วงการไลฟ์สดสะเทือน "จีน" เอาจริง คุมเข้ม “ขายของออนไลน์” ออกกฎคุ้มครองคนซื้อ

Share on Line Share on Facebook Share on X

แรงกระแทกครั้งใหญ่ เกิดขึ้นกับวงการและตลาดอีคอมเมิร์ซของจีน   ล่าสุดรัฐบาลจีนได้ประกาศเดินหน้าคุมเข้มกฎระเบียบต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำไลฟ์สดขายสินค้าต่างๆ หวังเป็นการจัดระเบียบและสร้างระบบที่เป็นมาตรฐาน เพื่อปกป้องผู้บริโภคหรือประชาชนชาวจีนที่ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้ โดยหน่วยที่เดินหน้าในครั้งนี้ คือ สำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐของจีน หรือ SAMR ร่วมกับสำนักงานบริหารไซเบอร์สเปซของจีน จะทำงานเพื่อดูแลเป็นธรรมทางการแข่งขัน และยกระดับคุณภาพการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

สรุปข่าว

ทางการจีน เอาจริง สั่งคุมเข้มไลฟ์สด ขายของออนไลน์ ห้ามโฆษณาเกินจริง ห้ามขายของผิดกฏหมาย ห้ามจัดโปรลูกค้าเก่าได้ส่วนลดมากกว่าลูกค้าใหม่ ขณะที่ปีที่ผ่านตลาดอีคอมเมิร์ซของจีนยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง และยังคงครองแชมป์ตลาดค้าปลีกออนไลน์ใหญ่ที่สุดในโลก 13 ปีซ้อน

แรงกระแทกครั้งใหญ่ เกิดขึ้นกับวงการและตลาดอีคอมเมิร์ซของจีน   ล่าสุดรัฐบาลจีนได้ประกาศเดินหน้าคุมเข้มกฎระเบียบต่างๆ ในการดำเนินธุรกิจบนแพลตฟอร์มออนไลน์ภายในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การทำไลฟ์สดขายสินค้าต่างๆ หวังเป็นการจัดระเบียบและสร้างระบบที่เป็นมาตรฐาน เพื่อปกป้องผู้บริโภคหรือประชาชนชาวจีนที่ซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มเหล่านี้ โดยหน่วยที่เดินหน้าในครั้งนี้ คือ สำนักงานกำกับดูแลตลาดแห่งรัฐของจีน หรือ SAMR ร่วมกับสำนักงานบริหารไซเบอร์สเปซของจีน จะทำงานเพื่อดูแลเป็นธรรมทางการแข่งขัน และยกระดับคุณภาพการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว

ข้อกำหนดใหม่เกี่ยวกับไลฟ์สดอีคอมเมิร์ซได้กำหนดหน้าที่ ความรับผิดชอบ และขอบเขตพฤติกรรมต้องห้ามของผู้ประกอบการไว้อย่างชัดเจน โดยผู้ดำเนินรายการไลฟ์สด อินฟลูเอนเซอร์ และเจ้าหน้าที่ด้านการตลาดออนไลน์ จะต้องไม่กระทำการโฆษณาเกินจริง ไม่หมิ่นประมาททางการค้า และไม่จำหน่ายสินค้า หรือบริการที่ผิดกฎหมาย 

ความเคลื่อนครั้งนี้สำคัญ น่าสนใจ และต้องจับตา เพราะจีนถือเป็นต้นแบบของการไลฟ์สดขายของ ที่ปลุกกระแสไปทั่วโลก รวมถึงไทย และจีนยังผู้นำแห่งตลาดค้าปลีกออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก  โดยครองตำแหน่งเบอร์หนึ่งของโลก เป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นปีที่ 13 ติดต่อกัน ด้วยมูลค่าตลาดสูงกว่า 23.8 ล้านล้านหยวน หรือประมาณ 3.39 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ

ที่มาข้อมูล : TNN WEALTH

ที่มารูปภาพ : CANVA

sticky-bar-top