ราคาทองคำหลังหยุดยาวทรงตัว โกลเบล็กชี้เป้าลุ้นแตะ 5,000 เหรียญฯ แนะกลยุทธ์ "ขึ้นขายทำกำไร"

Share on Line Share on Facebook Share on X

ตลาดฟิวเจอร์สของไทยกลับมาเปิดทำการอีกครั้งหลังช่วงวันหยุดยาว ขณะที่ตลาดโลกยังคงเปิดซื้อขายตามปกติ โดยสถานการณ์ปัจจุบัน ราคาทองคำ (Gold Spot) ทรงตัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง บริเวณ 4,830 เหรียญสหรัฐต่อทรอยออนซ์

คุณณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ได้ประเมินทิศทางและกลยุทธ์การลงทุนทองคำในระยะนี้ไว้อย่างน่าสนใจ 

จับตาภูมิรัฐศาสตร์ - ทิศทางดอกเบี้ยเฟดชี้ชะตาทองคำ

คุณณัฐวุฒิ มองว่า ราคาทองคำมีโอกาสแกว่งตัวในทิศทางขาขึ้น (Sideway Up) โดยก่อนหน้านี้มีประเด็นการตอบโต้กันรายวันระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ ได้สั่งให้ปิดช่องแคบห้ามเรือผ่าน ทำให้อิหร่านได้รับแรงกดดันจนท่าทีอ่อนลงภายในเวลา 2 วัน ขณะนี้กระแสข่าวแบ่งออกเป็นสองทิศทาง คือมีความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะปิดทะเลแดงเพิ่มเติม หรืออาจนำไปสู่การเจรจา

ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามคือเรื่องของอัตราเงินเฟ้อ หากสงครามมีความยืดเยื้อ ราคาทองคำอาจไม่ตอบสนองในเชิงบวกนัก เนื่องจากภาวะสงครามจะดันให้ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ไม่ยอมปรับลดอัตราดอกเบี้ย ปัจจุบันนักลงทุนในตลาดให้น้ำหนักกับการตีความทิศทางดอกเบี้ยของเฟดมากกว่าประเด็นสงครามโดยตรง ดังนั้น หากสถานการณ์คลี่คลายไปสู่การเจรจาได้ ราคาทองคำก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ สอดคล้องกับทิศทางของตลาดหุ้นอย่างดัชนีดาวโจนส์และแนสแด็กที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 3-4 วันติด พร้อมกับราคาทองคำที่ขยับจากระดับ 4,700 กว่าๆ ขึ้นมาอยู่ที่ 4,820 - 4,830 เหรียญสหรัฐฯ

สรุปข่าว

บล.โกลเบล็ก ประเมินทิศทางทองคำ แนะกลยุทธ์ "ขึ้นขายทำกำไร" ลุ้นต้าน 5,000 เหรียญฯ สถานการณ์ราคาทองคำ ทรงตัวอยู่ในระดับสูง บริเวณ 4,830 เหรียญสหรัฐต่อทรอยออนซ์ ซึ่งทะลุเป้าหมายเดิมที่ทาง บล.โกลเบล็ก ประเมินไว้ที่ 4,800 เหรียญสหรัฐฯ ไปแล้ว ปัจจัยที่ต้องจับตา หากสถานการณ์ตึงเครียดเจรจากันได้ ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ (Sideway Up) สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นสหรัฐฯ หากสงครามยืดเยื้อ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจชะลอการลดดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ หากราคาดีดตัวขึ้นไปในกรอบ 4,900 - 5,000 เหรียญสหรัฐฯ แนะนำให้หาจังหวะเทขาย

ตลาดฟิวเจอร์สของไทยกลับมาเปิดทำการอีกครั้งหลังช่วงวันหยุดยาว ขณะที่ตลาดโลกยังคงเปิดซื้อขายตามปกติ โดยสถานการณ์ปัจจุบัน ราคาทองคำ (Gold Spot) ทรงตัวอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง บริเวณ 4,830 เหรียญสหรัฐต่อทรอยออนซ์

คุณณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ได้ประเมินทิศทางและกลยุทธ์การลงทุนทองคำในระยะนี้ไว้อย่างน่าสนใจ 

จับตาภูมิรัฐศาสตร์ - ทิศทางดอกเบี้ยเฟดชี้ชะตาทองคำ

คุณณัฐวุฒิ มองว่า ราคาทองคำมีโอกาสแกว่งตัวในทิศทางขาขึ้น (Sideway Up) โดยก่อนหน้านี้มีประเด็นการตอบโต้กันรายวันระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งสหรัฐฯ ได้สั่งให้ปิดช่องแคบห้ามเรือผ่าน ทำให้อิหร่านได้รับแรงกดดันจนท่าทีอ่อนลงภายในเวลา 2 วัน ขณะนี้กระแสข่าวแบ่งออกเป็นสองทิศทาง คือมีความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะปิดทะเลแดงเพิ่มเติม หรืออาจนำไปสู่การเจรจา

ประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องติดตามคือเรื่องของอัตราเงินเฟ้อ หากสงครามมีความยืดเยื้อ ราคาทองคำอาจไม่ตอบสนองในเชิงบวกนัก เนื่องจากภาวะสงครามจะดันให้ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ไม่ยอมปรับลดอัตราดอกเบี้ย ปัจจุบันนักลงทุนในตลาดให้น้ำหนักกับการตีความทิศทางดอกเบี้ยของเฟดมากกว่าประเด็นสงครามโดยตรง ดังนั้น หากสถานการณ์คลี่คลายไปสู่การเจรจาได้ ราคาทองคำก็มีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ สอดคล้องกับทิศทางของตลาดหุ้นอย่างดัชนีดาวโจนส์และแนสแด็กที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง 3-4 วันติด พร้อมกับราคาทองคำที่ขยับจากระดับ 4,700 กว่าๆ ขึ้นมาอยู่ที่ 4,820 - 4,830 เหรียญสหรัฐฯ

กลยุทธ์การลงทุนจาก บล.โกลเบล็ก

  • ปัจจุบันราคาทองคำทะลุเป้าหมายเดิมที่ทางโกลเบล็กประเมินไว้ที่ระดับ 4,800 เหรียญสหรัฐฯ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
  • นักลงทุนยังสามารถเข้าเก็งกำไรได้ แต่แนะนำให้ลดสถานะ (Position) การลงทุนให้น้อยลง
  • หากราคาดีดตัวขึ้นไปใกล้ระดับ 4,900 - 5,000 เหรียญสหรัฐฯ แนะนำให้หาจังหวะในการขายทำกำไร
  • กลยุทธ์หลักในช่วงนี้คือ "ปรับตัวขึ้นมาให้ขาย" เนื่องจากราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องแล้ว
  • สำหรับนักลงทุนที่ต้องการถือเพื่อทำกำไรตามแนวโน้ม (Let Profit Run) หากยังไม่มีกระแสข่าวรุนแรงเข้ามาเพิ่มเติม สามารถถือต่อไปได้ แต่จำเป็นต้องขยับจุดทำกำไร (Take Profit) ให้สูงขึ้นตามไปด้วยเพื่อป้องกันความเสี่ยง
  • ทองคำยังถือเป็นสินทรัพย์ที่สามารถไปต่อได้ แต่ผู้ลงทุนต้องอาศัยจังหวะการเข้าซื้อที่เหมาะสมจึงจะสามารถทำกำไรได้ดี