"อาเซียน" เหลื่อมล้ำโตสองขั้ว เวียดนามพุ่ง 8% ไทยรั้งท้าย 2.4% น่ากลัวกว่าที่คิด

Share on Line Share on Facebook Share on X

ข้อมูลล่าสุดของเศรษฐกิจอาเซียนในปีที่ผ่านมา ปี 2568 ตัวเลขเฉลี่ยทั้งภูมิภาคเราสามารถขยายตัวหรือบวกที่ประมาณ 4.5% ตามข้อมูลของธนาคาพัฒนาเอเชีย หรือ  Asian Development Bank (ADB) ฟังดูแล้วไม่ได้แย่ เพราะหลายประเทศในยุโรปโตไม่ถึง 2-3% ด้วยซ้ำไป แต่พอลองเจาะเข้าไปดูเป็นรายประเทศ จะต้องตกใจ เพราะการเติบโตนั้นแตกต่างกันสุดขั้ว 

สรุปข่าว

ไทยกำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลังจริงหรือไม่? เพราะปีที่ผ่านมา อาเซียน แม้จะเติบโต แต่ก็โตแบบเหลื่อมล้ำ โตแบบแบ่งแยกเป็น 2 ขั้วชัดเจน และที่น่าห่วง คือ ประเทศไทยอยู่ในฝั่งที่รั้งท้าย ด้วยตัวเลขจีดีพีที่โตต่ำสุด ขณะที่เวียดนามโตพุ่งแรงขึ้่นแกนกลายเป็นผู้นำ

ข้อมูลล่าสุดของเศรษฐกิจอาเซียนในปีที่ผ่านมา ปี 2568 ตัวเลขเฉลี่ยทั้งภูมิภาคเราสามารถขยายตัวหรือบวกที่ประมาณ 4.5% ตามข้อมูลของธนาคาพัฒนาเอเชีย หรือ  Asian Development Bank (ADB) ฟังดูแล้วไม่ได้แย่ เพราะหลายประเทศในยุโรปโตไม่ถึง 2-3% ด้วยซ้ำไป แต่พอลองเจาะเข้าไปดูเป็นรายประเทศ จะต้องตกใจ เพราะการเติบโตนั้นแตกต่างกันสุดขั้ว 

สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรืออาเซียน กำลังเจอกับภาวะการเติบโตแบบสองขั้ว ที่มีภาพชัดเจนที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา คำว่าโตสองขั้ว ถ้าพูดง่ายๆ ก็คือ การประเทศหนึ่งโตแรงมาก อีกประเทศโตช้ามาก และเกิดเป็นช่องว่างที่กำลังกว้างขึ้นเรื่อย ๆ จนเริ่มน่ากังวล

ฝั่งที่วิ่งแรงสุดแบบเห็นชัด ๆ คือ ประเทศเวียดนาม ปี 2568 เศรษฐกิจหรือจีดีพีโตพุ่งถึง 8% มูลค่าส่งออกทั้งปีที่ทะลุไปถึง 475,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน โดยสินค้าหลักของเวียดนาม มีตั้งแต่โทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้า ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง เพราะเวียดนามกลายเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของโลก โดยเฉพาะในช่วงที่หลายบริษัทต้องการกระจายความเสี่ยงออกจากจีน

แต่เมื่อเรามองไปที่ขั้วที่อ่อนแรง และมีความเสี่ยง มีภาพต่างออกไป ก็มีหลายประเทศอีกสามประเทศที่ต้องลุ้นเอาใจช่วย เริ่มจากประเทศฟิลิปปินส์ปี 2568 จีดีพีโตเพียง 4.4% เป็นตัวเลขที่ต่ำสุดในรอบ 5 ปี ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยโตเกิน 6% ต่อปี ปัจจัยลบ มีทั้งพายุไต้ฝุ่นหลายลูกที่สร้างความเสียหายหนักต่อภาคเกษตรและโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงคดีคอร์รัปชันที่กระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน และแรงกดดันจากการค้าโลกที่ผันผวน


ที่มาข้อมูล : TNN WEALTH

ที่มารูปภาพ : canva