ปรากฏการณ์“no-hire, no-fire” หมายถึงการที่บริษัทหรือธุรกิจต่างๆ ไม่จ้างงานเพิ่ม ไม่ประกาศรับสมัครงาน และก็ไม่เลิกจ้าง ไม่มีการปลดคนทีละมากๆ เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา และเกิดขึ้นตลาดแรงงานในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก นับเป็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานครั้งใหญ่ ที่นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด นี่คือ โครงสร้างการทำงานของโลกยุคใหม่ และกำลังบีบแรงงานรุ่นเก่าที่ยังอยู่ในระบบ เป็นสัญญาณของเศรษฐกิจที่ชะงักงัน และเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจและการจ้างงานในยุคดิจิทัลซึ่งมีผลกระทบต่อทุกคน ตั้งแต่คนที่ทำงานอยู่แล้ว เด็กจบใหม่ คนที่กำลังหางานใหม่ และบริษัทต่างๆ ธุรกิจต่างๆ ด้วยเช่นกัน
สรุปข่าว
ไม่ปลดคน แต่ก็ไม่รับคนเพิ่ม หลายบริษัททั่วโลกกำลังยึดหลักการนี้ เป็นปรากฎการณ์ no hire no fire ที่ดูเหมือนว่าจะทำให้การหางานยุคนี้ลำบากและยากเย็นขึ้นเรื่อยๆ ส่วนคนที่มีงานอยู่แล้วก็ต้องเกาะไว้ให้แน่น แม้งานจะหนัก จะเพิ่มมาแค่ไหนก็ต้องทน เพราะไม่อยากลาออก กลัวหางานใหม่ไม่ได้
ปรากฏการณ์“no-hire, no-fire” หมายถึงการที่บริษัทหรือธุรกิจต่างๆ ไม่จ้างงานเพิ่ม ไม่ประกาศรับสมัครงาน และก็ไม่เลิกจ้าง ไม่มีการปลดคนทีละมากๆ เป็นปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา และเกิดขึ้นตลาดแรงงานในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก นับเป็นการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานครั้งใหญ่ ที่นักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์กำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด นี่คือ โครงสร้างการทำงานของโลกยุคใหม่ และกำลังบีบแรงงานรุ่นเก่าที่ยังอยู่ในระบบ เป็นสัญญาณของเศรษฐกิจที่ชะงักงัน และเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจและการจ้างงานในยุคดิจิทัลซึ่งมีผลกระทบต่อทุกคน ตั้งแต่คนที่ทำงานอยู่แล้ว เด็กจบใหม่ คนที่กำลังหางานใหม่ และบริษัทต่างๆ ธุรกิจต่างๆ ด้วยเช่นกัน
สำนักข่าว Reuters ระบุว่า อัตราการจ้างงานใหม่ชะลอตัวลง แม้ตัวเลขการว่างงานยังทรงตัวในระดับประมาณ 4% กว่า ๆ ซึ่งถือว่าไม่สูงมากเมื่อเทียบกับอดีต แต่ภายใต้ตัวเลขที่ดูเหมือนมั่นคงเหล่านี้ หมายถึง แรงงานจำนวนมากที่ไม่สามารถขยับตำแหน่งหรือเปลี่ยนงานได้ง่ายเหมือนในช่วงปี 2021-2023 นักเศรษฐศาสตร์บางรายอธิบายว่านี่คือ ตลาดแรงงานที่ถูกแช่แข็ง เพราะทั้งฝั่งนายจ้างและลูกจ้างต่างชะลอการตัดสินใจ บริษัทไม่ต้องการเสี่ยงรับคนเพิ่มในช่วงที่ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจยังสูง ขณะที่แรงงานก็ไม่กล้าลาออก เพราะโอกาสใหม่มีจำกัด บรรยากาศเช่นนี้แตกต่างจากช่วงหลังโควิดที่แรงงานมีอำนาจต่อรองสูง สามารถเรียกร้องค่าจ้างและสวัสดิการเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ
สาเหตุหนึ่งที่ผลักดันให้สหรัฐเข้าสู่ภาวะ no-hire, no-fire คือผลพวงจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วในช่วงก่อนหน้าโดยธนาคารกลางสหรัฐ การปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อทำให้ต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจเพิ่มสูงขึ้น บริษัทที่เคยขยายกิจการด้วยต้นทุนเงินกู้ต่ำต้องกลับมาทบทวนแผนลงทุนใหม่ โครงการจำนวนมากถูกชะลอ การจ้างงานใหม่จึงไม่เกิดขึ้นตามแผนเดิม แม้ในปี 2025 อัตราเงินเฟ้อจะชะลอลง แต่ความไม่แน่นอนยังคงอยู่ ทั้งจากทิศทางนโยบายการเงิน การเลือกตั้ง และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก รายงานของเอพีระบุว่า บริษัทอเมริกันจำนวนมากเลือกใช้กลยุทธ์ “รอดูสถานการณ์” มากกว่าการขยายกำลังคน เพราะกังวลว่าความต้องการบริโภคอาจชะลอลงหากเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย
- เงินเฟ้อขายส่งอินเดีย ม.ค. ดีดตัว 1.81% แตะไฮรอบ 10 เดือน
- เครื่องบิน F-35 อเมริกาลำใหม่ยังไม่มีเรดาร์ ต้องหาแผ่นถ่วงน้ำหนักจากฟิตเนสมาใส่แทน !?
- สหรัฐฯ ประจำการดาวเทียมจารกรรมขั้นสุดยอด
- สหรัฐฯ ลุยขึ้นภาษี "ยุโรป" จนกว่าจะซื้อ "กรีนแลนด์" สำเร็จ ขุนคลังมั่นใจ "ภาษีทรัมป์" ไม่ถูกคว่ำ ชี้เป็นนโยบายหลักประเทศ
- “ทรัมป์” ขู่รีดภาษี 25% ประเทศคู่ค้ากับ "อิหร่าน" ย้ำมีผลทันที
ที่มาข้อมูล : TNN WEALTH
ที่มารูปภาพ : canva
