"หุ้นสหรัฐฯ" ปีหน้าแผ่ว "Emerging Market" เด่น "ไพน์ เวลท์" แนะลงหุ้นยุโรป-เอเชีย

Share on Line Share on Facebook Share on X
"หุ้นสหรัฐฯ" ปีหน้าแผ่ว "Emerging Market" เด่น "ไพน์ เวลท์" แนะลงหุ้นยุโรป-เอเชีย

นายพงศกร พูนพิเชฐธรรม กรรมการผู้จัดการ บล.ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น เปิดเผยว่า สินทรัพย์ภายใต้การให้คำแนะนำ (AUA) ของปี 68 อยู่ที่ประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท และปี 69 คาดว่า AUA จะเพิ่มเป็น 3 หมื่นล้านบาท จากแผนการขยายทีมที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล (Private Wealth) อีก 12 ราย ผ่านการวางแผนการลงทุนที่หลากหลายของทีมกลยุทธ์ และการพัฒนาใช้ AI บริการให้ลูกค้า โดยคาดหวังรายได้ปีหน้าโต 35%

สรุปข่าว

หุ้นไทยในปี 69 มีความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยให้เป้าดัชนี SET ที่ 1,300-1,320 จุด จากเดิม 1,350 จุด และมีแนวรับที่ 1,100 1,120 จุด ทั้งนี้มองว่า รัฐบาลใหม่น่าจะเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งอาจจะไม่มีเสถียรภาพ

นายพงศกร พูนพิเชฐธรรม กรรมการผู้จัดการ บล.ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น เปิดเผยว่า สินทรัพย์ภายใต้การให้คำแนะนำ (AUA) ของปี 68 อยู่ที่ประมาณ 1.8 หมื่นล้านบาท และปี 69 คาดว่า AUA จะเพิ่มเป็น 3 หมื่นล้านบาท จากแผนการขยายทีมที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล (Private Wealth) อีก 12 ราย ผ่านการวางแผนการลงทุนที่หลากหลายของทีมกลยุทธ์ และการพัฒนาใช้ AI บริการให้ลูกค้า โดยคาดหวังรายได้ปีหน้าโต 35%

โดยทางบล.ไพน์ เวลท์ ยังคงทำหน้าที่ให้คำปรึกษาออกแบบกลยุทธ์การลงทุนเฉพาะบุคคลให้แก่ลูกค้าแต่ละรายตามวัตถุประสงค์การลงทุน และระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (Personalize Portfolio Management)

ในแง่ของการบริหารความเสี่ยงในการลงทุนด้วยผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย บล. ไพน์ เวลท์ ได้ร่วมมือกับ บลจ. พันธมิตร เตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ Structured Note ในช่วงไตรมาส 1/2569 ซึ่งออกแบบมาเพื่อจับจังหวะตลาด (Capture Moment) และสร้างโอกาสทำกำไรให้กับลูกค้าได้ในทุกสภาวะ แม้ในช่วงตลาดขาลง

นายพงศกร กล่าวว่า เรายังคงแนวคิด One-Stop Financial Service ให้กับนักลงทุน โดยมีทีมผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล (Private Wealth) เพื่อช่วยแนะนำการลงทุนให้เหมาะกับนักลงทุนตามสถานการณ์เศรษฐกิจแบบ Asset Allocation บนโมเดล Open Architecture ในการลงทุนระยะกลางถึงยาว ร่วมกับการลงทุนแบบจับจังหวะตลาดให้เหมาะกับสไตล์การลงทุนของลูกค้า และตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา บล.ไพน์ เวลท์ ได้พัฒนาตนเองผ่านเทคโนโลยี AI เราเริ่มต้นจากการพัฒนา โปรแกรม AI-Powered Multi-Asset Investment Intelligence เป็นการพัฒนาระบบภายในควบคู่ไปกับทีมกลยุทธ์การลงทุนของเรา โปรแกรมนี้ นำเสนอทั้งด้าน Technical & Fundamental Outlook ที่ผ่านมาผมเลือกนำร่องโปรแกรมนี้

สำหรับที่ปรึกษาทางการเงินส่วนบุคคล (Private Wealth) ของเราก่อน และคาดว่าภายในปีหน้า บล.ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น จะนำเทคโนโลยี ด้าน AI เข้ามา Full System ภายในบริษัท เพื่อเป็นเครื่องมือพิเศษที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของทีมที่ปรึกษาทางการเงิน (Private Wealth) ของบริษัทในการดูแล ให้บริการและให้คำแนะนำแก่ลูกค้า เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสูงสุดของบริษัท คือ การช่วยให้ลูกค้ามีเวลาเพื่อไปใช้กับสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ธุรกิจ หรือสุขภาพของลูกค้าเองให้ได้มากที่สุด โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความั่งคั่งและมั่นคงทางการเงินอีกต่อไป (Secure Your Wealth, Liberate Your Time)

และในฐานะบริษัทที่ปรึกษาการลงทุนเชิงกลยุทธ์ เรามุ่งเน้นการสร้างพอร์ตการลงทุนที่ยืดหยุ่น (Resilient Portfolio)” นายพงศกร กล่าว

ปี 69 หุ้นเทคสหรัฐไม่ร้อนแรง

นายปิยะทัศน์ พาโสมนัสสกุล ผู้ช่วยผู้อำนวยการ และหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.ไพน์ เวลท์ โซลูชั่น เปิดเผยว่า ภาพการลงทุนปี 69 เป็นช่วงเวลาที่มีความท้าทายสูงหลังการปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงของตลาดหุ้นทั่วโลกตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ตามกระแสการลงทุนและพัฒนา AI รวมถึงดอกเบี้ยนโยบายที่เป็นขาลง หากจะให้อธิบายฉากทัศน์การลงทุนด้วยประโยคหนึ่งที่สามารถอธิบายประเด็นนี้อย่างครบถ้วนคือ “Normalization After the AI Hype and Rate Easing” โดยตลาดหุ้นทั่วโลกในปี 69 แม้จะยังอยู่บนแนวโน้มขาขึ้นแต่การปรับตัวขึ้นต่ออาจเป็นการแกว่งตัวในกรอบหรือปรับตัวขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะราคาหุ้นในปัจจุบันได้สะท้อนปัจจัยบวกไปค่อนข้างมากแล้วในขณะที่ระดับการประเมินมูลค่ามีความตึงตัว

ในระยะถัดไปนักลงทุน “คาดหวัง” กับผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมากขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งมีระดับการเติบโตของกำไรที่สูงอย่างต่อเนื่องจากความเคยชินที่ได้เห็นผลประกอบการของกลุ่มดังกล่าวรวมถึงบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ดีกว่าคาดอย่างต่อเนื่องตลอดช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ในทางตรงกันข้ามบนระดับ Valuation ที่ตึงตัวในปัจจุบันนักลงทุนก็พร้อมที่จะขายทำกำไรเพื่อลดสัดส่วนการลงทุนลงอย่างน้อยก็ในระยะสั้นเมื่อเผชิญกับ “ความไม่แน่นอน” ต่างๆ ทั้งจากปัจจัยเฉพาะตัวรายบริษัท-อุตสาหกรรมและปัจจัยภายนอกที่มาจากความเสี่ยงเชิงนโยบายตลอดจนความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

พร้อมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพที่ชัดเจนในประเด็นที่เป็นความเสี่ยงของอุตสาหกรรม AI-Semiconductor ได้แก่ ผลประกอบการ ORACLE บริษัทจดทะเบียนสหรัฐฯ กลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ผู้ให้บริการระบบข้อมูลและซอฟต์แวร์ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนา AI มีผลประกอบการต่ำกว่าที่ตลาดคาดเล็กน้อย โดยบริษัทมีระดับของงบประมาณด้านการลงทุน (Capex) และหนี้สินระยะยาวสูงแต่อาจจะมีการรับรู้รายได้ในอนาคตล่าช้ากว่าที่นักลงทุนเคยประเมิน ความเสี่ยงดังกล่าวนำไปสู่การ Selloff อย่างรุนแรงใน 1 วันทำการ

และอีกกรณีหนึ่งคือการประกาศผลประกอบการไตรมาสล่าสุดของ Broadcom หนึ่งในบริษัทกลุ่ม Semiconductor ขนาดใหญ่ โดยผู้บริหารมีการให้ Guidance ทิศทางของระดับกำไร (Margin) ในอนาคตว่ามีแนวโน้มลดลงบนโครงสร้างของรายรวมที่เปลี่ยนไป ซึ่งทำให้ราคาหุ้นเผชิญกับแรงขายที่รุนแรงในระยะสั้นเช่นกัน สิ่งเหล่าสะท้อนความกังวลของนักลงทุนต่อการลงทุนด้าน AI ในปัจจุบันว่าเป็นการลงทุนที่มากเกินไปหรือไม่และระดับ Valuation ของหุ้นมีความเหมาะสมสอดคล้องกับการเติบโตในปัจจุบันและอนาคตมากน้อยแค่ไหน

อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นในปีหน้ายังมีแนวโน้มที่รักษาทิศทางขาขึ้นได้ต่อ แต่การปรับตัวขึ้นอาจไม่ร้อนแรงเหมือนในช่วงที่ผ่านมา และมีโอกาสสูงที่จะไม่กระจุกตัวอยู่เพียงแค่ในสหรัฐฯ – กลุ่มเทคโนโลยีเหมือนเดิม นักลงทุนเริ่มมองหาตลาดหุ้น-สินทรัพย์การลงทุนอื่นๆ ที่เป็นทางเลือกมากขึ้น ในมุมมองของ Pine Wealth Solution การลงทุนในหุ้นควรพิจารณากระจายการลงทุนมายังภูมิภาคเอเชียและกลุ่ม Emerging Market ซึ่งมีระดับของ Valuation ที่ถูกกว่าโดยเปรียบเทียบกับหุ้นสหรัฐฯ

ส่วนในกลุ่ม Development Market อาจพิจารณากระจายการลงทุนไปยังตลาดหุ้นยุโรปและญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาดหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว แต่มีระดับราคาที่ถูกกว่าเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นการกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีค่าสหสัมพันธ์(Correlation) กับหุ้นและสินทรัพย์เสี่ยงอื่นต่ำเป็นแนวทางหลักที่เราได้สื่อสารและปฏิบัติจริงเสมอมา

นอกจากกลยุทธ์การกระจายการลงทุน ทีม Investment Product & Strategy ยังคงมองหาผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่ๆ ที่จะตอบโจทย์การลงทุนของลูกค้า ซึ่งมีความต้องการที่หลากหลายและมีวัตถุประสงค์การลงทุนที่ต่างกัน ดังนั้น บนการประยุกต์ใช้กลยุทธ์และรูปแบบของคำแนะนำเรายังคงมองหา “Alpha” ในการลงทุน

ขณะเดียวกันเราได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงหรือ Risk Management โดยเราพร้อมที่จะเปิดกว้างในการเป็นพันธมิตรกับสถาบันการเงินทั้งในไทยและต่างประเทศเพื่อออกแบบการลงทุนที่ตอบโจทย์กับความต้องการของลูกค้าและสอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุน

จัดพอร์ตปี 69 ลดสัดส่วนหุ้นสหรัฐ

นายปิยะทัศน์ กล่าวว่าการลงทุนในปี 69 แนะให้กระจายการลงทุน ดูเรื่องความเสี่ยงให้มากกว่ามองหา Alpha หรือผลตอบแทน เนื่องจาก Valuation หุ้นสหรัฐขึ้นไปทำให้ราคาแพงไปแล้ว โดยหุ้นสหรัฐขึ้นมาประมาณ 2 ปีแล้ว ผลตอบแทนเกิน 40% ทั้ง Nasdaq และ S&P500 จึงเห็นว่าในปีนี้ตลาดหุ้นสหรัฐอาจไม่ร้อนแรงเหมือนปี 68 โดยแนะนำให้ลดสัดส่วนลงแล้วหันมาลงทุนหุ้น defensive อาทิ กลุ่มการเงิน กลุ่ม Healthcare กลุ่ม Industrial หรือถ้าเป็นรายประเทศ แนะเข้าตลาดหุ้นยุโรป เอเชีย หรือหากเป็นหุ้นไทยเน้นหุ้นปันผลสูง

ดังนั้นในปี 69 แนะจัดพอร์ตเป็นหุ้น 60% ตราสารหนี้ 30% และ commodity (อาทิ ทอง) 10%

โดยในส่วนหุ้นโลก 20% หุ้นสหรัฐ เป็น Non-Tech อาทิ Finance ไม่เกิน 10% Healthcare ไม่เกิน 10% หุ้นกลุ่มประเทศพัฒนา(DM) ยุโรป หรือ ญี่ปุ่น สัดส่วน 10% หุ้นกลุ่มประเทศ Emerging Market (EM) อาทิ จีน หรือ ไทยเน้นหุ้นปันผล สัดส่วน 10%

ส่วนตราสารหนี้ แนะลงทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ 20% ตราสารหนี้ไทย 10% ขณะที่ 10% ลงทุนทองคำ หรือลงทุนเหมืองทองคำ โดยคาดปี 69 ราคาเป้าหมายทองคำ อยู่ที่ 4,600-4,900 เหรียญ/ออนซ์

นายปิยะทัศน์ ยังกล่าวว่า หุ้นไทยในปี 69 มีความไม่แน่นอนทางการเมือง โดยให้เป้าดัชนี SET ที่ 1,300-1,320 จุด จากเดิม 1,350 จุด และมีแนวรับที่ 1,100 1,120 จุด ทั้งนี้มองว่า รัฐบาลใหม่น่าจะเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งอาจจะไม่มีเสถียรภาพ และหากมีการเลื่อนตั้งออกไปจากเดิมตลาดจะปรับตัวลงได้เร็วกว่าที่คาด เพราะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ล่าช้าจะทำให้งบประมาณปี 70 ล่าช้าไปด้วย และอาจจะกระทบกับความมั่นใจของนักลงทุน

ที่มาข้อมูล : ไพน์ เวลท์

ที่มารูปภาพ : TNN

sticky-bar-top