ภาษีทรัมป์ 19% จุดเปลี่ยนประเทศไทย? ดีลครั้งใหญ่แลกมาด้วยอะไร

Share on Line Share on Facebook Share on X

"ภาษีทรัมป์"เขย่าโลก เริ่มขึ้นอีกครั้งอย่างเป็นทางการแล้ว รอบนี้เป็นการจับตาที่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังจากมีผลบังคับใช้  หลังจากที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาของการดิ้นรนต่อรองลดภาษี ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีต่างตอบแทน หรือ Reciprocal Tariffs   ครั้งแรกในวันปลดปล่อยเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา โดยพุ่งเป้าไปยังประเทศคู่ค้าต่างๆ ที่สหรัฐฯขาดดุลการค้า 

สรุปข่าว

19% คือ ตัวเลขภาษีที่ไทยเราโดนเรียกเก็บจากทางสหรัฐอเมริกา มีผลนับตั้งแต่ 7 สิงหาคม 2568 นี้เป็นต้นไป เป็นการปรับลดลงจากการประกาศครั้งแรกที่ 36% เป็นตัวเลขที่อยู่ในระดับเดียวกันหรือเกาะกลุ่มในอาเซียน ซึ่งจะมาพร้อมกับการยอมเปิดตลาดเสรีให้กับสินค้าจากสหรัฐฯ ด้วย

"ภาษีทรัมป์"เขย่าโลก เริ่มขึ้นอีกครั้งอย่างเป็นทางการแล้ว รอบนี้เป็นการจับตาที่ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังจากมีผลบังคับใช้  หลังจากที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาของการดิ้นรนต่อรองลดภาษี ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีต่างตอบแทน หรือ Reciprocal Tariffs   ครั้งแรกในวันปลดปล่อยเมื่อวันที่ 2 เมษายนที่ผ่านมา โดยพุ่งเป้าไปยังประเทศคู่ค้าต่างๆ ที่สหรัฐฯขาดดุลการค้า 

ประเทศโดยทีมไทยแลนด์ ซึ่งมีนายพิชัย ชุณวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นหัวหน้าคณะเจรจา ได้พยายามเจรจาการค้าผ่านข้อเสนอต่างๆ ท่ามกลางความท้าทายที่เข้ามาแทรก คือ การปะทะกันในพื้นที่ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านกัมพูชา จนกระทั่งมีการตกลงหยุดยิงจากทั้งสองฝ่าย  ไทยและสหรัฐฯจึงได้กลับเข้าสู่โต๊ะการเจรจาภาษีอีกครั้ง  

และผลออกมาก็คือ ประเทศไทยปิดดีลได้สำเร็จเราได้ลดภาษีเหลือที่ 19% จากเดิม 36% ในการประกาศครั้งล่าสุด ของทางการสหรัฐฯ ก็คือ ซึ่งมีผลในวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา 

เรียงลำดับภาษีในกลุ่มอาเซียน ไทยเราถือว่าอยู่ในกลุ่มหัวแถว เป็นรองเพียงแค่สิงคโปร์ที่ถูกเรียกเก็บแค่ 10% ตั้งแต่แรกและไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพราะเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ขาดดุลการค้ากับทางสหรัฐฯ 

เราถูกเรียก อัตราภาษี 19 % เท่ากับ กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์  ที่สำคัญคือเราได้ภาษีที่ต่ำกว่าเวียดนาม คู่แข่งรายสำคัญ ซึ่งถูกเรียกเก็บภาษีที่ 20%,  ตามมาด้วยบรูไน ที่ 25% โดยมีเมียนมาและลาว ที่โดนหนักที่สุดในกลุ่ม อยู่อันดับท้ายสุดของตาราง จากการโดนเรียกเก็บภาษีมากถึง  40% 

ที่มาข้อมูล : TNN WEALTH

ที่มารูปภาพ : CANVA

sticky-bar-top