ่งเกิดขึ้น  ตลาดการเงินทั่วโลกผันผวนพอสมควร จำเป็นต้องลำดับประเด็นสำคัญ กล่าวคือ 

ประเด็นแรกคือ ความเสี่ยงจากสงคราม ซึ่งได้ถูกประเมินไว้แล้วในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งล่าสุด หลายฝ่ายเห็นความเสี่ยงนี้ แต่เดิมคาดว่าหากมีการปะทะกัน อาจเป็นลักษณะคล้ายปีที่ผ่านมา ที่มีการสู้รบกัน 12 วัน ระหว่าง อิหร่าน กับ อิสราเอล แต่สถานการณ์ครั้งนี้ดูเหมือนจะมีความรุนแรงและขยายวงกว้างมากกว่าชัดเจน  รวมถึงความเป็นไปได้ในการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญมาก เพราะน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียประมาณ 20–25% ของโลกต้องผ่านช่องแคบนี้ หากมีการปิดจริง ผลกระทบจะรุนแรงกว่าที่เคยประเมินไว้

ประเด็นที่สองคือผลกระทบต่อประเทศไทยและเศรษฐกิจโลก หากราคาน้ำมันปรับขึ้นแรงและยืนระยะนาน ย่อมกระทบแน่นอน ปัจจุบันราคาปรับขึ้นมาแล้วประมาณ 5–7 เหรียญต่อบาร์เรล หากเพิ่มขึ้นเฉลี่ยทั้งปีราว 10 เหรียญต่อบาร์เรล จะกระทบ GDP ไทยประมาณ 0.1–0.15% ซึ่งถือว่ากระทบโดยตรงในวงจำกัด


อย่างไรก็ตาม ผลกระทบที่ชัดเจนกว่าจะอยู่ที่เงินเฟ้อ เนื่องจากน้ำมันมีสัดส่วนประมาณ 13% ในตะกร้าคำนวณเงินเฟ้อ หากราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเฉลี่ยทั้งปี 10 เหรียญต่อบาร์เรล อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.4–0.5% ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงราคาจะขึ้นเท่าใดในระยะสั้น แต่ขึ้นลึกแค่ไหน และยาวนานเพียงใด

หากสถานการณ์ยืดเยื้อ จะกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก เพราะน้ำมันส่งออกจำนวนมากต้องผ่านช่องแคบดังกล่าว ประเทศในเอเชียพึ่งพาน้ำมันจากเส้นทางนี้ค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นไทย ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ สำหรับไทยเอง นำเข้าน้ำมันประมาณ 60% จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว

นายวิทัยกล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเพิ่งขยายตัวชัดเจนในไตรมาส 4 ปี 2568 และส่วนหนึ่งมาจากมาตรการระยะสั้น เช่น โครงการคนละครึ่ง หรือการเร่งซื้อรถยนต์ไฟฟ้าก่อนหมดมาตรการภาษี จึงต้องการสนับสนุนให้การฟื้นตัวมีความต่อเนื่องในระยะยาว


ศักยภาพการเติบโตสูงสุดของไทยประเมินคร่าว ๆ ได้ราว 2.7% คาดว่าเศรษฐกิจปีนี้จะเติบโตประมาณ 1.9% เป็นตัวเลขประเมินไว้ก่อนเกิดสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้ยังมีช่องว่างที่นโยบายการเงินสามารถช่วยประคองได้

ทั้งนี้ การลดดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1% ยังมีผลช่วยลดความผันผวนของค่าเงินบาท สนับสนุนให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายระยะยาว และเพิ่มแรงจูงใจให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เพราะต้นทุนเงินฝากมีแนวโน้มสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบาย การปรับครั้งเดียวจึงตอบโจทย์ได้หลายด้านพร้อมกัน


ที่มาข้อมูล : TNN

ที่มารูปภาพ : TNN